
'บิ๊กตู่'ขู่ไล่ออกทหารยุ่งการเมือง
24 มี.ค. 2557
'ประยุทธ์' สั่งฟันทหารยุ่งการเมือง ขู่ไล่ออกพ้นกองทัพหากผิดจริง พร้อมให้เข้มงวดพื้นที่แนวชายแดนใต้ เตือนจนท.ทุกระดับห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวขบวนการผิดก.ม.
24 มี.ค. 57 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการปรับจุดตรวจความมั่นคงในการดูแลรักษาความปลอดภัยภายหลังมีการปรับมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ว่า มีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อยู่แล้ว เพื่อสามารถดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อยังมีเหตุระเบิดอยู่ ก็ต้องดูแลเต็มที่ โดยจะช่วยเหลือในทุกเรื่องและทุกฝ่าย ไม่มีการแบ่งแยก โดยกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจัดชุดลาดตระเวน อีกทั้ง ผบ.ทบ.ได้สั่งการชัดเจนในการเพิ่มจุดลาดตระเวนเพื่อดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้น
พล.ท.ธีรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการโดยเฉพาะองค์กรอิสระนั้น ทางตำรวจก็ได้เน้นในเรื่องนี้และเข้าไปดูแลองค์กรอิสระทั้งบ้านพักและสำนักงาน ทหารเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าพนักงานที่เข้าไปช่วยดูแลในบางส่วน สำหรับกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มกปปส.จะมีการนัดชุมนุมใหญ่นั้น ขอให้คุยกัน อย่าใช้ความรุนแรง เพราะทุกคนไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว แต่ขอให้อยู่ในกฎหมาย และอยู่ในความสงบ ส่วนการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ที่นอกเหนือการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น เป็นเรื่องของรัฐบาล ทางกองทัพภาคที่ 1 จะดูแลในพื้นที่ตามความรับผิดชอบ
เมื่อถามถึงกรณีที่ช่วงนี้มีทหารถูกตำรวจจับพร้อมอาวุธปืนอยู่บ่อยครั้ง พล.ท.ธีรชัย กล่าวว่า ผบ.ทบ.สั่งการกำชับและเน้นย้ำในเรื่องนี้อย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา และกำชับอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ให้มีทหารไปยุ่งเกี่ยวกับทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม เรายืนอยู่ตรงกลาง ดูแลประชาชนทุกส่วน ทุกหมู่เหล่า แต่เมื่อมีทหารบางคนนอกลู่นอกทางออกไป เราก็จะดำเนินการเต็มที่ื เมื่อตำรวจจับมา หากมีความผิดมากก็ต้องปลดไป เพราะถือว่า มีการสั่งการแล้ว แต่ถ้ายังมีกำลังพลส่วนไหนที่ยังดื้อออกไปทำผิดกฎหมาย เราจะดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้วไม่ต้องห่วง
เมื่อถามถึงกรณีที่ทางสภากาชาดได้ทำหนังสือมายังกองทัพบกเพื่อขอไม่ให้ติดเครื่องหมายกาชาดบริเวณบังเกอร์ทหาร พล.ท.ธีรชัย กล่าวว่า โดยปกติทางทหารถือว่าการมีเครื่องหมายกาชาดอยู่ ถือว่าบริเวณนั้นมีความปลอดภัย ไม่ว่าจะติดอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ติดรถยนต์ ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องสากล แต่ถ้าเกิดความไม่สบายใจเดี๋ยวตนจะดูแลและปรับปรุงให้นำเครื่องหมายออก แต่ในส่วนของทหารเสนารักษ์ ต้องมีสัญลักษณ์ติดตามระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องทำหนังสือชี้แจงตอบกลับแต่อย่างใด เพราะเป็นอันเข้าใจได้ว่า หากมีตราสภากาชาดนี้ประชาชนสามารถเข้ามารับการรักษาได้ และเราดูแลให้เต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้ามีบางส่วนบางฝ่ายไม่สบายใจตนจะปรับเปลี่ยนให้ แต่ยืนยันว่าจะอยู่ดูแลประชาชนเหมือนเดิม
ด้าน พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1รอ.) ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังทหาร กล่าวถึงการตั้งจุดตรวจความมั่นคงว่า ตามมติที่ประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ให้คงบังเกอร์ทหารไว้ทั้ง 176 จุดตามเดิม ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของตัวแทนของ พล.1รอ. ที่ได้เข้าร่วมประชุม เพราะจุดตรวจดังกล่าวยังมีความสำคัญ และที่ผ่านมามีการตรวจพบอาวุธและมีการก่อเหตุอยู่ แต่จะมีการจัดชุดลาดตระเวนให้มากขึ้นพร้อมประสานการทำงานให้กระชับคล่องตัวโดยทางตำรวจได้ประสานมาขอกำลังทหารไปร่วมลาดตระเวนกับตำรวจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมโดยให้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย
พล.ต.วราห์ กล่าวว่า การตั้งจุดตรวจที่ผ่านมาส่งผลให้สามารถสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายและการก่อเหตุให้เบาบางลง ไม่ให้ผู้ก่อเหตุดำเนินการได้สะดวก ส่วนกรณีที่กำลังพลถูกจับกุมพร้อมอาวุธบ่อยครั้ง ทางกองทัพบกได้ตรวจสอบทุกกรณี พบว่ามีทั้งที่เป็นกำลังพลของกองทัพบกและไม่ใช่ ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธ ส่วนที่ทางสภากาชาดขอให้นำเครื่องหมายกาชาดออกจากบังเกอร์นั้น ทางกองทัพบกได้แจ้งมาแล้ว ซึ่งตนได้ให้มีการนำผ้ามาปิดเครื่องหมายดังกล่าวแล้วเพื่อให้เกิดความเหมาะสมตามข้อทักท้วง ส่วนเจ้าหน้าที่เสนารักษ์ก็ให้คงไว้ตามปกติ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ทันที
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กรณีสภากาชาดไทย ขอให้กองทัพบกพิจารณาความเหมาะสมการใช้เครื่องหมายกาชาด เนื่องจากพบว่า ในบางจุดที่ใช้เป็นจุดตรวจร่วมบริการประชาชน อาจมีการใช้เครื่องหมายกาชาดร่วมไว้กับข้อความหน้าเต็นท์ ซึ่งในเต็นท์เดียวกันอาจมีชุดปฏิบัติงานที่หลากหลาย ทั้งชุดเสนารักษ์ ชุดช่างภาพ ชุดประชาสัมพันธ์ และชุดรักษาความปลอดภัยที่บางส่วนจำเป็นต้องมีอาวุธไปปฏิบัติงานอยู่ร่วมกัน ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของทางกาชาด และเพื่อไม่ให้สับสนต่อผู้ที่พบเห็นจึงได้เสนอแนะ ให้นำเครื่องหมายกาชาดแยกออกจากข้อความบนหน้าเต็นท์ ในกรณีที่ในจุดตรวจร่วมนั้นๆ อาจมีเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นจะต้องมีอาวุธไว้เพื่อป้องกันตนเอง ส่วนชุดเสนารักษ์ ถ้าแยกปฏิบัติงานก็ยังสามารถใช้เครื่องหมายร่วมกับข้อความหน่วยแพทย์ทหารได้ ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพบกอยู่ระหว่างดำเนินการเพี่อให้เกิดความเหมาะสมต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (24 มี.ค.) ในการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานในการประชุม สำหรับกรณีที่มีกำลังพลมักถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม พร้อมอาวุธหลายครั้งในช่วงนี้ ผบ.ทบ. ระบุว่า การเดินทางในยามค่ำคืนของกำลังพล แม้เป็นเรื่องส่วนตัวและอยู่นอกเวลาราชการ แต่หากถูกจับกุมก็ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งทางหน่วยต้นสังกัดไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว และหากกำลังพลเข้าไปร่วมชุมนุมโดยมีการพกอาวุธนั้น ถือว่าทำให้กองทัพเสียชื่อเสียง จะต้องได้รับโทษทางอาญาและทางวินัย พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ผู้บังคับหน่วยเพ่งเล็งเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยให้ ผบ.หน่วยดูแล และควบคุมการใช้อาวุธในคลังอาวุธ หากกำลังพลนำอาวุธของกองทัพออกมาใช้โดยไม่มีคำสั่งทางราชการ ทางผู้บังคับหน่วยต้องรับผิดชอบ
'ผบ.ทบ.' สั่งเข้มงวดพื้นที่แนวชายแดนใต้
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า การประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) วันนี้ (24 มี.ค.) หลังจากรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์จากพล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผอ.รมน.ภาค 4 แล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรอง ผอ.รมน.และผบ.ศปก.ทบ. ได้สั่งการให้กองกำลังป้องกันชายแดนเข้มงวดกวดขันในการลาดตระเวนพื้นที่ป่าภูเขาตามแนวชายแดนภาคใต้ รวมถึงช่องทางและท่าข้ามตามธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาการลักลอบผ่านแดนโดยผิดกฎหมาย ป้องกันอาชญากรรม สินค้าหนีภาษีและยาเสพติด
สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในทางมิชอบร่วมกับขบวนการผิดกฎหมาย และห้ามนำอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองโดยเด็ดขาด ส่วนคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอให้เร่งคลี่คลายคดีให้มีความคืบหน้าตามลำดับ เพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นว่ามีคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเกิดขึ้นในสัดส่วนที่สูงด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักก่อนการปฏิบัติภารกิจอื่น ทั้งความปลอดภัยของตนเอง ประชาชน และพื้นที่



