ข่าว

ป.ป.ช.ชี้มูล'นิคม'ผิดปมแก้รธน.ที่มาส.ว.

ป.ป.ช.ชี้มูล'นิคม'ผิดปมแก้รธน.ที่มาส.ว.

20 มี.ค. 2557

'ป.ป.ช.' มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด 'นิคม' ใช้อำนาจขัดรธน. มีผลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ขณะที่เจ้าตัวน้อมรับคำตัดสิน แต่โอดไม่สมเหตุสมผล

 
                          20 มี.ค. 57  นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้ากรณีมีการกล่าวหา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ออกจากตำแหน่ง โดยมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามา 4 ประเด็น คือ 
 
                          1. การร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ที่เสนอโดยนายดิเรก ถึงฝั่ง และนายประสิทธิ์ โพธสุธน 
 
                          2. กรณีรวบรัดให้มีการลงมติการทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ได้จัดให้มีการลงมติเพื่อวินิจฉัยตัดสิทธิ์สมาชิก ผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัติ และผู้สงวนความเห็น 57 คน โดยอ้างว่า คำแปรญัตติของสมาชิกขัดต่อหลักการ 
 
                          3. กรณีการรวบรัดให้มีการลงมติปิดอภิปรายทั้งที่มีผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นที่ยังไม่ใช้สิทธิ์อภิปรายจำนวนมากในมาตรา 5 , 6 , 7 , 8 , 9 , 10 , 11 , 11/1 และ 12 โดยไม่ฟังเสียงสมาชิก 
 
                          4. กรณีที่นายนิคม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้งในเรื่องที่มาของ ส.ว. โดยมีความเห็นในเชิงลบต่อกระบวนการสรรหา ส.ว.ว่าไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 
 
                          นายประสาท กล่าวอีกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนายนิคม ในฐานะรองประธานรัฐสภาผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 4 , 6 , 8 , 9 , 10 , 11 และ 12 กันยายน 2556 เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม นายนิคม ได้รับญัตติให้ปิดอภิปรายทั้งที่มีผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นรออภิปรายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นการตัดสิทธิ์ของผู้แปรญัตติ โดยใช้เสียงข้างมากในที่ประชุมปิดอภิปราย การกระทำของนายนิคม จึงมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เห็นควรให้ประธาน ป.ป.ช. ส่งรายงานเอกสารพร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามมาตรา 273 และ 274 ต่อไป ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ไม่มีมูลความผิด ให้ข้อกล่าวหาอื่นๆ ตกไป โดยนายนิคม จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นับตั้งแต่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
 
                          นายประสาท กล่าวอีกว่า ในส่วนของคดีอาญา ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่า เพราะจะต้องดูรายละเอียดว่ามีเจตนากระทำผิดหรือไม่ สำหรับคดีของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพราะมีหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับนายนิคม เนื่องจากหลายประเด็นเชื่อมโยงกับกระบวนการรับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านขั้นตอนสลับซับซ้อน จึงมีประเด็น และพยานหลักฐานมากกว่า เช่นเดียวกับคดีร้องถอดถอน ส.ส. และ ส.ว.อีกกว่า 300 คน ซึ่งจะทยอยเรียกไต่สวนไปตามพยานหลักฐาน
 
                          ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีขอให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย กรณีโครงการรับจำนำข้าว ว่า ป.ป.ช. มีมติให้นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจเข้ามาตรวจสอบพยานหลักฐานในสำนวนเพิ่มเติมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช. เคยให้ตรวจ และมอบสำเนาเอกสารไปแล้ว 49 แผ่น ยกเว้นเอกสารบางรายการที่ทราบกันโดยทั่วไป และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ย่อมมีเอกสารอยู่แล้ว เช่น เอกสารเกี่ยวกับการวิจัยของ ป.ป.ช. โครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต เอกสารของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ คำแถลงนโยบายของรัฐบาล คำอภิปราย และกระทู้ถามต่างๆ เป็นต้น
 
                          นายประสาท ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าวว่า ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นไต่สวนกรณีขอให้มีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในอีกหลายประเด็น ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้งรักษาการนายกฯ แต่เมื่อมีผู้ร้องเข้ามา ป.ป.ช. ก็ต้องตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาไต่สวน หากไม่ดำเนินการ ก็จะถูกดำเนินคดีในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
 
 
 
 
'นิคม' น้อมรับคำตัดสิน 'ป.ป.ช.' โอดไม่สมเหตุสมผล
 
 
                          เมื่อเวลา 16.00 น. นายนิคม กล่าวยอมรับในมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิด เพราะปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา ซึ่งพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่ว่าด้วย ส.ว. โดยหลังจากนี้ถือว่าตนได้หยุดการปฏิบัติหน้าที่แล้ว และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 จะเข้ามาทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งประธานวุฒิสภาแทน แต่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรองประธานรัฐสภาได้ ส่วนหลังจากนี้ตนจะจัดเตรียมเอกสารเพื่อเตรียมการชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งคาดว่า จะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาถอดถอนตนใน อีก 20 วันข้างหน้า โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (3) ระบุให้ทำได้ ทั้งนี้ตนเชื่อว่า ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งจะเข้ามาดำเนินการเรื่องดังกล่าวแทน ส.ว.เลือกตั้งที่ดำรงตำแหน่งครบ 6 ปี
 
                          "ผมคงไม่ดำเนินการใดๆ ทางกฎหมายต่อ แม้จะมองว่าเหตุผลที่ ป.ป.ช. สั่งว่าผมผิด จะไม่สมเหตุสมผล เพราะการสั่งปิดการอภิปราย ตามที่มีผู้เสนอญัตติให้ปิดการอภิปราย จะเป็นหน้าที่ของประธานในที่ประชุม คือ ผมก็ตาม"
 
                          ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการใช้จังหวะนี้นำเสนอนายกฯ คนกลาง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลคนกลาง นายนิคม กล่าวสั้นๆ ว่า ทำไม่ได้ ไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ
 
                          ทางด้านนายสุรชัย กล่าวว่า เมื่อนายนิคม หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล ตนต้องเข้ารักษาการแทนตามระเบียบ แต่จะมีอำนาจทำได้แค่ไหนอย่างไรนั้น ขอไปศึกษาในกฎหมายอีกครั้ง ส่วนที่หลายฝ่ายคาดการณ์เมื่อเกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง จะมีการนำเสนอบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกฯ คนกลาง ตนไม่ทราบว่า ทำได้หรือไม่ ต้องไปดูข้อกฎหมายอีกครั้ง
 
 
'วิรัตน์'ไม่แปลกใจมติปปช.
 
                          นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่แปลกใจ เพราะเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปูพื้นและผูกพันทุกองค์กร รวมถึง ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งวินิจฉัยว่าการกระทำของรัฐบาลและบุคคลทั้ง 383 คน เป็นการกระทำที่ไม่ชอบต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา และประมวลจริยธรรม จึงทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูกต้องในเรื่องที่มา ส.ว. ก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ ซึ่งการกระทำในกรณีนี้มีหลักฐานที่ชัดเจน ตนคิดว่าไม่มีใครไปกลั่นแกล้งรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย