
เครื่องบินที่หายไป
เครื่องบินที่หายไป : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของมาเลเซียต่อกรณีการหายไปของเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ เอ็มเอช 370 ซึ่งขาดการติดต่อตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 8 มีนาคม 2557 นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้มาเลเซียปิดปากเงียบสนิทมาโดยตลอด นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ว่าเครื่องบินอาจบินออกนอกเส้นทางและปิดสัญญาณติดต่อ แต่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ไฮแจ็ค หรือการจี้เครื่องบิน
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีใกล้เคียงกับการสันนิษฐานของสหรัฐก่อนหน้านี้ที่ว่าเครื่องบินมาเลเซียอาจไม่ได้ตกในทะเลจีน แต่เป็นไปได้ว่าจะบินย้อนกลับไปทางมหาสมุทรอินเดีย และได้ส่งกองเรือออกค้นหาในบริเวณดังกล่าว ต่อมาก็มีการสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าเครื่องบินอาจจะถูกบังคับให้บินไปลงที่ประเทศในเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน หรือเติร์กเมนิสถาน ขณะที่หน่วยข่าวกรองของรัสเซียกล่าวหาว่า สหรัฐเป็นผู้เก็บเครื่องบินลำดังกล่าวไว้ที่ฐานทัพสหรัฐในมหาสมุทรอินเดีย
การหายไปของเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ประเทศที่แสดงความกังวลมากที่สุดคือจีน ทางการจีนได้ตำหนิมาเลเซียในเรื่องความล่าช้าของการค้นหา ตั้งแต่วันแรกๆ หลังเกิดเหตุ ซึ่งอาจเป็นเพราะเครื่องบินกำลังเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง และผู้โดยสารภายในเครื่องเป็นชาวจีนกว่า 100 คน และส่วนหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นศิลปินและบุคคลที่มีชื่อเสียง
เมื่อเชื่อมโยงเรื่องข้อสันนิษฐานของสหรัฐว่าเครื่องบินอาจบินไปลงที่ประเทศใดประเทศหนึ่งในเอเชียกลาง กับความกังวลของจีน ก็น่าเชื่อว่ากรณีนี้อาจมีเป้าหมายของการปฏิบัติการอยู่ที่จีน โดยอาจเกิดจากการกระทำของขบวนการอิสลามแห่งเตอร์กิสถานตะวันออก (อีทีไอเอ็ม) ซึ่งมีแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดนมณฑลซินเจียงของจีนออกเป็นอิสระ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศมุสลิมที่อยู่ทางตะวันตก เช่น คาซัคสถาน คีร์กิสถาน ทาจิกิสถาน ปากีสถาน และอัฟกานิสถาน รวมทั้งจากรัสเซีย และประเทศในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ อีทีไอเอ็มได้เคยก่อความรุนแรงในประเทศจีนหลายครั้ง เช่นก่อการจลาจลในอุรุมชี เมืองหลวงของซินเจียง การก่อวินาศกรรมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน รวมทั้งปลุกปั่นเรื่องการแยกดินแดน ฯลฯ
ซินเจียงเป็นเขตปกครองตนเองที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีเนื้อที่ 1.66 ล้าน ตร.กม. หรือประมาณ 1 ใน 6 ของประเทศจีน มีประชากรประมาณ 18 ล้านคน แม้ซินเจียงจะเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแห้งแล้งขาดการพัฒนาเพราะอยู่ห่างไกลจากกรุงปักกิ่งถึง 4,000 กม. ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ปัญหา
สำคัญระหว่างจีนกับซินเจียง ก็คือเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม นโยบายการปกครอง และเศรษฐกิจ
คนในซินเจียงดั้งเดิมเป็นชาวอุยกูร์ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเก่าแก่ และนับถือศาสนาอิสลาม มีประเพณีต่างๆ เป็นของตนเอง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมในเอเชียกลาง เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนปกครองประเทศในปี ค.ศ.1949 ได้ดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว พิธีกรรมทางศาสนาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสิ่งต้องห้าม มัสยิดถูกทำลายหรือใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ประมาณว่ามีชาวอุยกูร์ถูกสังหารในช่วงเวลานั้นหลายแสนคน แต่ก็ไม่สามารถทำให้ชาวอุยกูร์อ่อนน้อมได้ ขณะเดียวกันก็อพยพคนจีนเข้าไปอยู่ในซินเจียง เป็นจำนวนมาก ใน ค.ศ.1955 รัฐบาลจีนจึงเปลี่ยนนโยบายใหม่ โดยยกซินเจียงเป็นเขตปกครองตนเอง แต่ก็ยังคงจำกัดและเข้มงวดในเรื่องศาสนาเช่นเดิม จนถึง ค.ศ.1983 ทางการจีนจึงยกเลิกข้อห้ามต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และหันมาทำนุบำรุงมัสยิด แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวอุยกูร์เท่าไหร่นัก หลังยุค 1990 ที่จีนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ จีนได้ปรับนโยบายต่อซินเจียงเป็นส่งเสริมการพัฒนา การสร้างงาน และสร้างความเจริญต่างๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังไม่บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย เนื่องจากซินเจียงมีพื้นที่กว้างใหญ่ การพัฒนาเป็นไปได้ไม่ทั่วถึง และชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่ยังพอใจกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อันนำมาซึ่งความยากจนและล้าหลัง ประกอบกับพฤติกรรมและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีต่อชาวอุยกูร์ เป็นไปในลักษณะของการดูถูกเหยียดหยามและกดขี่ข่มเหง ทำให้กระแสการเรียกร้องอิสรภาพยังคงดำเนินอยู่
ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ คือความยากจน ประชากรมีรายได้ต่ำ หากเปรียบเทียบกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่นเซี่ยงไฮ้ จะพบว่าคนในซินเจียงมีรายได้ต่ำกว่าถึง 10 เท่า นอกจากนี้ โรงงานทั่วไปในประเทศจีนจะไม่ต้อนรับคนงานชาวอุยกูร์ หรือไม่เช่นนั้นก็จะได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่าคนจีน บางแห่งมีประกาศติดไว้หน้าโรงงานว่า ไม่รับชาวอุยกูร์
ย้อนกลับมาที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา ตำรวจไทยที่สงขลาได้ตรวจพบชาวอุยกูร์ จำนวน 200 คน ลักลอบเข้าเมือง โดยมีวัตถุประสงค์จะเดินทางไปยังมาเลเซีย ชวนให้คิดว่าน่าจะมีชาวอุยกูร์จำนวนไม่น้อยใช้วิธีการเดียวกันนี้เดินทางเข้าประเทศมาเลเซียมาก่อนหน้านี้แล้ว และชาวอุยกูร์บางคนกับอีทีไอเอ็มอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ด้วยการใช้คนจีนบนเครื่องบินเพื่อต่อรองอะไรบางอย่างกับทางการจีน ทำให้มาเลเซียอยู่ในลักษณะน้ำท่วมปาก เพราะเป็นแหล่งพำนักของชาวอุยกูร์ รวมถึงคนมุสลิมจากประเทศอื่น



