ข่าว

'ดิว'ใช้'รำไทย'ให้ได้สุขภาพ

'ดิว'ใช้'รำไทย'ให้ได้สุขภาพ

27 มี.ค. 2557

ขอเวลานอก : 'ดิว' ใช้ 'รำไทย' ให้ได้สุขภาพ : เรื่อง กอบแก้ว แผนสท้าน /ภาพ ปราโมทย์ พุทไธสง

 
                      "รำไทย" ไม่ได้รักษาโรคเพราะไม่ใช่หมอ แค่เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการติดขัด การเจ็บปวด และส่งเสริมให้เกิดกล้ามเนื้อและเกิดความยืดหยุ่น รวมถึงระบบต่างๆ เช่น การหายใจ การขับถ่าย เท่านั้น
 
                      ความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อม...คนส่วนใหญ่เชื่อเช่นนี้ ทว่าในมุมความคิดของทายาทบรมครูดนตรีไทยและนาฏศิลป์ "ดิว" ขจิตธรรม พาทยกุล แค่ได้ยืดแขนยืดขาในท่ารำไทย ก็สร้างสุขให้เธใอได้แล้ว เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เธอรักและผูกพันมาทั้งชีวิต และยิ่งเมื่อเจ้าตัวบรรเจิดไอเดียด้วยการนำเอาการ "ออกกำลังกาย" มาผนวกกับ "ท่ารำ" เพื่อให้ร่างกายได้สุขภาพดียิ่งทวีความสุขให้กับ "สาวนักคิด" ขึ้นอีกหลายเท่าตัว...
 
                      เพราะเป็นทายาทสายตรงของโรงเรียนนาฏศิลป์พาทยกุล จากตอนแรกคิดว่ารำเล่นดนตรีไทยเป็นงานอดิเรก จึงต้องเปลี่ยนมาเรียนอย่างจริงจังทั้งในระดับอุดมศึกษาและระดับปริญญาโท เพื่อช่วยสานต่อกิจการของครอบครัว
 
                      "จุดหนึ่งคิดว่าน่าจะเรียนจริงจัง เพราะตัวเองเกิดมาในบ้านซึ่งมีครูและเครื่องดนตรีพร้อม ทั้งคุณปู่ หรือ ครูเตือน พาทยกุล ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงดนตรีไทย และคุณยาย สายสวาท รพิพันธุ์ ครูสอนรำไทย ทำให้คิดว่าควรจะเรียนรู้ทางด้านนี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อมาช่วยสานต่องานของครอบครัว ก็เลยเลือกเรียนสาขาดุริยางคศิลป์ไทย เอกซอสามสาย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขา Managing in Creative Economy ที่ มหาวิทยาลัยคิงส์ตัน ลอนดอน ภายใต้พระเมตตาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งในวันนี้ก็กลับมาช่วยดูแลโรงเรียนในส่วนของการจัดการ นโยบาย และงานด้านต่างประเทศ" นักบริหารร่างเล็กในชุดโจงกระเบนเกริ่นให้ฟังก่อนจะพาเข้าห้องซ้อมซึ่งอยู่ชั้นสองของอาคารเรียน
 
                      และจากการเลือกเรียนสาขา "การจัดการเศรษฐกิจสร้างสรรค์" ในระดับปริญญาโทนี่เอง ทำให้บุตรสาวคนโตของ ดร.บำรุง-วราพร พาทยกุล จุดประกายที่จะต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองรักจนกลายเป็น "นาฏศิลป์เพื่อสุขภาพ" ขึ้น
 
                      "ก่อนจบดิวเลือกหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการตลาดโรงเรียนพาตยกุล ซึ่งช่วยให้มองเห็นปัญหาว่าจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะก็ดีหรือการจัดการก็ดี ต่างไม่ได้มีปัญหาต่อการดำเนินธุรกิจ กระนั้นก็ยังแก้ปัญหาคนเรียนน้อยลงๆ ไม่ได้ เพราะปัญหาคือทัศนคติของคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมของชาติจริงๆ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าทั้งนาฏศิลป์และดนตรีไทย ไม่ใช่ปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้ ยิ่งเป็นศิลปะนอกกระแสด้วยแล้ว พอมีสถานการณ์บ้านเมืองหรือภัยธรรมชาติ จึงส่งผลกระทบโดยตรง ก็เลยคิดว่าต้องหาวิธี แต่ต้องเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัดและรักด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลต่อผู้เรียนโดยตรง และอีกทางหนึ่งธุรกิจของเราก็ได้เช่นกัน จึงมาบรรจบที่เรื่องของสุขภาพ เหมือนว่าเรามีโปรดักส์มีต้นทุน แล้วเอาไปปรับให้เกิดผลดีต่อสุขภาพคนทุกกลุ่ม หญิงก็ได้ชายก็ดี" นักบริหารวัยยี่สิบต้นๆ แจงถึงโครงการล่าสุดในอนาคตให้ฟัง ก่อนจะตั้งวงท่าร่ายรำอันแสนอ่อนช้อยและแน่นอนว่าต้องบวกท่าออกกำลังให้ชมเป็นตัวอย่าง
 
                      ถึงจะเป็นแค่ "รำไทยเพื่อสุขภาพ" เน้นช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงแต่ "ดิว" ขจิตธรรม ก็ให้ความสำคัญ โดยรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระเพื่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ และไม่เกิดอันตราย
 
                      "ลำพังแค่การรำไทยจริงๆ แล้วช่วยเรื่องสุขภาพนะ แต่ว่าเราต้องศึกษาให้มากขึ้นไม่ใช่มโนเอาเอง เมื่อคิดเช่นนี้ก็เริ่มปรึกษา คุณหมอฐานิศร์ ชื่นมีเชาว์ แพทย์ประจำบ้านสวนคลีนิก ทำเรื่องการฝังเข็ม ท่านให้คำแนะนำเกี่ยวกับสรีระของคนว่าควรจะเป็นอย่างไร ท่าไหนที่ถูกต้อง ท่าไหนเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย องศาไหนที่มันไม่ใช่ ท่านอธิบายให้อย่างละเอียด ว่าท่านี้ไม่ควรทำเยอะ ท่านี้ทำได้ดีกว่า ป้องกันโน่นนี้นั่น ขณะเดียวกันก็ได้ ศูนย์สุขภาพตรัยยา ของโรงพยาบาลปิยะเวท เป็นเทรนเนอร์ให้ในเรื่องกล้ามเนื้อ ทำให้เข้าใจว่าโครงสร้างต่างๆ ของร่างกายจะต้องใช้ในช่วงไหนถึงจะเหมาะ ไม่ใช่ว่าออกท่าออกทางไปเรื่อยๆ "รำไทย" ไม่ได้รักษาโรคเพราะไม่ใช่หมอ แค่เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการติดขัด การเจ็บปวด และส่งเสริมให้เกิดกล้ามเนื้อและเกิดความยืดหยุ่น รวมถึงระบบต่างๆ เช่น การหายใจ การขับถ่าย เท่านั้น"
 
                      นอกจากสุขภาพดี ผู้บริหารโรงเรียนสอนรำและดนตรีไทยรุ่นที่ 3 ยังเชื่อว่า กิจกรรมอันเกิดจากไอเดียของเธอนั้น ยังจะช่วยสร้างสมาธิและช่วยเสริมบุคลิกให้เป็นอย่างดี
 
                      "ในหนึ่งสัปดาห์ดิวทำงานประจำคือบริหารโรงเรียน 5  วัน และช่วยสอนบ้างบางคลาส แต่ก็แบ่งเวลาให้กับการรำเพื่อสุขภาพสองวันคือวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยครั้งละประมาณ 30-45 นาที ไม่ถึงชั่วโมง สำหรับ ประโยชน์เห็นชัดๆ อย่างแรกคือเรื่องสุขภาพโดยตรง ส่วนที่ตามมาคือเรื่องของ สมาธิ การออกท่าต่างๆ ผู้รำต้องอยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นการที่เรารู้ตัวอยู่ทุกขณะว่าแขนขาเราอยู่ในลักษณะใด หายใจเข้าเต็มท้อง หายใจออกเต็มท้อง เชื่อว่าจุดนี้ช่วยเรื่องสมาธิได้แน่นอน นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพ เพราะในแต่ละท่ารำต้องมีการจัดหลัง การวางมือวางแขนวางขาทั้งสิ้นและเมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะติดเป็นนิสัย" สาวดิวเล่าถึงผลดีจากการร่ายรำพร้อมกับออกปากเชิญชวนคนรักสุขภาพหากสนใจวันเสาร์เวลา 11.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ 10.00 น. มาจอยกันได้ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีโจงกระเบนขอแค่กางเกงผ้ายืดก็เพียงพอแล้ว
 
                      นับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ต้องทำงานกับศิลปะนอกกระแสอย่าง นาฏศิลป์และดนตรีไทย "หลานสาวครูเตือน" ยืนยันว่ามีความสุขมาก ในทางกลับกันเธอเองก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองผิดแปลกจากสังคมสักนิดเดียว
 
                      "ครอบครัวดิวไม่เคยเลี้ยงลูกโดยวิธีการบังคับอยู่แล้ว ดังนั้นตั้งแต่ต้นเลยว่าเราจะเรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ ขณะเดียวกันดิวอยู่ในโรงเรียนที่มีเพื่อนหลากหลาย แต่ละคนล้วนมีความสนใจต่างกันออกไป ดิวเองก็เรียนทุกอย่าง อาทิ เรียนเปียโน เรียนบัลเลต์ ดนตรีสากลก็เล่นด้วย ยิ่งคอนเสิร์ตยิ่งชอบดูมาก ไม่ใช่ว่ารำไทยดนตรีไทยไปอย่างเดียวเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคิดว่าตัวเองมีชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ปกติ แต่บังเอิญว่าความสนใจอีกส่วนหนึ่งเรามันเป็นเรื่องนอกกระแส จึงไม่ได้คิดว่ามันแปลกประหลาดอะไรแถมยังรู้สึกว่ามันท้าทายซะมากกว่า" สาวรักรำไทยย้ำและทิ้งด้วยความมั่นใจว่าการนำเอานาฏศิลป์มาบวกเข้ากับการออกกำลังกาย อย่างน้อยก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนไทยเข้าใจถึงศิลปวัฒนธรรมลึกซึ้งมากขึ้น