
ความท้าทายของไครเมีย
21 มี.ค. 2557
ความท้าทายของไครเมีย : รายงาน
การผนวกดินแดนไครเมียกับสหพันธรัฐรัสเซีย หลังการลงประชามติที่พบว่าส่วนใหญ่ 97% ต้องการกลับไปอยู่กับรัสเซียดังเดิมเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน นอกจากวิกฤติงัดข้อที่ยังดำเนินอยู่ต่อไป ระหว่างตะวันตกและยูเครนที่ยืนกรานว่าไม่ชอบธรรม กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียที่ไม่ได้นำพาเสียงท้วงติงและเดินหน้าลงนามเอกสารต่างๆ ตามขั้นตอนการรวมประเทศอย่างรวดเร็วแล้วนั้น การแยกจากแผ่นดินหนึ่งไปอยู่กับแผ่นดินใหม่ ยังมีอีกหลายความท้าทายที่ไครเมียและรัสเซียจะต้องก้าวผ่าน
ภูมิประเทศ : เป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อยเพราะไครเมีย ไม่มีชายแดนติดกับรัสเซีย การจะเดินทางไปยังแผ่นดินแม่ ใกล้สุดคือการลงเรือข้ามฟากจากฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ-ไกลของไครเมีย ข้ามช่องแคบเคิร์ชที่กว้าง 4.5 กิโลเมตร แม้รัสเซียมีแผนสร้างสะพานข้าม แต่เป็นโครงการที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ
การทหาร : ชะตากรรมของทหารยูเครนหลายพันนายที่ประจำการอยู่ในไครเมีย และไครเมียยังคือบ้านของทหารเหล่านี้จำนวนมาก รัฐบาลใหม่ของไครเมียให้ทางเลือกคือ อยู่ในเครื่องแบบต่อไปได้ หากปฏิญาณตนว่าจะสวามิภักดิ์ต่อไครเมีย ไม่เช่นนั้นก็เชิญกลับไปยังยูเครนโดยปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลยูเครนยืนกรานว่าจะไม่เคลื่อนย้ายทหารเหล่านั้น และหากพยายามจะบังคับขับออกมา กองทัพยูเครนก็มีสิทธิใช้กำลัง
ระหว่างนี้ สองฝ่ายตกลงให้มีการส่งเสบียงเข้าไปให้ทหารที่ยังอยู่ในฐานทัพและมีทหารรัสเซียตรึงกำลังล้อมอยู่ได้ ขณะรัฐบาลมอสโกยังไม่มีความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งในประเด็นนี้
เงินตรา : เครื่องเอทีเอ็มในไครเมีย ให้บริการเฉพาะเงินฮริฟเนีย สกุลเงินยูเครน ส่วนเงินรูเบิลยังใช้น้อยมาก และร้านรับแลกเงินมักรับแลกเงินยูโรหรือดอลลาร์ ไครเมียเตรียมเปิดธนาคารกลางของตนเองโดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย และจะเริ่มใช้เงินรูเบิลเป็นสกุลเงินทางการในเดือนเมษายนนี้
ในทางปฏิบัติ มีแนวโน้มว่าธนาคารบางแห่งจะเริ่มใช้เงินรูเบิลก่อนหลังไม่เท่ากัน ไครเมียจึงจะใช้ระบบสองสกุลเงินไปก่อน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐสภาลงใต้อนุญาตให้เงินฮริฟเนีย เป็นสกุลเงินทางการจนถึงปี 2558
รัฐมนตรีช่วยคลังรัสเซีย เสนอแนวคิดระบบภาษีพิเศษสำหรับไครเมีย ระหว่างรัฐบาลใหม่ปรับระบบกฎหมายและภาษี ให้สอดรับกับระบบของรัสเซีย และภาคธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ขึ้นทะเบียนใหม่
ในอดีต ไครเมียได้รับการอุดหนุนอย่างมากจากรัฐบาลเคียฟ ในฐานะหนึ่งในพื้นที่ยากจนสุดของประเทศ ค่าแรงเฉลี่ยในไครเมียอยู่ที่เดือนละ 240 ดอลลาร์ ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับในรัสเซีย ดังนั้น รัฐบาลมอสโกอาจจะต้องอัดฉีดเงินอุดหนุนงบประมาณรัฐบาลไครเมียปีละ 1,000-3,000 ล้านดอลลาร์ หากมีการยกระดับสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้เท่ากับในรัสเซีย ในห้วงเวลาที่จะว่าไป สถานะของหลายภูมิภาคของรัสเซียเองก็อยู่ในภาวะใกล้ถังแตก
น้ำและพลังงาน
น้ำที่ใช้ในไครเมียมาจากยูเครน 80-90% ผ่านคลองส่งน้ำจากแม่น้ำดนีเปอร์ ข้ามคอคอดเปเรคอป มายังแหลมไครเมีย
สภาพภูมิอากาศร้อนแห้งและฝนน้อย (ปีละ 15 นิ้ว) ไครเมียต้องการน้ำเพื่อการชลประทานพื้นที่เพาะปลูก ยูเครนไม่มีความคิดจะตัดน้ำให้แก่ไครเมีย ซึ่งอาจเป็นเพราะยูเครนเองก็ต้องพึ่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย (อีกทั้งติดหนี้ก๊าซพรอม บริษัทพลังงานรัสเซีย 2,000 ล้านดอลลาร์) และการตัดน้ำจะถูกมองเป็นการแก้เผ็ดแบบเหมาเข่ง
รัสเซียอาจสร้างท่อส่งน้ำลอดช่องแคบเคิร์ชไปยังไครเมีย โดยผันน้ำจากแม่น้ำคูบัน แต่จะเป็นโครงการระยะยาวและใช้ทุนสูงมาก
ส่วนก๊าซที่ใช้ในไครเมีย สองในสามมาจากเชอร์โนมอร์เนฟเตกาซ บริษัทของรัฐบาลยูเครน โรงไฟฟ้าพลังถ่านหินของไครเมียผลิตไฟฟ้าป้อนความต้องการได้เพียง 1 ใน 10 เท่านั้น ที่เหลือมาจากยูเครน หากรัสเซียต้องตอบสนองความต้องการพลังงานในไครเมียแล้ว ก็จำเป็นจะต้องสร้างท่อส่งและเสาไฟ
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐสภาไครเมียเพิ่งผ่านมติยึดทรัพย์สินของผู้ผลิตพลังงานสองแห่งของยูเครนในไครเมีย หนึ่งในนั้นคือ เชอร์โนมอร์เนฟเตกาซ ที่กำลังขุดเจาะน้ำมันในทะเลอาซอฟและนอกชายฝั่งตะวันตกของไครเมีย การยึดทรัพย์สิน ที่รวมถึงการเข้าเป็นเจ้าของไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเลในภูมิภาคนี้ด้วย อาจสร้างปัญหาเรื่องเขตแดนทางทะเลอย่างมาก
ทะเลอาซอฟและทะเลดำ เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติเกือบ 60 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต แหล่งพลังงานธรรมชาตินอกชายฝั่งหลายแห่งที่อยู่ระหว่างพัฒนา อยู่ใกล้ทั้งไครเมียและแผ่นดินใหญ่ยูเครน อาจกลายเป็นจุดเดือดอีกเรื่อง ยูเครนระบุแล้วว่าการยึดทรัพย์สินของยูเครน ไม่ต่างจากขโมย



