
คลังพลิกเล็งลดภาษีน้ำมัน1-2บาท
คลังเตรียมชง ครม.ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน b5 ?ีสรรพสามิตน้ำมัน ดึงกลับเข้า 6 มาตรการช่วยประชาชน อ้างน้ำมันปรับราคาสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมเพิ่มวงเงินขายพันธบัตรรัฐบาลจาก 3 หมื่นล้าน เป็น 5 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยดอกเบี้ย 3.8% เปิดขายคนแก่ก่อนวันที่ 13
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันใหม่ หลังจากราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากราคาน้ำมันยังขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจำเป็นต้องนำมาตรการน้ำมันกลับมาใช้เช่นเดิม จากที่ก่อนหน้านี้ตัดออกไปจาก 6 มาตรการ 6 เดือน เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน ประกอบกับในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ 5 มาตรการ 6 เดือนจะสิ้นสุด จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนมาตรการดังกล่าว
"มีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตกลับมาที่ 5 บาทต่อลิตรเหมือนเดิม ซึ่งการทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นคนละส่วนกับการเสนอกฎหมายขยายเพดานภาษีที่ยังไม่ผ่านวุฒิสภา โดยจากการหารือกับนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เห็นว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง จึงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ แต่จะปรับลงเหลือ 5 บาท หรือ 6 บาท ก็ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่วนจะเป็นช่วงเวลาใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล แต่น่าจะก่อนมาตรการหมดอายุ" นพ.พฤฒิชัย กล่าว
ส่วน พ.ร.ก.ขยายเพดานอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น หลังจากไม่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ก็จะนำเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมสภาล่างอีกครั้งในการประชุมสภาสมัยหน้าในเดือนสิงหาคมนี้ และหากมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งก็ถือว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยระหว่างนี้ยังถือว่ากฎหมายมีผลบังคับใช้ และกรมสรรพสามิตยังมีรายได้จากการปรับขึ้นภาษีเหมือนเดิมจากการสนับสนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะไม่กระทบทำให้ราคาขายปลีกขยับขึ้นอย่างแน่นอน โดยราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีรายได้จากการปรับขึ้นภาษีน้ำมันแล้วประมาณ 3 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การทบทวนมาตรการดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาน้ำมันผิดพลาด เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และรัฐบาลติดตามราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน แต่การอุดหนุนก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการให้กองทุนน้ำมันเข้ามารับภาระด้วย
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบว่า จะออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งขาย 3 หมื่นล้านบาท ให้แก่ผู้สูงอายุ และ 2 หมื่นล้านบาท ขายให้แก่ประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้ พันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกู้เงินภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ผ่านการลงมติจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว
นายวัชระ กรรณิกา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมว่า พันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าวจะมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 3.8% ในช่วงเริ่มต้น และถึง 5% ในปีสุดท้าย ขณะที่พันธบัตรในส่วนที่จะขายให้แก่ประชาชนทั่วไปอีก 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนของการขายว่า จะขายครั้งเดียวหรือทยอยขายเป็นงวดๆ เนื่องจากในเบื้องต้นกระทรวงการคลังเสนอว่า อาจจะทยอยขายเป็นงวดๆ เพื่อไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยทั้งหมดในทันที เนื่องจากยังไม่มีโครงการที่ใช้เงินทั้งหมดในทันที ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงการคลังจัดทำรายละเอียดเสนอกลับมาให้ ครม.รับทราบอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ได้เชิญธนาคารพาณิชย์มาประเมินความต้องการของตลาดสำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง จากการหารือคาดว่าตลาดจะมีความต้องการสูงมาก ทำให้กระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มวงเงินขายพันธบัตรเป็น 5 หมื่นล้านบาท จากเดิมวางไว้ 3 หมื่นล้านบาท อายุ 5 ปี
ทั้งนี้ กระทรวงคลังได้แต่งตั้ง 7 ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้จัดจำหน่าย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย กรุงไทย นครหลวงไทย กรุงศรีอยุธยา และทหารไทย ซึ่งวงเงินพันธบัตรที่จะจัดสรรให้ธนาคารขายนั้นจะขึ้นอยู่สัดส่วนเงินฝากของแต่ละธนาคาร สำหรับอัตราดอกเบี้ยจ่าย จะเป็นขั้นบันได โดย 2 ปีแรกจ่ายดอกเบี้ย 3% ส่วนปีที่ 3 จ่าย 4% และปีที่ 4-5 จ่ายดอกเบี้ย 5% หรือเฉลี่ยแล้วอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 3.8%
พันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าวจะแบ่งขาย 3 หมื่นล้านบาทให้แก่ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปจองก่อนในวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2552 และอีก 2 หมื่นล้านบาทจะขายให้แก่ประชาชนทั่วไป ในวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2552 โดยกำหนดจองขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท แต่เพดานไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคน
ด้านนายอนุรักษ์ ตันติพัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุนลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความต้องการของประชาชนพบว่า มีความสนใจพันธบัตรของรัฐบาลอย่างมาก คาดว่ามูลค่า 5 หมื่นล้านบาทอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม การเปิดขายผ่านหลายๆ ธนาคาร ทำให้คาดว่าจะไม่ส่งผลต่อเงินฝากของธนาคารมากนัก เพราะแต่ละรายได้รับจัดสรรไม่ถึงหมื่นล้านบาท รวมทั้งไม่กระทบสภาพคล่องเนื่องจากความต้องการสินเชื่อยังไม่เกิดขึ้นมากนัก อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโอกาสที่ดีของลูกค้าเงินฝาก ที่จะได้รับดอกเบี้ยสูง



