
'ปชป.'ร้อง'ปู-รบ.'เร่งยับยั้งความรุนแรง
23 มี.ค. 2557
"ปชป."แถลงเรียกร้อง "ยิ่งลักษณ์-รบ." เร่งยับยั้งความรุนแรงจากกลุ่มบุคคล เตือนการเลือกตั้งไม่ควรรีบร้อน แนะรัฐบาล - กปปส.คุยกันก่อน หากเลือกตั้งใหม่ควรแก้วิกฤติ
วันที่ 23 มี.ค.57 เมื่อเวลา 10.30 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในสถานที่ต่างๆว่า ขณะนี้มีมากขึ้น ตั้งแต่ที่ จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และล่าสุดมีคาร์บอม ใกล้ที่ชุมนุม กปปส. แจ้งวัฒนะ ซึ่งเห็นได้ว่า ปัจจุบันรูปปแบบและวิธีการรุนแรงเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ จากอาวุธเบา เป็นอาวุธหนัก และอาวุธสงคราม จากระเบิดธรรมดา มาเป็น M79 และคาร์บอมบ์ ขณะที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นประสงค์ต่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. รวมทั้งองค์กรศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอนาคตมีทีท่าจะเกิดขึ้นอีกหากไม่มีการยับยั้ง รวมทั้งยังมีกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนรัฐบาล ทำการดิสเครดิต ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนุญ อย่างเปิดเผย ทั้งบนดิน ใต้ดิน ผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ที่ผ่านมาทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายจารุพงส์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และตำรวจ ไม่แสดงท่าทีใดในการควบคุมและจัดการกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใช้ความรุนแรง ล่าสุดยังมีความรุนแรงทุกรูปแบบ ข่มขู่คุกคาม เกิดกับศาลรัธฐรรมนูญ และ ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบคดีต่างๆที่เกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักณ์ นายกฯ และ บุคคลในรัฐบาล โดยมีระเบิดตกใกล้บ้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องมีการตัดไฟแต่ต้นลมจัดการกับบุคคลที่ใช้ความรุนแรง สถานการณ์ความรุนแรงจะได้จะไม่เกิดอีกในอนาคต ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างมาก เพราะนานาชาติขาดความเชื่อมั่น ดังนั้นจึงอยากให้นายกฯ และรัฐบาล ที่มีอำนาจสูงสุดขณะนี้ ทำการยับยั้งความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง และเร่งหากบุคคลที่กระทำความผิดมาลงโทษ ไม่เช่นนั้นนายก ฯ ต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
นายองอาจ ยังกล่าวถึงการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่อีกว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 เป็นโมฆะแล้ว และต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่นั้น หากจะไม่ให้การเลือกตั้งซ้ำรอยเดิมอีก ก็ควรมีการพูดคุยกันระหว่างแกนนำฝ่ายรัฐบาล และ กปปส. เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ ได้แก้วิกฤตของประเทศด้วย ขณะที่การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ต้องไม่เร่งรัด รีบร้อน เพียงเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่จะรองรับสถานะของรัฐบาลใหม่ ซึ่งการกำหนดวันเลือกตั้งอาจจะไม่อยู่ภายใน 45 - 60 วันก็ได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ที่วินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.49 เป็นโมฆะ แล้ว ภายหลังได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค. 49 หลังจากที่ศาลมีตัดสินไปเมื่อ 8 พ.ค. 49 ซึ่งระยะนั้นนานถึง 6 เดือน และเกินกรอบเวลาเลือกตั้ง 60 วัน ดังนั้นในการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ควรพิจารณาให้มีมีเวลาพอสมควรที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ และสามารถจัดเลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรม
“ เวลานี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาล เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ก็อยากให้เสียสละอำนาจลงบ้าง เพื่อให้ประเทศชาติ เดินหน้าต่อไป ไม่ใช่การขึงพืดยึดติดอำนาจอย่างเหนียวแน่น แล้วทำให้ประเทศชาติเสียหาย และยังไม่สามารถยุติปัญหาได้ ” นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวด้วยว่า ในการเลือกตั้งใหม่จะมีการส่งผู้สมัครหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูในการประชุมสามัญใหญ่ประจำปีของพรรค วันที่ 29 มี.ค.นี้ ที่จะมีการพิจารณาหารือถึงสถานการณ์ต่างๆ ด้วย และแม้ว่าการประชุมของพรรคจะเป็นเดียวกับการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม กปปส. ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนถ้าจะมีสมาชิกพรรคร่วมชุมนุมก็ถือเป็นการแสดงออก ไม่น่าส่งผลต่อการกล่าวหาจนเป็นเหตุให้ยุบพรรค เพราะทุกคนเข้าใจการปฏิบัติตนว่าจะไม่ทำอะไรที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยแล้วว่า การชุมนุมของนายสุเทพ และกลุ่ม กปปส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันคำสั่งของศาลนั้นก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ขณะที่นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ก็น่าจะได้รัฐบาลที่ไม่ลุแก่อำนาจ ไม่ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย แต่คำตอบของประเทศวันนี้ คือต้องมีการปฏิรูปด้วย ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพูดถึงแต่การเลือกตั้ง ไม่ได้พูดถึงการปฏิรูป ซึ่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ก็ได้กล่าวถึงการเลือกตั้งผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ตนจึงอยากฝากถึงนายจาตุรนต์ ว่าให้กลับไปแก้ปัญหาในกระทรวงก่อนว่า เด็กนักเรียนได้รับแท็บเล็ตครบทุกคนแล้วหรือไม่ ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ พูดมาตลอดว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อรักษาประชาธิปไตย ก็อยากขอนายกฯ ชี้แจงให้ชัดเจนว่า การรักษาประชาธิปไตยในความหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คืออะไร หรือหมายถึงการไม่มีการตรวจสอบแม้จะมีการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือแค่อยู่เพื่อใช้งบประมาณ 2.5 แสนล้าน ในช่วงรักษาการ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบ ใช่หรือไม่



