
เอ็นจีวี4000 คันปัญหาที่ควรรู้( 2 )
เรื่องของรถ ขสมก. จำนวนสี่พันคันที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง เป็นเรื่องใหญ่ที่พิสูจน์ "กึ๋นหรือสมอง" ของบรรดานักการเมืองที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี ว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด หรือมีกึ๋นแต่ไร้คุณธรรมเพียงใดสำหรับการขึ้นมาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง รวมไป
ในขณะที่ส่วนใหญ่ในสังคมมองประเด็นว่าการ “เช่าใช้” คือเรื่องชั่วร้ายของโครงการนี้ ผมเองยังเห็นว่าสำหรับเรื่องนี้ “การเช่าใช้” ควรนำมาเป็นวิธีการมากกว่า “การซื้อขาด” ด้วยเหตุผลทางเทคนิคดังต่อไปนี้
เทคโนโลยีเรื่องเอ็นจีวีนั้น ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่กว่าเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล และอายุการใช้งานของเครื่องยนต์เอ็นจีวีสั้นกว่าเครื่องยนต์ดีเซล เรื่องนี้พิสูจน์ทราบได้จากจำนวนรถบัสเอ็นจีวีที่ออกวิ่งใช้งานมาได้ประมาณหนึ่งปี เทียบกับรถยนต์ดีเซลที่วิ่งใช้งานในลักษณะเดียวกันและในระยะเวลาเท่ากัน
ปัญหานี้เคยมีคนพยายามแย้งค้านว่าในบางประเทศ รถบัสเอ็นจีวีได้ผ่านการใช้งานด้วยระยะเวลาที่ยาวนานใกล้เคียงกับรถดีเซล โดยช่วงที่มีการแย้งค้านนั้นยังไม่มีการใช้งานจริงของรถบัสเอ็นจีวีในประเทศไทย ตัวเลขอายุการใช้งานที่นำมาอ้างแย้งในครั้งนั้น จึงเป็นการนำเอารถเอ็นจีวีที่ใช้ในพื้นที่ ซึ่งมีอากาศเย็นกว่าประเทศไทย และใช้งานในสภาพที่การจราจรติดขัดน้อยกว่าในกรุงเทพฯ มาเป็นตัวอ้างอิง
ซึ่งการจราจรที่ติดขัดตลอดเวลานั้น ทำให้เครื่องยนต์มีความร้อนสูงกว่าการใช้งานสภาพการจราจรลื่นไหล โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซซึ่งย่อมมีความร้อนสูงกว่าเครื่องยนต์น้ำมันอยู่แล้ว
หากใช้วิธีการซื้อขาดจะทำให้เกิดการรั่วไหล หรือการโกงกินในขั้นตอนการซ่อม อีกทั้งอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์เอ็นจีวีนั้น ไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าจะมีรองรับครบถ้วน และส่งมอบเพื่อทำการซ่อมบำรุงได้ “คุ้มค่า” และทันท่วงทีกับความต้องการนำรถไปใช้งาน
เพราะขนาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันยี่ห้อญี่ปุ่นทั้งหลาย ซึ่งมีการนำมาใช้กันแพร่หลายในประเทศไทยและทั่วโลก ยังประสบกับการที่ต้องรออะไหล่บางชิ้นนานเกินความจำเป็น หรืออะไหล่บางชิ้นไม่สามารถหามาเพื่อซ่อมบำรุงได้ในราคาที่ “คุ้มค่ากับการซ่อม” ด้วยซ้ำไป
กรณีที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การ “ซื้อขาด” หมายความว่าเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว ขสมก.ยังมี “ซาก” หรือทรัพย์สินที่เป็นรถเก่าเอาไปขายแลกเป็นตัวเงินกลับมาได้ แต่หากดูจากความเป็นจริงในปัจจุบันจะพบว่า รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลซึ่งตลาดซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วยอมรับมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นของ ขสมก.เองหรือของหน่วยงานรัฐอื่น ก็มักจะขาย “ซาก” ไม่ได้ราคาเท่าที่ควรจะเป็นจริง หรือมีการโกงกินกันในขั้นตอนของการ “ขายซาก” เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
และที่สำคัญที่สุดคือ “การเช่าใช้” โดยปกติทั่วไป ผู้เป็นเจ้าของรถที่เข้าให้บริการ มีหน้าที่ดูแลส่งมอบรถในสภาพที่สมบูรณ์ต่อการใช้งานครบตามจำนวนที่ตกลงกัน หากมีรถคันใดคันหนึ่งบกพร่องหรือไม่สามารถใช้งานได้ ก็ต้องหารถในจำนวนเท่ากันมาส่งมอบตามสัญญาตลอดเวลา
แต่หากซื้อขาดย่อมหมายถึงว่าจะมีรถที่ขาดจากจำนวนที่ต้องการใช้เสมอ จากการที่ต้องนำรถหมุนเวียนไปซ่อมบำรุงหรือซ่อมแซมจากอุบัติเหตุ จำนวนที่ต้อง “จัดซื้อ” จึงต้องมากกว่าความจำเป็นในการใช้งานจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวที่ยังจบไม่ลง ผมขอใช้โอกาสนำมาเล่าต่อในคราวหน้าอีกครั้งนะครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



