ข่าว

ยึดแคว้นเพื่อนบ้านโลกยุคนี้ยังทำได้อีกเหรอ

ยึดแคว้นเพื่อนบ้านโลกยุคนี้ยังทำได้อีกเหรอ

24 มี.ค. 2557

ยึดแคว้นเพื่อนบ้านโลกยุคนี้ยังทำได้อีกเหรอ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

               การผนวกดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศเพื่อนบ้านเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตนนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่น่าเกิดขึ้นได้ในโลกยุคปัจจุบัน เหมือนกับที่หากขบวนการปาตานีอยากเอาสามสี่จังหวัดชายแดนใต้ไปรวมกับมาเลเซีย รัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ก็ไม่เล่นด้วยแน่นอน เทรนด์ของโลกนั้น มีแต่จะพยายามแยกเพื่อสร้างรัฐใหม่ บ้างก็สำเร็จอย่างเช่น ติมอร์ เลสเต บ้างก็ล้มเหลวอย่างเช่น อาเจะห์ แต่กรณีของไครเมีย ที่สภาของแคว้นลงมติไม่ขออยู่ร่วมกับยูเครน เจ้าของอธิปไตยตามนิตินัย แต่ไปขึ้นใต้ปกครองของรัสเซีย และฝ่ายหลังรับซะด้วยนั้น น่าจะสร้างความปั่นป่วนแก่ยุโรปและความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมิใช่น้อย เพราะเป็นเรื่องที่รวดเร็วและกระทำการโดยยักษ์ใหญ่อย่างรัฐบาลเครมลิน

               เฮดลีย์บูล นักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวอังกฤษ มีทฤษฎีว่า การเมืองระหว่างประเทศนั้นมีลักษณะเป็นอนาธิปไตย กล่าวคือ ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศฉบับใดบังคับรัฐใดได้จริง ไม่มีองค์กรเหนือรัฐ มีแต่การยอมรับพลังกันเท่านั้น สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างไทย หรือเขมร ศาลโลกจะตัดสินเขาพระวิหารอย่างไรก็ต้องคล้อยตาม ไม่งั้นจะโดนพลังของรัฐในสหประชาชาติบีบเอง ชาติเล็กๆ อย่างเช่น อิรัก หรือซูดาน ก็ล้วนแล้วแต่โดนมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งยังถือตนเป็นแกนกลางจัดระเบียบโลกบีบจนหน้าเขียวมาแล้วทั้งนั้น แต่กรณีรัสเซียนั้นผิดกัน

               รัสเซียมีข้ออ้างหลายอย่างที่ดูเหมือนชอบธรรมถ้าเราเป็นชาวรัสเซีย เช่น ไครเมียนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชาวรัสเซียมายาวนาน เสียสละเลือดเนื้อไม่รู้เท่าไหร่ในศึกเซวาสโตโปลปี 1854 และในสงครามโลกครั้งที่สอง อดีตประธานาธิบดีนิกิต้า ครุสเชฟ ผู้ยิ่งยงแห่งโซเวียต ดันไปยกแคว้นนี้ให้ยูเครนอย่างพล่อยๆ เมื่อปี 1954 ด้วยเหตุผลว่า ฉลองสามร้อยปียูเครนเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรรัสเซีย หรือรัสเซียทำไปเพราะสนองเจตจำนงของชนเชื้อสายรัสเซียที่อยู่เป็นชนส่วนใหญ่แถวนั้น ต่างจากภาพที่สื่อตะวันตกฉายให้เป็นผู้ร้ายในประชาคมโลก แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ รัสเซียมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะผนวกแคว้นนี้โดยที่ชาติตะวันตกได้แต่ขู่และคว่ำบาตรบางประการเอาไว้ก่อนเท่านั้น

               ในทางทหารรัสเซียมีขีปนาวุธทั้งนิวเคลียร์และไม่นิวเคลียร์จ่อคอหอยยุโรปตะวันตกอยู่ กองเรือทะเลดำที่เซวาสโตโปลก็แข็งแกร่ง ในทางเศรษฐกิจก็คุมวาล์วปิดเปิดแก๊สนำพลังงานเข้ายุโรปตะวันตก พวกนาโตก็คร้ามใจ เหมือนกับตอนปี 2008 ที่รัสเซียบุกจอร์เจียแล้วอารักขาสองแคว้นของจอร์เจียไม่ปล่อย จนบัดนี้ก็ไม่เห็นว่าสหรัฐหรืออังกฤษจะทำอะไรได้

               กระนั้นก็ตาม ความตึงเครียดก็จะตามมาแน่นอน ชาติแอตแลนติกต้องจัดกระบวนเพลงกดดันรัสเซียอย่างไม่หยุดหย่อน ชาตินอกทวีปอาจได้จังหวะแสวงประโยชน์กับเขาด้วย เช่น จีนอาจกระชับขั้วกับรัฐบาลมอสโก ญี่ปุ่นอาจหาทางทวงเกาะซาคาลินคืน หรือพวกที่กำลังถูกอเมริกันบีบอยู่ในตะวันออกกลางอาจได้ช่องที่มหาอำนาจขัดแย้งกัน ทั้งนี้สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ รัสเซียจะก้าวไปไกลแค่ไหน นี่คือก้าวที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างที่สุดของมหาอาณาจักรรัสเซียยุคใหม่หรือยัง หรือยังมีให้เห็นยิ่งกว่านี้อีก