
'องอาจ'ตอกกลับแถลงการณ์พท.
22 มี.ค. 2557
'ปชป.' ตอกกลับแถลงการณ์พท. ชี้คำวินิจฉัยศาลไม่ใช่บรรทัดฐานเอื้อคนขวางเลือกตั้ง แนะ 'รบ.-กกต.' หารือแก้ปัญหาปท. เชื่อหากรัฐดึงดันลต.เจอจุดจบเหมือน 2 ก.พ.แน่
22 มี.ค.57 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการออกแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57เป็นโมฆะ ว่า การออกแถลงการณ์นี้เป็นการกล่าวหา กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พรรคประชาธิปัตย์ และองค์กรอิสระ ใช้ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกันชิงอำนาจทางการเมือง ขอเรียนว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้ทฤษฎีดังกล่าว เป็นการกล่าวหาโดยใช้จินตนาการที่เลื่อนลอย ปราศจากข้อเท็จจริง และขอชี้แจงดังนี้
นายองอาจ กล่าวว่า 1.พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าคำร้องที่ถูกยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลกระทบต่อนัยยะสำคัญในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 197 และมาตรา 3 วรรคสอง ไม่ได้เป็นการเวนคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ไปเป็นของศาลรัฐธรรมนูญตามที่พรรคเพื่อไทยกล่าวอ้าง 2.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลต่อส่วนรวม ทั้งนี้การที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานสร้างความชอบธรรมให้ผู้ขัดขวางการเลือกตั้ง ก็ไม่เป็นความจริงหากการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม 3.การกล่าวอ้างว่าเป็นความต้องการทางการเมืองนอกระบบของกลุ่มกปปส.ก็ไม่เป็นความจริง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะปล่อยให้มีการทุจริต
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 4.การกล่าวหาถึงทัศนคติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีปัญหาเพราะตัดสินสร้างผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยนั้น ตนคิดว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่ถูกต้อง และมีหลายครั้งที่ศาลฯวินิจฉัยแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย แต่เราก็เคารพศาลฯ ไม่ทำการดูหมิ่นหรือโจมตีศาลฯ และ 5.การที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งและการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง มีผลต่อการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ พรรคขอยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้ศาลฯตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะการตัดสินทุกอย่างเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฯในการวินิจฉัย และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำการใดๆที่ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงควรยอมรับผลการกระทำของตัวเอง จะดีกว่าการออกมาแสดงอาการทุรนทุราย เพราะไม่สามารถทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง และขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ว่าโจทย์การเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาประเทศครั้งนี้ ถ้าเปรียบเป็นข้อสอบ ก็คงไม่ใช่ข้อสอบแบบปรนัยที่มีตัวเลือกว่า จะลงหรือไม่ลงเลือกตั้ง แต่ควรเป็นแบบอัตนัยที่หาทางออกให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง และมีการเปิดกว้างเพื่อรับฟัง
ทั้งนี้ในเบื้องต้นขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะหาทางออกร่วมกันในการเจรจากับทุกฝ่าย อีกทั้งขึ้นอยู่กับตัวนายกรัฐมนตรี ที่จะใช้โอกาสนี้หาทางออกให้กับประเทศหรือไม่ ซึ่งหากรัฐบาลยังใช้แนวคิดเดิม คือมุ่งหน้าเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้น การเลือกตั้งครั้งใหม่ก็จะมีจุดจบที่ซ้ำรอยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา
'จุฤทธิ์' ชี้ 4 ทางออกวิกฤติประเทศ ให้ 'รบ.-พท.' ร่วมแก้
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคเพื่อไทยต้องการแก้วิกฤตของประเทศหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ต่างๆเกิดจากพรรคเพื่อไทย ใช้อำนาจเกินขอบเขตทำผิดรัฐธรรมนูญ ผิดข้อบังคับการประชุมสภา ไม่ฟังเสียงทักท้วงจากส.ส.อีกฝ่ายหนึ่ง นำมาสู่การแก้รัฐธรรมนูญหลายมาตรา รวมทั้งร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งวิกฤตดังกล่าวทำลายศรัทธาของประชาชน แม้กระทั่งคนเสื้อแดงเอง ออกมาคัดค้านการใช้เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยในการทำผิดรัฐธรรมนูญ
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากขอให้รัฐบาลแก้ไขวิกฤตของประเทศโดยการดำเนินการ 4 เรื่อง คือ 1.รับคำวินิจฉัยขององค์กรต่างๆ ทั้งในอดีตและที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง 2.ต้องมุ่งหาทางออกให้ประเทศ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้องเป็นผู้มาเจรจาหาทางออกกับทุกฝ่าย และมีแผนการปฏิรูปที่ชัดเจน 3.อย่าใช้อำนาจในฐานะรักษาการณ์มาเพิ่มวิกฤตของประเทศ เช่น การจับแพะ หรือ ยัดข้อหาเพิ่ม หรือ ไม่ฟังเสียงทักท้วง และ 4.พรรคเพื่อไทย ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งต้องมีการปฏิบัติอย่างจริงจังเพราะเป็นหัวใจสำคัญที่พรรคเพื่อไทยต้องปฏิบัติตามนี้จึงจะสามารถแก้วิกฤติของประเทศได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวจะเป็นไปได้หรือไม่ และพรรคเพื่อไทยจะรับฟังหรือไม่ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมรับในข้อเสนอนี้ แม้ว่าเบื้องต้นจะออกมาคัดค้าน แต่มักจะเห็นว่าท้ายสุดแล้วพรรคเพื่อไทยก็ยอมรับทุกครั้ง ตนคิดว่าครั้งหนึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เรียกร้องให้มีการเจรจา วันนี้จึงต้องแสดงภาวะผู้นำ ถ้าจริงใจและอยากหาทางออกให้กับประเทศจริงๆ ขออย่าใช้อำนาจในฐานะรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี มาเพิ่มวิกฤต ข้อนี้สามารถทำได้ทันที โดยการไม่ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย หากรัฐบาลทำตามก็จะสามารถแก้วิกฤตได้อย่างแน่นอน



