
'ปู'ปิดปากเลือกตั้งโมฆะหนีกลับบ้าน
'ปู'ปิดปากเลือกตั้งโมฆะหนีกลับบ้าน 'มาร์ค'แนะยอมลดเงื่อนไขหารือ'สุเทพ'คลี่คลายวิกฤต พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วย
21มี.ค.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งวันภายหลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้ามาปฏิบัติภารกิจที่อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ปรากฏว่าเวลา 16.00น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางกลับบ้านพักทันทีโดยไม่ปรากฏตัวให้สื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนจากสำนักข่าวต่างประเทศที่มารอทำข่าวได้เห็นหรือสัมภาษณ์ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญลงมติให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2ก.พ.2557 เป็นโมฆะ ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วย
"มาร์ค"แนะยอมลดเงื่อนไขหารือ"สุเทพ"คลี่คลายวิกฤต
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 เป็นโมฆะ ว่า เป็นโอกาสในการคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง โดยเห็นว่าต้องเริ่มต้นที่การเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและหาทางให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติเพื่อเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องเป็นเจ้าภาพร่วมกับรัฐบาล ระดมความคิดว่าการจะมีการเลือกตั้ง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเกิดความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร อยากให้รัฐบาลปรับท่าทีใหม่จากที่เคยแสดงออก ว่าจะไม่มีการเจรา แต่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เพราะไม่ทราบว่าจะทำไปทำไมหากตั้งใจจะให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้า ก็ต้องทำให้กระบวนการราบรื่น คือทุกฝ่ายยอมรับเพื่อกำหนดเส้นทางให้บ้านเมืองร่วมกันโดยไม่ขัดกฎกติกา
“ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคุณยิ่งลักษณ์ กับคุณสุเทพ จะคุยกันไม่ได้ เพราะคุณสุเทพบอกว่าพร้อมคุยแต่ขอให้มีการถ่ายทอดสด เพื่อให้ประชาชนสบายใจ แต่คุณยิ่งลักษณ์เคยตั้งเงื่อนไข 2 เรื่อง คือให้เลือกตั้งให้เสร็จ ตอนนี้จบแล้ว และ ให้คุณสุเทพกลับบ้านตอนนี้คุณสุเทพอยู่ในสวน ก็ไม่มีประเด็นที่จะต้องตั้งเงื่อนไขอะไรแล้ว จึงควรที่จะคุยกันเพื่อกำหนดแนวทางว่ามีอะไรต้องดำเนินการก่อนการเลือกตั้งบ้าง แต่ถ้าบรรยากาศยังเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าการเลือกตั้งจะสำเร็จหรือไม่ และจะมีคำถามเกิดขึ้นว่าจะมีหลักประกันความเรียบร้อยในการเลือกตั้งอย่างไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคต้องการเห็นการเลือกตั้งที่เรียบร้อย เมื่อมีสิ่งนั้นเกิดขึ้นพรรคก็พร้อมอยู่แล้ว แต่ถ้ากำหนดการเลือกตั้งโดยรัฐบาลฝ่ายเดียว น่าจะทำไม่ได้เพราะโดยหน้าที่ต้องทำร่วมกับกกต. เพราะเวลามีปัญหารัฐบาลก็บอกว่าเป็นเรื่องของกกต. แต่เวลาที่จะไปสร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค รัฐบาลกลับไปกำหนดก็ไม่ถูกต้อง จึงต้องปรับท่าทีใหม่ เพราะถ้าไม่ร่วมกันทำให้การจัดการเลือกตั้งเรียบร้อย จะเกิดปัญหาเดิมขึ้นอีก ส่วนพรรคจะเว้นวรรคทางการเมืองโดยไม่ส่งผู้สมัครลงอีกครั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่เงื่อนไขการกำหนดแนวทางที่จะไปสู่การเลือกตั้ง ยังตอบอะไรในขณะนี้ไม่ได้
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนมองในเชิงบวกว่าขณะนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลกับกกต.อย่าพึ่งผลีผลาม ขอให้ได้ใช้เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของประเทศจะดีที่สุด การจะลงสมัครส.ส.หรือไม่ เป็นเรื่องหลักการว่าการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ต้องได้รับการยอมรับ มีหลักประกันเรื่องความเป็นธรรม เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนพร้อมเข้าร่วม ไม่มีอุปสรรค์ในการจัดการเลือกตั้ง จึงหนีไม่พ้นที่รัฐบาลกับ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะมาพูดคุยกันว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพราะต้องสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เนื่องจากในขณะนี้การเลือกตั้งส.ว.ประชาชน ก็ตื่นตัวกระตือรือร้นน้อยมาก ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนี้ แต่ภายใต้กติกาที่มีอยู่สามารถที่จะสร้างความมั่นใจ ในกระบวนการเลือกตั้งได้มากขึ้น แต่ต้องนำปัญหามาวางบนโต๊ะ เพื่อหาทางออก แต่ถ้าคิดที่จะปรับโครงสร้างระบบเลือกตั้ง ก็จะเป็นปัญหาเพราะต้องแก้รัฐธรรมนูญ หรือ แก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะมีคำถกเถียงอีกว่าใครมีอำนาจนิติบัญญัติ ดังนั้นเบื้องต้นต้องไม่ยึดติดในเรื่องรูปแบบ แต่ดูว่าอะไรจะทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ
“พรรคการเมืองต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของการปฏิรูปประเทศด้วยเพราะปัญหาที่ผ่านมาคนมองว่าพรรคการเมืองสนใจแต่การแย่งชิงอำนาจ โดยไม่สามารถทำให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆได้ จึงเป็นที่มาที่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพรรคการเมืองต้องมาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรับใช้การปฏิรูปประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งการกำหนดจุดยืนอย่างเป็นรูปธรรมจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพรรคการเมืองพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการปฏิรุป แต่จะเริ่มต้นไม่ได้เลยหากยังไม่มีการคุยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
“ขณะนี้ไม่ควรใช้วิธีการเค้นหาคำตอบจากแต่ละฝ่าย เพราะหากคำตอบไม่ตรงกันบ้านเมืองก็เดินไม่ได้ จึงควรตั้งต้นว่าความห่วงใยของประชาชนจำนวนมาก ที่แสดงออกและทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จ จะขจัดเงื่อนไขเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย อย่าถามรายละเอียดมากเพราะถ้าผมพูดมากแล้ว ไม่ตรงกับกับฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ก็จะไม่ยอมคุยกันอีก จึงต้องเริ่มถามทุกคนก่อนว่าพร้อมที่จะคุยหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า อย่าพึ่งถามว่าจะคุยอะไร โดยอะไรก็ตามที่จะเป็นปัจจัยให้ทุกฝ่าย ยอมรับเลือกตั้งนำไปสู่การปฏิรูปเป็นโจทย์ที่ต้องนำมาตั้งต้นก่อน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การออกพระราชกฤษฎีกากำหนดการเลือกตั้งใหม่ ในปี 2549 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯว่ามีการระบุว่า กกต.ได้หารือกับพรรคการเมือง พื่อร่วมกำหนดวันเลือกตั้งมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ตนยังไม่เห็นคำวินิจฉัยฉบับเต็ม เพราะศาลอาจจะมีการเขียนเรื่องเหล่านี้ด้วย ซึ่งในปี 49ศาลระบุชัดว่าขั้นตอนที่จะดำเนินต่อไปและเป้าหมายคืออะไร และพระราชกฤษฎีกาขณะนั้น ก็ชัดเจนว่าต้องจัดการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับ จึงเป็นโอกาสของรัฐบาลและกกต. แต่ถ้ายังปฏิเสธปิดประตูอีกเพียงเพื่อเอาชนะคะคานกันก็ไม่เป็นประโยชน์กับใคร ส่วนที่นายสุเทพ.ประกาศจะขัดขวางการเลือกตั้งนั้น ตนเห็นว่านายสุเทพคงไม่ติดใจเพราะพร้อมที่จะคุยหากมีการถ่ายทอดสด
"จาตุรนต์"ชี้ไม่มีการเลือกตั้งอีกนาน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่า บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้และบทบาทของ กปปส.มีความหมายว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการเลือกตั้งไปอีกนาน และระหว่างนี้ก็จะมีการจัดการกับรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และนักการเมืองฟากรัฐบาล เพื่อให้เกิดสูญญากาศทางการเมืองนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะทำ ให้เกิดรัฐบาลคนนอกเกิดการปฏิรูปการเมืองผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญพยายามทำ
"นิติธร"ชี้รบ.ต้องรับผิดชอบ
นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. กล่าว รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธการรับผิดชอบได้ เพราะทราบอยู่แล้วว่าสถานการณ์บ้านเมืองที่มีประชาชนไม่เห็นด้วยต่อการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลไม่ยอม ผลจึงออกมาเป็นแบบนี้
"สมชัย"โพสต์เฟสบุ๊กไขข้อข้องใจ
เมื่อเวลา 15.50 น.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า มีคำถามมากมายถึง ผม หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ 1.การเลือกตั้งครั้งใหม่ จะเกิดอย่างไรและเกิดเมื่อใดนั้น กกต.ต้องรอหนังสือวินิจฉัยที่เป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าน่าจะมาถึง กกต.ในวันจันทร์ และจัดให้มีการประชุม กกต.เพื่อดำเนินการตามมติศาล ซึ่งน่าจะมี 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก กกต.ประชุมกับรัฐบาล เพื่อทูลเกล้าขอพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน หรือแนวทางที่สอง กกต.เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมาปรึกษา เพื่อวันเลือกตั้งใหม่ที่เหมาะสม ในกรณีนี้ อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ 60 วัน
นายสมชัย ระบุต่อว่า 2.ใครรับผิดชอบค่าเสียหาย 3,800 ล้านบาทในการเลือกตั้งที่เสียไป ซึ่งการเลือกตั้งที่เสียไปของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มาจากสาเหตุของการจัดการเลือกตั้งที่ถูกขัดขวางทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในวันเดียว ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของ กกต. และ กกต.ได้ระบุถึงปัญหาดังกล่าวให้รัฐบาลทราบก่อนที่ 2 ก.พ.แล้วว่า หากเดินหน้าต่อจะสุ่มเสี่ยงกับถูกฟ้องเป็นโมฆะ โดยรัฐบาลได้ยืนยันให้เดินหน้าเลือกตั้งต่อ ดังนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ เหตุดังกล่าวยังแตกต่างจากการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะในปี 2549 ซึ่งเกิดจากการมติของ กกต.ให้หันคูหาออก จนเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่ง กกต.ชุดดังกล่าวต้องรับผิดชอบ
นายสมชัย โพสต์ทิ้งท้ายว่า และ 3.การเลือกใหม่จะสำเร็จหรือไม่ จะมีการขัดขวางจนเป็นโมฆะอีกหรือไม่ ทั้งนี้ หากพรรคการเมืองทุกพรรคได้ปรึกษากัน และเห็นการเลือกตั้งใหม่เป็นทางออกของประเทศ กระบวนการขัดขวางจากฝ่ายต่างๆน่าจะลดลง อย่างไรก็ตามประสบการณ์จากการเห็นปัญหาอุปสรรคการที่ผ่านมา จะเป็นบทเรียนให้กกต.ปรับปรุงการจัดการให้ประสบความสำเร็จได้ดีขึ้น
“ตระกูล มีชัย”แนะแนวทางลดขัดแย้ง
นายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียข้างมาก สั่งให้การเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 2 ก.พ. 57 เป็นโมฆะ ว่าจากรายละเอียดคำวินิจฉัยที่เผยแพร่ผ่านสื่อฯ ตนมองว่าเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญนำมาตัดสิน คือการเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่ไม่ได้นำเหตุแห่งการไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรมาพิจารณา ทั้งนี้เข้าใจว่าไม่ใช่หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะชี้ว่าใครผิด และควรเอาผิดกับผู้ใด อย่างไรก็ตามในภาพรวมเมื่อศาลสั่งให้โมฆะแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการได้เมื่อไร ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีบางฝ่ายที่ไม่ยอมรับและออกมาคัดค้าน ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ไขได้คือต้องมีการตกลงร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง, รัฐบาล และกกต. พร้อมนำเหตุการณ์การขัดขวางการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาและปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ มาพิจารณาร่วมด้วย โดยทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของการไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าและการคลายปมทางการเมืองด้วย
นายตระกูล กล่าวด้วยว่าปัญหาทางการเมืองปัจจุบันนอกจากจะมีเรื่องการเลือกตั้งแล้ว ยังมีประเด็นการชี้มูลความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีโครงการรับจำนำข้าว โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), การถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด, การจัดการเลือกตั้งส.ว.ใน 77จังหวัด รวมถึงแนวทางของการได้มาซึ่งนายกฯมาตรา 7 และรัฐบาลคนกลางของกลุ่มกปปส. ซึ่งกรณีที่หมดตนมองว่ามีความเชื่อมโยงกันและอาจเป็นเหตุแห่งวิกฤตการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองความเป็นไปได้ของนายกฯ มาตรา 7 อย่างไร นายตระกูล กล่าวว่า 50 ต่อ 50 เพราะระยะเวลาที่จะให้มีนายกฯ มาตรา 7 มีเพียงสั้นๆ เท่านั้น คือ นับจากวันนี้ไปจนถึงวันประกาศรับรองผลการสมัครรับเลือกตั้ง สว. เบื้องต้นอาจจะมีแค่ 30 วันนับจากนี้ หรือ ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยระยะเวลาช่วงดังกล่าวยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่ต้องพิจาณาด้วย คือ การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ และการพิจารณาการอยู่ในตำแหน่งรักษาการของคณะรัฐมนตรี หากนายกฯ ถูกชี้มูล และรัฐบาลรักษาการหมดไป อาจจะทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง และการเลือกตั้งสว.ไม่แล้วเสร็จ อาจทำให้เป้าหมายของนายกฯคนกลางเกิดขึ้นได้ แต่หากปัจจัยดังกล่าวไม่เกิดขึ้นและการเลือกตั้ง สว.แล้วเสร็จ แนวโน้มนายกฯคนกลางอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะสว.ที่ได้รับการเลือกตั้ง และเสียงข้างมากมีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามฐานเสียงของพรรคการเมืองในจังหวัดนั้นๆ
เมื่อถามว่าหาก กกต. ลาออกจะทำให้สถานการณ์การเมืองแย่ลงหรือไม่ นายตระกูลว่า หาก กกต. ลาออกช่วงนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ จากกรณีที่จัดการเลือกตั้งบกพร่อง จนเป็นเหตุให้การเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ.เป็นโมฆะ จะเข้าสู่ภาวะ DEAD LOCK ทางการเมือง เพราะเมื่อไม่มีผู้จัดการเลือกตั้ง, ก็ไม่สามารถรับรอง สว.เลือกตั้งได้ และไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตามตนไม่เชื่อว่า กกต. จะลาออก
“นักวิชาการ หนุน กปปส.”เชื่อเป้าหมายใกล้สำเร็จ
นายคมสัน โพธิคง นักวิชาการกลุ่มสยามภิวัฒน์ ที่สนับสนุนกลุ่มกปปส. กล่าวว่า ทำให้สถานการณ์ของกลุ่มมวลชนกปปส. ได้เปรียบกว่ารัฐบาล ทั้งในเรื่องความชอบธรรม และการเดินหน้าทำเรื่องปฏิรูป ส่วนการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่หลังจากนี้ตนมองว่าเกิดขึ้นไม่ได้ง่าย และไม่สามารถทำได้เร็ว ส่วนกระบวนการต่อสู้คัดค้านยังคงมีเช่นเดิม และอาจจะมีความตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนจะเป็นเหตุให้เป้าหมายและแนวทางของกปปส.ที่วางไว้สำเร็จได้ง่ายขึ้น
กปปส.ชี้เป็นโอกาสดีปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า ผลการตัดสินของศาลนับว่าเป็นโอกาสดีที่ดี ที่ทุกคนจะเข้ามาร่วมกัน ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ผลักดันการปฏิรูป ทำให้การเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการบริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งนี้ กปปส.ยังคงมุ่งเน้น การปฏิรูปการเลือกตั้ง อาจจะใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 6 เดือน เช่นเดียวกับเมื่อปี 2549 ที่ศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งก็เป็นทางออกที่ดีให้กับประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการเลือกตั้งก่อน เมื่อมีระบบนักการเมืองที่ดี ผลที่ตามมาก็สามารถพัฒนาประเทศได้ ส่วนการปฏิรูประบบอื่นๆ ก็สามารถปฏิบัติได้ง่ายถึงแม้จะใช้ระยะยาวนาน
นายเอกนัฎ กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการหรือความเคลื่อนไหวของ กปปส. จะปรับเปลี่ยนหรือมีทิศทางอย่างไร ให้รอฟังคำปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงกรณีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว
“ศุภชัย”ยัน ภท.ขนลูกพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง
นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคจะพูดคุยถึงคำวินิจฉัยดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งมีการประชุมสามัญประจำปี 57 ของพรรคภูมิใจไทยพอดี แต่ในการประชุมพรรคครั้งที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดกับสมาชิกพรรค ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค อย่างชัดเจนว่าให้เตรียมพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง



