
ลงทุนของเขา...หรือของเรา
21 มี.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : ลงทุนของเขา...หรือของเรา : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล
กลางสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25 เหลือ 2.00 อาจจะไม่แปลกอะไร ไม่เป็นอะไรและไม่มีอะไร ถ้าไม่เกิดปฏิกิริยาอย่างฉับพลันกับธนาคารพาณิชย์ที่ดาหน้ากันลดดอกเบี้ยพึ่บพั่บมีผลตามมาในทันที
เริ่มจากธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี หรือเอ็มแอลอาร์ (MLR-Minimum Loan Rate) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือเอ็มอาร์อาร์ (MRR-Minimum Retail Rate) ลง 0.125% พร้อมๆ กับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.10% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาลง 0.125%
ตามด้วยธนาคารใหญ่อีก 2 แห่ง คือ ธนาคารกสิกรไทย ที่ลดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ ลง 0.13% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาได้ปรับลดลง 0.13% จากเดิม 0.63% เป็น 0.50% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.15%-0.25% และธนาคารกรุงเทพ ที่ปรับลดดอกเบี้ยออมทรัพย์ลง 0.125% รวมถึงเงินฝากประจำ 3 เดือน และ 12 เดือน พร้อมทั้งลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งเอ็มแอลอาร์และเอ็มโออาร์
วันก่อนมีผู้อ่านส่งอีเมลมาถามความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์และเอ็มอาร์อาร์ ลอกจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย มาตอบดังนี้ “เอ็มแอลอาร์” หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ
ส่วน “เอ็มอาร์อาร์” หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น
ดอกเบี้ยเงินกู้ลด คนเป็นหนี้แบงก์ก็ตีปีก โดยบางทีก็ลืมไปว่า ตัวเองก็อยู่ในฐานะผู้ฝากเงิน ที่ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากลดเหมือนกัน หักกลบลบกันแล้ว อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องดีใจด้วยซ้ำ แต่บังเอิญเรื่อง “หนี้” มันเรื่องใหญ่กว่า เลยเผลอคิดดีใจไว้ก่อน
จะเพราะดอกเบี้ยลดหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ล่าสุดมีผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ส่งคำถามมาทางเอสเอ็มเอส คำถามมีอยู่ว่า ถ้าซื้อนาฬิกาแบรนด์หรูอย่างโรเล็กซ์ โอเมก้า หรือลองจิ้นส์ จะถือว่าเป็นการลงทุนหรือไม่
ถ้าพูดถึง “การลงทุน” ก็ต้องนิยามให้ตรงกันก่อนว่า การลงทุนคืออะไร ความหมายของการลงทุนตาม “วิกิพีเดีย” หมายถึงการใช้สอยทรัพยากรในลักษณะต่างๆ โดยหวังจะได้รับผลตอบแทนกลับมา “มากกว่า” ที่ลงไปในอัตราที่พอใจภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยทั่วไปหมายถึงการใช้เงินลงทุน เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนในบ้านและที่ดิน การลงทุนทองคำ ฯลฯ ทั้งนี้ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งได้ผลตอบแทนมาก ยิ่งเสี่ยงน้อย ก็ยิ่งได้ผลตอบแทนน้อย
ส่วนนิยามคำว่า “การลงทุน” ตามความหมายของสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) หมายถึง การที่เราใช้จ่ายเงินสดรูปแบบหนึ่งในปัจจุบัน โดยมุ่งหวังจะได้รับผลตอบแทนจากการใช้จ่ายนั้นในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนเชื่อว่า “เงินสด” หรือ “ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม” ที่จะได้รับคืนนั้น จะสามารถชดเชยระยะเวลา อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า หรืออาจกล่าวได้ว่า "การลงทุน" หมายถึง การออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งเราจะต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน การตัดสินใจนำเงินออมมาลงทุน เราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน
ในตลาดการเงินปัจจุบัน มีทางเลือกสำหรับการลงทุน ให้เราเลือกมากมาย ทั้งสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) ประเภทพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นทุนกองทุนรวมประเภทต่างๆ หรือสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) เช่น ทองคำ ที่ดิน อาคาร เพชรนิลจินดา เครื่องประดับ การมีความรู้ความเข้าใจในสินทรัพย์ที่จะลงทุนจึงมีความสำคัญต่อเรามาก การลงทุนโดยไม่มีความรู้ หรือไม่เข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและทางเลือกในการลงทุนดีพอ ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
ถ้าพิจารณาตามความหมายของ TSI ก็อาจหมายรวมได้ว่า “นาฬิกา” เป็น “เครื่องประดับ” ที่อาจเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนประเภทที่จับต้องได้ แต่ก็ต้องขยายความในบรรทัดสุดท้ายของ TSI ด้วยว่า “การมีความรู้ความเข้าใจในสินทรัพย์ที่จะลงทุนจึงมีความสำคัญต่อเรามาก การลงทุนโดยไม่มีความรู้ หรือไม่เข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและทางเลือกในการลงทุนดีพอ ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด”
คำถามที่ว่า การซื้อนาฬิกาหรูๆ เหล่านี้เป็นการลงทุนหรือไม่ ตอบว่า “อาจเรียกได้ว่าเป็น” แต่ก็ต้องถามต่อไปว่า เรารู้ เข้าใจและมีความเชี่ยวชาญมากแค่ไหน ถ้าใช่ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ใช่ ปัญหาก็เกิดแน่ๆ ไม่เฉพาะการลงทุนในนาฬิกา แต่หมายรวมถึงอย่างอื่น ทั้งหุ้น ทองคำ และเพชร และผลตอบแทนจากการลงทุนจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อเราขายสินทรัพย์นั้นออกไปแล้ว
เคยสัมภาษณ์คนที่บอกว่า ตัวเองลงทุนในเครื่องประดับ ทั้งเพชรและนาฬิกา อย่าง รศ.ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ หรืออาจารย์อ้อ ฟังแล้วยังขำไม่ได้ เพราะอาจารย์อ้อบอกว่า ลงทุนในเพชร แต่อย่าถามว่า รวยจากเพชรหรือเปล่า เพราะนอกจากจะไม่รวยแล้วยังจนลงอีก
ไม่ใช่จนเพราะขาดทุน หรือจนเป็นเพราะไม่รู้ แต่อาจารย์อ้อจนจากเพชรก็เพราะซื้ออย่างเดียว ไม่เคยขาย หรือแม้แต่นาฬิกาก็เช่นกัน เคยไปตีราคาจากที่ซื้อมาเรือนละ 3 แสน ราคาขยับไปเป็น 4 แสนบาท ได้กำไร 1 แสนบาท แต่ถามว่าจะขายหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ขาย เพราะเราชอบนาฬิกาเรือนนั้นอีก
เทรนด์ลงทุนในนาฬิกาน่าจะถูกปลุกกระแสมาจากกลุ่มเศรษฐี ที่รายได้หรือฐานะเอื้ออำนวยกับรสนิยม ตอนที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลจัดงานแสดงนาฬิกา “เซ็นทรัล วอทช์ แฟร์” ผู้บริหารห้างเซ็นทรัล “คุณนิตย์สินี จิราธิวัฒน์” บอกว่า ยอดขายนาฬิกาโตสวนทางกับเศรษฐกิจ เพราะนาฬิกาในกลุ่มลักชัวรี่ แบรนด์ มีกลุ่มคนที่ซื้อสะสม เนื่องจากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5-10% ต่อปี ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งผลตอบแทนดังกล่าวทำให้กลุ่มนักลงทุนที่เคยลงทุนในตลาดทองคำ หันมาลงทุนในนาฬิกาลักซ์ชัวรี่แบรนด์เพิ่มขึ้น
ลองค้นข้อมูลดู ก็พบว่า มีคำแนะนำในเรื่องของการลงทุนในนาฬิกาจากผู้เชี่ยวชาญ ที่บอกว่า สำหรับคนที่อยากลงทุนพิจารณาวัสดุตัวเรือนเป็นอย่างแรก นาฬิกาที่จะเพิ่มมูลค่าได้ ก็เลือกที่เป็นทองคำขาวแท้ ไม่ใช่สเตนเลสสตีล ต้องเป็นรุ่นที่มีจำนวนจำกัดหรือลิมิเต็ดอิดิชั่น ต้องมีความพิเศษของกลไกที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย หรือต้องมีสิทธิบัตรเพียงรายเดียว
ถ้ารู้ทั้งหมด และรู้ว่าจะขายที่ไหน รู้ว่าสินทรัพย์มีสภาพคล่องเพียงใด จะลงทุนในนาฬิกาก็ไม่ผิดกติกา แต่ถ้าไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ เรื่องบางเรื่องก็ต้องปล่อยให้เป็นการลงทุนของเขา ไม่ใช่การลงทุนของเรา
------------------------
(เงินทองต้องรู้ : ลงทุนของเขา...หรือของเรา : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)



