ข่าว

'พท.'หวังศาลรธน.ยกคำร้องลต.2กพ.โมฆะ

'พท.'หวังศาลรธน.ยกคำร้องลต.2กพ.โมฆะ

19 มี.ค. 2557

'เพื่อไทย' หวังศาลรธน.ยกคำร้องเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ

 
                          19 มี.ค.57 เมื่อเวลา 11.00 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนคำร้องให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่ว่า นายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อ.ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ผู้ร้องถือเป็นปัจเจกชนและไม่ได้ถูกละเมิดหรือว่าเสียหายตรงไหน อีกทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่มีอำนาจที่จะไปร้องให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ ดังนั้นหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ายกคำร้อง
 
 
'เพื่อไทย' จวก 'ผู้ร้อง-ศาลรธน.-ป.ป.ช.' ละเมิดเอกสิทธิ์
 
 
                          นายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค แถลงถึงกรณีที่ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดส.ส.และส.ว.ที่ลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.ว่า อยากเตือนสติคนที่เกี่ยวข้องว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 130 ระบุไว้ชัดเจนว่า ในการออกเสียงลงคะแนนหรือการลงมติของสมาชิกรัฐสภานั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใดมิได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาเพื่อไม่ให้ผู้ใดมาคุกคาม ก้าวก่ายการทำหน้าที่ นอกจากนี้ การอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ ที่ไม่มีการถ่ายทอดทั้งเสียงและภาพนั้น ถือเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดเช่นกันที่ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องมิได้ อีกทั้งการออกเสียงลงคะแนนยังเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดด้วยไม่ว่าจะมีการถ่ายทอดหรือไม่ก็ตาม
 
                          นายคณิน กล่าวอีกว่า ผู้ร้องที่นำเรื่องนี้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าละเมิดละเมิดเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภาทั้ง 312 คน ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้วนับตั้งแต่ผู้ร้องนำไปร้อง และยังเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 130 ด้วย นอกจากนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้วนำมาวินิจฉัยก็ถือเป็นการละเมิดเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภาเช่นกัน ส่วนการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.มีอันต้องตกไปนั้น ก็เป็นอีกกรณีที่ได้ก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภาโดยไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับด้วย อีกทั้งการที่ระบุว่า 312 ส.ส.และส.ว.ที่ลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ร้ายส.ส.และส.ว.เหล่านั้นอีกด้วย ขณะที่ป.ป.ช.ซึ่งนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาไต่สวน ก็ถือว่าละเมิดเอกสิทธิ์ส.ส.และส.ว.เช่นกัน
 
                          “เมื่อเป็นความผิดฐานละเมิดเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาสามารถหยิบยกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไปฟ้องร้องได้ทันที ดังนั้นจะมีผู้เสียหายจากการถูกละเมิดเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดอย่างน้อย 312 คน ส่วนข้อกล่าวหาว่าร่างที่พิจารณาเป็นร่างปลอมนั้นถือเป็นการกล่าวเท็จ เพราะร่างปลอมไม่มีอยู่ในสารบบของกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา นอกจากนี้ ป.ป.ช.เองก็ตั้งอยู่ในความเสี่ยงอย่างมากที่จะไต่สวนและชี้มูล เพราะเป็นที่น่าสังเกตว่า สมาชิกรัฐสภาจำนวน 300 กว่าคนนั้น ต้องใช้เวลาไต่สวนยาวนาน แต่ป.ป.ช.ดูเหมือนมีธงตั้งไว้ว่าจะรีบไต่สวน ซึ่งผิดปกติวิสัย ดังนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกรัฐสภาแต่ละรายด้วย” นายคณิน กล่าว
 
                          นายคณิน กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน เอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภาไม่เคยมีใครท้าทาย แม้กระทั่งศาลจะพิจารณาคดีที่ส.ส.หรือส.ว.เป็นจำเลยในระหว่างสมัยประชุมยังร้องขออนุญาตจากที่ประชุมสภาฯ ทั้งนี้ ระบบรัฐสภายืนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มกัน ดังนั้นหากป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญไม่นำพาเรื่องเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภา แสดงว่าท่านจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ หวังว่าการพิจารณาของป.ป.ช.คงจะใช้ความรอบคอบและคำนึงถึงกระบวนการของระบบรัฐสภาด้วย