
"รธน."ไม่ใช่ "กับดัก""พิษหุ้น"ย้อนศร"สอย"ส.ส.-ส.ว.
การขีดเส้นของ กกต. ที่ตีความว่า สมาชิกภาพของ 16 ส.ว.ต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากถือหุ้นในสัมปทานรัฐ และหุ้นในกิจการสื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 48 และ 265 กำหนดไว้ เป็นการวางบรรทัดฐานว่า ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันในกรณีของ ส.ส.ที่ถูกร้องด้วย
เพราะในการร้องเรียนเรื่องราวเดียวกันนี้ มีทั้ง ส.ว.จอมสอยอย่าง “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ที่ร้องเหล่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น อย่างพรรพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย
ขณะเดียวกัน “ศุภชัย ใจสมุทร” ที่วันนั้นยังสวมเสื้อ “พลังประชาชน” ก็ปฏิบัติการเอาคืน ด้วยการร้องกลับ ส.ว.และบรรดา ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์
เวลาเปลี่ยน การเมืองสลับขั้ว คนสลับข้าง “ศุภชัย” ย้ายมาใส่เสื้อ “ภูมิใจไทย” และเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ "ศุภชัย" จึงเดินเรื่องถอนการร้องเรียน ส.ส.
แต่ กกต.ยึดหลักว่า การร้องเรียนไม่ใช่เรื่องเล่นขายของ จึงปฏิเสธการร้องขอถอนเรื่องออกไป
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ หลังจากสอบไปสักระยะก็พบว่า เรื่องราวมีเค้ามูลความจริงและทำท่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมีความจำเป็นต้องสอบต่อ
เรื่องนี้ กกต.อย่าง “ประพันธ์ นัยโกวิท” เองก็บอกว่า เป็นการตีความครั้งสำคัญทางนิติศาสตร์
เนื่องจากการตัดสินครั้งนี้ไม่ง่ายนัก และยังมีข้อโต้แย้งตั้งแต่ในชั้นอนุกรรมการ ที่เสียงข้างมากบอกว่า หากเป็นหุ้นซึ่งได้มาทีหลังนั้นไม่สามารถถือได้ แต่หากเป็นหุ้นซึ่งได้มาก่อนนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องสละหรือละทิ้ง
และยังมีอีกหลายคนระบุด้วยว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ถือหุ้นที่มีมาก่อน ก็ย่อมต้องบัญญัติไว้ว่า “ห้ามคงไว้” แต่นี่กลับไม่มีบทบัญญัติเช่นว่า
แต่ที่ปรึกษากฎหมาย และ กกต. กลับเห็นตรงกันว่า การมีมาก่อนหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรีถือครองหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐ
เพราะเมื่ออยู่ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังถือหุ้นที่เป็นคู่สัญญากับรัฐเอาไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทับซ้อน
กกต.ยังตีความกว้างออกไปอีกว่า หุ้นต้องห้ามนั้น ต้องปลดเปลื้องให้หมดเสียก่อนเข้ารับตำแหน่ง หาก ณ วันที่ดำรงตำแหน่งแล้วยังคงถือเอาไว้ ก็ย่อมหมายความว่าขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องดูว่าเป็นหุ้นที่ได้มาก่อนหรือหลัง
ดังนั้นขณะนี้จึงเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวางบรรทัดฐาน ว่าจะเลือกใช้หลักอะไรในกฎหมาย ระหว่าง “เจตนารมณ์” กับ “ตัวบท”
ทั้งนี้ในส่วนของรัฐมนตรีในวันนี้ที่ถูกร้องมาในขณะที่ยังเป็น ส.ส. ก็ต้องดูข้อเท็จจริงและรายละเอียดว่าในปัจุบันบรรดา รมต.ยังถือหุ้นอยู่หรือไม่
เพราะหากวันที่ถูกร้องในฐานะ ส.ส. ยังคงถือหุ้นก็ต้องถือว่า พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เพราะ กกต. จะตัดสิน ณ วันที่ถูกร้อง
แต่ในวันนี้เมื่อเป็นรัฐมนตรีแล้ว หลายคนก็จัดการถ่ายโอนตาม พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินรัฐมนตรี และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 269
กรณีของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" จะเข้าข่ายดังกล่าว คือจำเป็นต้องพ้นจาก ส.ส. เพราะ ณ วันที่ถูกร้อง “สุเทพ” ยังถือหุ้น
แต่ในวันนี้ที่เป็น "รัฐมนตรี" ก็ได้ขายหุ้นไปเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่พ้นจากความเป็น รมต.
แปลได้ว่าหากหลุดจาก ส.ส. ก็สามารถดำรงตำแหน่ง รมต. ในฐานะคนนอกได้
อย่างไรก็ตาม การตัดสินหากให้ ส.ส.พ้นจากตำแหน่งเป็นจำนวนมาก ก็จะส่งผลต่อ "ขั้วทางการเมือง" อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของ ส.ส.สัดส่วน ที่อาจจะหายไป
ซึ่งจะเกิดปัญหากับ 3 พรรคเกิดใหม่ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา แน่นอน เนื่องจาก 3 พรรคนี้ไม่มีบัญชีรายชื่อ ส.ส.สัดส่วน ทำให้อาจต้องเสียที่นั่งไปฟรีๆ อย่างช่วยไม่ได้
แต่ท้ายที่สุด กกต.เองก็ยังไม่กล้าที่จะรีบฟัน เหมือนที่คุยไว้แต่แรกว่าเรื่องไหนเสร็จก็จัดการเสียก่อน โดยไม่ต้องรอพร้อมกัน
ทั้งนี้เพราะ กกต.เองก็คงตระหนักว่าการตัดสินกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปก่อน ย่อมส่งผลถึงขั้วอำนาจทางการเมืองอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะลอตแรกที่เป็นกลุ่มของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนใหญ่
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา กกต.จึงต้องสอบให้เสร็จและตัดสินไปพร้อมๆ กัน เพราะในวันนี้ กกต.นั่งอยู่ท่ามกลางความกดดัน การตัดปัจจัยเสี่ยงเรื่องข้อกล่าวหาเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสวัสดิภาพเป็นอย่างยิ่ง
กับกรณีนี้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายคนบ่นดังๆ ว่านี่เป็นอีก "กับดัก" ทางการเมือง ที่ทำให้หลายคนต้องสะดุดล้มลง และต่างก็บ่นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาและหาทางจะแก้เท่านั้น
แต่เขาเหล่านั้นกลับลืมไปว่า รัฐธรรมนูญมิได้เขียนแล้วเอาไปเก็บไว้ในหีบโดยไม่ได้เปิดให้ใครเห็น หากแต่เปิดเผย และยิ่งเป็นนักการเมืองยิ่งต้องศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติตาม มิใช่มาพร่ำบ่นว่ากฎหมายมีกับดัก
และเมื่อความไม่ใส่ใจบวกกับการแก้แค้นและเอาคืนกันและกัน
สุดท้ายก็ตายหมู่เช่นนี้เอง
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



