ข่าว

'สุเทพ'ซัดลต.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ซุกคนเลว!

'สุเทพ'ซัดลต.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ซุกคนเลว!

19 มี.ค. 2557

'สุเทพ' แนะให้ปรับระบบเลือกตั้ง หลังพบ 'ลต.ปาร์ตี้ลิสต์' เป็นที่ซุกตัวของคนเลว-กลุ่มนายทุนพรรคการเมือง พร้อมเสนอปรับระบบลต.-สรรหา วุฒิสมาชิก กันการขายตัว

 
                       19 มี.ค. 57  นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวเปิดงานเสวนา มวลมหาประชา เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง ปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ตอนหนึ่งว่า  ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดระบบเลือกตั้งให้มีสภาผู้แทนราษฎร จากการแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้เดิมนึกว่าระบบบัญชีรายชื่อจะได้คนที่ทำประโยชน์กับบ้านเมืองมาทำงาน แต่กลับพบว่า ได้คนเลวเข้ามาทำงาน เพราะนักการเมืองที่ไม่มีใครเลือก ไปลงสมัครรับเลือกแบบแบ่งเขตก็ไม่ได้รับเลือกตั้ง ได้เข้ามาอยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อ อีกทั้งยังพบว่า มีพวกที่มีอิทธิพลทางการเมือง กลุ่มนายทุนพรรคเข้ามาอยู่ ทั้งนี้มีผู้รู้ได้เสนอให้วางบทบาทของ ส.ส.ให้มีความอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ข้อเท็จจริงที่พบกลับพบว่ากลุ่มนักการเมืองอิสระนั้นมีการขายตัว โดยภาพที่เห็นชัดเจน คือ กลุ่มส.ว. ดังนั้นสิ่งที่อยากให้เวทีร่วมกันคิด คือ การมีอยู่ของวุฒิสมาชิก 
 
                       "เท่าที่ผมเป็นนักเลือกตั้ง พบว่า ส.ว.ที่มาจากจังหวัดต่างๆ ร้อยละ 90 ต้องพึ่งพิงเครือข่ายพรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งสิ้น ดังนั้นเห็นได้ว่า ส.ว.ไม่ได้มีความอิสระมาตั้งแต่ต้น ส่วน ส.ว.สายสรรหา ต้องมีการวางระบบให้ดี เพื่อไม่ให้ผูกพันกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเพื่อให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ที่แท้จริงเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ใช่สรรหาเข้ามาแล้วก็มาขายตัวอีก"
 
                       นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ควรมีการทบทวนอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะที่ผ่านมาไม่พบว่า กกต. ได้ดำเนินการเอาผิดบุคคลที่ซื้อสิทธิ์ ขายเสียงได้อย่างทันที เพราะต้องรอให้มีบุคคลนำเรื่องมาฟ้องร้อง หรือร้องเรียนก่อน ซึ่ง กกต.ได้ทำหน้าที่เหมือนศาล มากกว่าทำงานแบบตำรวจ
 
 
นักวิชาการเสนอให้ตัวแทนกลุ่มอาชีพนั่งในสภาฯ
 
                      กลุ่ม กปปส. และเครือข่ายได้จัดงานเสวนา มวลมหาประชา เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง ปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้งและพรรคการเมือง โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมระดมความเห็น โดยนายธีรภัทร เสรีรังสรรค์  ประธานสถาบันพัฒนาการเมือง กล่าวว่าการปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้ง และ พรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ต้องแยกอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติให้ชัดเจน โดย นายกรัฐมนตรี หรือคณะบริหารประเทศต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติที่ประกอบด้วย ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องกำหนดให้ทำงานได้เฉพาะงานนิติบัญญัติและห้ามเป็นนายกฯ หรือ รัฐมนตรี ส่วนการเลือกตั้งนายกฯ ตามที่ตนได้ศึกษานั้น เพื่อขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ต้องกำหนดให้ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 1 เขตและใช้เกณฑ์เลือกตั้ง 2 รอบ โดยรอบที่สองนั้นให้บุคคลที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 และ 2 มาลงคะแนนตัดสินว่าใครจะได้รับเลือกเป็น นายกฯ
                     
                      "ผมมองว่าการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งจะตรงกับวัฒนธรรมการเมืองของคนไทย เพราะเราได้จัดให้มีการเลือกตั้งนายกอบต., นายกอบจ. แล้วทำไมถึงจัดการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรงไม่ได้ ทั้งนี้ช่วงของการลงประชามติรัฐธรรมนูญ 2540 พบว่าาประชาชนร้อยละ 90 เห็นตรงกันว่าควรให้มีการเลือกตั้งนายกฯ และรัฐมนตรีโดยตรง แต่ ส.ส.ร.ปี40 ไม่กล้าที่จะแก้ไข" นายธีรภัทร กล่าว                     
 
                      ด้านนายคมสัน โพธิคง นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวว่าระบบการเมืองไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะมีการผูกขาดโดยกลุ่มนายทุนและขาดการยึดโยงจากฐานมวลชน  นอกจากนั้นสิ่งที่ทำให้พรรคการเมืองซึ่งเป็นฐานของระบบการเมืองไทย เพราะมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมอย่างไม่เป็นไปตามหลักสากล  ดังนั้นควรจะมีการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองและออกเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำที่เป็นสิ่งต้องห้ามของพรรคและนักการเมืองแทน
                     
                      นายคมสัน กล่าวด้วยว่าสำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการผูกขาดพรรคการเมืองโดยนายทุน และทำให้ระบบรับสภามีปัญหา เพราะถูกผูกขาดด้วย ต้องเพิ่มสัดส่วนสมาชิกในสภาฯ ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เช่น เกษตรกร, แรงงาน, อาชีพอิสระมากขึ้นเพื่อเข้าไปถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายนักการเมืองฝ่ายพรรคการเมือง ส่วนวุฒิสภาตนเเห็นด้วยที่จะให้คงไว้ แต่ต้องมีการออกแบบเพื่อให้สว.ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริงเข้ามาทำงาน เบื้องต้นนั้นอาจจะให้มีสภาพลเมืองในจังหวัดต่างๆ  หรือสภาท้องถิ่น ดำเนินการเลือกตั้งบุคคลที่สมควรจะรับเลือกตั้งเป็นส.ว. ก่อนนำเสนอให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้เลือกตั้ง เบื้องต้นในการเลือกของสภาพลเมืองหรือสภาท้องถิ่นนั้น อาจจะคัดเลือกให้ได้ 3 เท่าของจำนวนสว.ที่มีอยู่ในจังหวัดนั้นๆ เป็นต้น

                     นายทวี สุรฤทธิ์กุล นักวิชาการกลุ่มสยามมประชาภิวัฒน์ กล่าวว่าตนให้ความสำคัญในประเด็นปฏิรูปการเมืองด้วยการเข้มงวดเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง ดังนั้นควรจะมีการกำหนดบทลงโทษให้ชัดเจน แทนการให้สภาผู้แทนราษฎร หรือ วุฒิสภาไปดำเนินการ นอกจากนั้นขอฝากไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีหน้าที่กำกับ ตรวจสอบคุณภาพนักการเมือง ข้าราชการ ต้องทำงานอย่างจริงจัง และเข้มแข็ง

                     นายสกุล สื่อทรงธรรม จากเครือข่ายประชาชนตรวจสอบการเลือกตั้ง  กล่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องได้รับการตรวจสอบ และปฏิรูป โดยเฉพาะการสรรหา กกต.ระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานการสรรหา ซึ่งตนมองว่าไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ทำงานด้วยความเป็นกลาง

                     นายบรรเจิด สิงคเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ให้ความเห็นผ่านคลิปวีดีโอ โดยยอมรับว่าปัญหาของการเมืองไทยเพราะการผูกขาดพรรคการเมืองโดยนายทุน ทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา  ซึ่งมีต้นเหตุสำคัญคือการมีกฎหมายบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และหากสส. ไม่สังกัดพรรคก็จะหมดสิทธิ์ความเป็นส.ส. ดังนั้นทำให้ส.ส.ขาดความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองที่ถูกกลุ่มนายทุนผูกขาด  นอกจากนั้นคือระบบอุปถัมภ์ในพรรคการเมือง ที่มีการจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้ สส. นอกเหนือจากเงินเดือน ทำให้การตัดสินใจลงมติใด ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในพรรคการเมืองเป็นหลัก ดังนั้นในแนวทางแก้ไขตนมองว่าต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง แต่ต้องมีการควบคุมการกระทำโดย กกต. ไม่ให้พรรคการเมืองใช้อำนาจที่เป็นการทำลายระบบปกครอง หรือ เปลี่ยนแปลงการปกครองในปัจจุบัน นอกจากนั้นต้องปฏิรูประบบการส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งโดยสมาชิกพรรคต้องมีสิทธิ์เลือกแทนที่ผู้บริหารพรรคเพียงคนเดียว

                     นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า ส่วนการปฏิรูปสถาบันการเมือง หรือ รัฐสภา ต้องปลอดจากการควบคุมโดยเจ้าของพรรคการเมือง โดยการยกเลิกการให้ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง และต้องเพิ่มตัวแทนสมาชิกสภาฯ ในฐานของกลุ่มอาชีพ เบื้องต้นที่ได้มีการออกแบบไว้ คือ ให้มีส.ส.มาจากการเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ รวม 380 คน และให้มาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพ จำนวน 120 คน สำหรับกลุ่มอาชีพนั้นได้กำหนดเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกร, 2.กลุ่มแรงงาน, 3.พาณิชยกรรม, 4.วิชาชีพ วิชาการ, 5.ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และ6. กลุ่มอื่นๆ

                    "เราต้องสร้างช่องทางพิเศษเพื่อให้มีตัวแทนผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ เข้าไปเป็นตัวแทนในสภา ดังนั้นคนที่ทำงานในกลุ่มอาชีพต่างๆ ต้องมีการไปลงทะเบียน" นายบรรเจิด กล่าว

                     นายบรรเจิดกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นปัญหาการทุจริตเลือกตั้งการขายเสียง กกต. ควรออกกฎเกณฑ์ดำเนินการกับบุคลลที่กระทำผิด อยากเสนอให้โทษของการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นการตัดสิทธิทางการเมืองชั่วชีวิต