
'มาร์ค'แนะ'ปู'พูดคุยก่อนหมดทางเดิน
18 มี.ค. 2557
'อภิสิทธิ์' แนะ 'ยิ่งลักษณ์' พูดคุยก่อนหมดทางเดิน ชี้ 'องค์กรอิสระ' ขยับลำบาก เจรจายากสำเร็จ หวั่นเลวร้ายสุดถึงขั้นไม่มีใครยอมรับกติกา
18 มี.ค.57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตอบข้อซักถามกรณีเห็นด้วยหรือไม่ที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าเหตุระเบิดนั้นเป็นเพราะสำนักงานอัยการถอนตัวจากการเป็น 1 ใน 7 องค์กรอิสระที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทย ว่า หากองค์กรอิสระเหล่านี้มีฤทธิ์ มีเดชขนาดนั้น หรือคนหนุนองค์กรอิสระเหล่านี้มีฤทธิ์มีเดช ป่านนี้คงแก้ปัญหาได้แล้ว แต่เท่าที่ดูข้อเสนอที่ออกมาค่อนข้างจะยอมรับสภาพว่าเขาขยับอะไรได้น้อยมากและน่าจะยากกับการประสบความสำเร็จ
ส่วนที่องค์กรอิสระที่ถอนตัวไปนั้นก็ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าไม่เป็นกลาง ดังนั้นข้อเสนอที่ว่าให้แต่ละฝ่ายเสนอฝ่ายละ 10 ข้อ หากไม่เสนอแล้วมีอะไรเกิดขึ้นก็ให้รับผิดชอบกันเอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วานนี้ที่คุยกันมีเคยมีการพูดไว้ว่า ต้องระมัดระวังบทบาทของเขา ทำอะไรเกินเลยไปก็คงจะไม่ได้ ทั้งจะเห็นได้ว่าขณะนี้ยังถูกพลพรรคฝ่ายรัฐบาลตั้งแต่รองนายกฯ ไล่เรียงลงมา ต่อว่าว่าทำเกินหน้าที่ ไม่ใช่หน้าที่อะไรๆ แต่สำหรับตนหากใครต้องการมาช่วยคงไม่มีปัญหาแต่กลับเป็นเรื่องดีแต่ก็อย่าไปทำอะไรที่กระทบหน้าที่ตนเอง
ขณะเดียวกันนั้น ข้อเสนอที่ออกมาก็เป็นเรื่องยากมากที่จะสำเร็จได้ เพราะจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายพยายามพูดกันมาในลักษณะที่ต้องการเชืญชวนมาพูดคุย วานนี้เชื่อว่าคนจำนวนหนึ่งคาดหวังว่าอาจจะมีอะไรที่เป็นรูปธรรมในเชิงของข้อยุติที่คิดว่าอาจจะทะลุทะลวงสภาพปัญหาปัจจุบันไป ซึ่งก็เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนกลาง 10 คน
ส่วนที่หากได้คนกลางจริงๆ จะให้คนกลางมาพูดคุยอะไรนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่คือปัญหาและอยากย้ำว่าขณะนี้ที่การพูดคุยมันไม่เกิดขึ้นเลย 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือว่าฝ่ายที่มีอำนาจ คือรัฐบาลยังถือว่าตนเองมีอำนาจ มีอะไรต่างๆ พยายามจะรักษาตรงนี้ ไม่ต้องการสูญเสียก็ไม่คุย ตอนนี้กลายเป็นว่าติดขัดอยู่ที่ยืนขวางคือรัฐบาล ทำให้ไม่มีอะไรขยับได้
ประเด็นที่สองคือเวลาพูดถึงการเจรจาพูดคุยนั้นก็สื่อสารไม่ค่อยตรงกัน ฝ่ายหนึ่งมองว่า จะตกลงเรื่องเลือกตั้ง ปฏิรูป จะเอาอะไรอย่างไร อีกฝ่ายหนึงยังกลับไปที่ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเช่นคดีความ ดังนั้นกระบวนการที่จะเริ่มต้นในการแลกเปลี่ยนพูดคุยจึงยาก ตนเข้าใจนายสุเทพที่บอกว่าถ้าจะพูดคุยนั้น 1. อย่าไปใช้ตัวแทน 2.กรณีของรัฐบาลก็ควรจะคุย เพราะคุยกับคุณทักษิณไม่ได้อยู่แล้วก็ควรจะคุยกับคุณยิ่งลักษณ์มากที่สุด เพราะในที่สุดคุณยิ่งลักษณ์ก็จะต้องเป็นคนที่ดำเนินการหลายสิ่งหลายอย่าง
ส่วนสถานการณ์ต่างๆ จะบีบให้รัฐบาลต้องมาเจรจาเองหรือไม่นั้น ก็มีส่วนแต่คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะข้อกฎหมายก็จะโต้แย้งกันไปเรื่อยๆ รัฐบาลก็อาจจะยังถือว่าตัวเองที่มีอำนาจอยู่จะแก้อะไรอย่างไรอาจเกี่ยวโยงไปถึงออกพระราชกฤษฎีกาต่างๆ ตลอดจนจะมีปัญหาคดีต่างๆ จะสามารถนำไปสู่การบีบให้รัฐบาลมาเจรจาก็ได้
“คือกรณีเลวร้ายสุดก็คืออย่างที่ว่านะครับหมายถึงว่า ถึงจุดหนึ่งไม่มีใครยอมรับกติกาอะไรทั้งนั้นก็จะเป็นปัญหาครับอันนั้น เราก็หวังว่าไม่ไปถึงจุดนั้นนะครับ”
ส่วนที่ผ่านมาหลายสัปดาห์ก็ยังไม่เกิดบรรยากาศหาทางออกโดยการเจรจา ถ้าจะไม่คุยกันก็ให้ปฏิบัติไปตามกฎหมายได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นความคิดของคนจำนวนหนึ่ง แต่ตนไม่คิดว่ามันเป็นไปได้เพราะกฎหมายไม่สามารถให้คำตอบทุกอย่างได้ เพราะเรากำลังพูดถึงกระบวนการที่มันเกี่ยวข้องกับการเมืองและสังคม กระบวนการทางกฎหมายอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาคุยบ้าง
ต่อข้อถามที่ว่าในระหว่างที่สังคมเรียกร้องให้นายกฯ ออกมาแสดงความชัดเจนในการหาทางออกให้กับประเทศ โดยปกติแล้วนายกฯ จะส่งสัญญาณให้ผู้ปฏิบัติทราบว่าคิดอย่างไร แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นคนข้างตัวส่งสัญญาณให้นายกฯ รู้ว่าข้อเสนอลักษณะไหนควรรับ หรือไม่รับ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นที่วิจารณ์มาตั้งแต่ต้น เรื่องว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นตัวของตัวเองหรือไม่ ตัดสินใจด้วยตัวเองได้หรือไม่ สำคัญที่สุดคือใส่ใจเพียงพอหรือไม่กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะเรายังไม่เคยเห็นการแสดงความคิดเห็นของคุณยิ่งลักษณ์ในลักษณะที่บ่งบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์ได้สนใจ เอาว่าสนใจก็พอนะครับ อย่าว่าเข้าใจเลย ประเด็นกับการเรียกร้องต่างๆ คำพูดของคุณยิ่งลักษณ์ที่ออกมา ก็เป็นไปตามสูตรที่ถูกกำหนด
ส่วนนายกฯเริ่มรู้สึกสบายตัวแล้วปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้ออย่างนี้โดยไม่ทำอะไรใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงไม่สบายเพราะยังมีคดีและเรื่องค้างคาแต่ประเด็นสำคัญที่อยากบอกคุณยิ่งลักษณ์คือ มันไม่ใช่ประเด็นปัญหาความสบายตัวของคุณยิ่งลักษณ์ แต่เป็นปัญหาของการที่จะทำอย่างไรให้ประเทศหลุดพ้นจากสภาพตรงนี้ แล้วเดินไปข้างหน้าได้มากกว่า
ต่อข้อถามที่ว่าคุณอภิสิทธิ์มีข้อเสนอใหม่ๆ เรื่องทางออกของประเทศหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อยากจะให้รัฐบาลมารับฟังก่อน ไม่ใช่เดินหน้าดุ่ยๆ ทำอะไรตามใจชอบของตัวเอง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเองยังไม่ยอมรับในประเด็นต่างๆ ทั้งการเลือกตั้ง ข้าวที่มีการทุจริต
'อภิสิทธิ์' เชื่อแนวโน้มก่อเหตุรุนแรง ลามองค์กรอิสระ-ฝ่ายตรงข้ามรบ.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุวางระเบิดหน้าสำนักงานอัยการสูงสุดและมีเอ็ม 79 ปรากฏที่หน้าปปช.วานนี้ว่า สังเกตได้ว่าเป้าของ M79 ยังคงอยู่ในกลุ่มคนที่ทางรัฐบาลพยายามบอกว่าเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง คือผู้ชุมนุม รวมทั้งบ้านของคุณสุเทพ และในขณะนี้มาถึงองค์กรอิสระ ซึ่งหลายครั้งเราก็จะได้ยินพลพรรคของรัฐบาลพยายามต่อว่าต่อขานว่า องค์กรอิสระไม่เป็นธรรมอยู่ข้างฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ฉะนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าแนวโน้มนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลยหรือมีส่วนรู้เห็นให้คุกคามหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ หรือกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตนเองอย่างต่อเนื่อง สังคมต้องช่วยกันเรียกร้องว่า รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้หรือต้องหยุดการกระทำต่างๆ ที่เป็นลักษณะอย่างนี้
ต่อข้อถามที่ว่าจะให้ประชาชนมองอย่างไรกับการที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมคนลอบวางระเบิดเหล่านี้ได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาก็เข้าใจอย่างที่เราเข้าใจคือไม่มีความพยายามที่จะเอาจริงเอาจัง หรือจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นกับฝ่ายตรงกันข้ามของตนเองอันนี้ค่อนข้างชัด และเห็นได้ว่าความคืบหน้าคดีของอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่มีเลยนั่นก็คือปัญหา
'อภิสิทธิ์' แนะรัฐออกมาตรการรูปธรรมคุ้มครองความปลอดภัยปชช.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า จริงๆ เราก็ไม่เห็นด้วยกับการประกาศในตอนต้น แล้วก็เห็นว่ามันก็เป็นการประกาศที่ไม่น่าจะถูกต้อง โดยเฉพาะไม่ใช่เป็นลักษณะของสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงแน่นอน แล้วก็ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวมี เพราะฉะนั้นจุดที่สนับสนุนให้ยกเลิกนั้นก็คือว่า รัฐบาลก็ไม่ได้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะแก้ไขสถานการณ์โดยใช้เครื่องมือตัวนี้อย่างไร แล้วก็เมื่อกระทบต่อการท่องเที่ยวก็ยกเลิก อย่างนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่ประเด็นที่ตามมาที่จะต้องดูก็คือว่า เมื่อยกเลิกไปแล้วเกิดอะไรขึ้น เมื่อวานนี้เราก็ตั้งข้อสังเกตว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีแนวโน้มจะยกเลิก แล้วก็พอตอนหลังจะเห็นข่าวเสื้อแดง หรือนปช. บอกว่า ยกเลิกเมื่อไหร่จะมากรุงเทพฯ ตรงนี้ผมว่ารัฐบาลก็ต้องคิด ว่าแปลว่ารัฐบาลยังอยากจะให้เกิดการเผชิญหน้าในกรุงเทพฯใช่หรือเปล่า ถ้าบอกว่าการยกเลิกแล้วก็ปล่อยปละให้มีการมาเผชิญหน้านั้น อย่างนี้คงไม่เป็นผลดีแน่ ไม่เป็นผลดีต่อในแง่ที่ว่าความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แล้วก็ในแง่ของความเชื่อมั่นที่หวังจะเรียกกลับมา เพื่อที่จะแก้ปัญหาการท่องเที่ยวนั้นก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ อันนี้อันที่ 1
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนจะยกเลิก หรือไม่ยกเลิกนั้น ประเด็นปัญหาตอนนี้ก็อย่างที่เราคุยกันตอนแรกว่าตกลงรัฐบาลมีมาตรการอะไรเป็นรูปธรรม คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทุกกลุ่ม วันนี้เมื่อผู้ชุมนุมเขาไปอยู่ในสวนลุม เขาไม่ได้สร้างปัญหาให้อะไรกับใครแล้ว ไม่ได้มี Shut Down เพราะฉะนั้นก็เป็นเหตุผลว่าตรงนี้ไม่ใช่เงื่อนไข แต่ความไม่สงบ ไม่เรียบร้อยที่มันเกิดขึ้น ที่เราคุยกันเรื่องระเบิดนั้น ตรงนั้นต่างหากที่ยังต้องแก้ไขอยู่ แล้วก็ถ้าจะไปเจาะจงเรื่องภาพลักษณ์ใช่มั้ย รูปธรรม รู้สึกนายกฯ ห่วงเรื่องบังเกอร์หรืออะไรนั้น แล้วจะไปบอกว่า เพราะฉะนั้นพอไม่มีกฎหมาย หรือไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่ต้องมีอะไรเลยนั้น มันก็คงไม่ใช่ มันก็ต้องมีรูปธรรม แล้วก็ยังเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องดูแลความปลอดภัยของคนทุกกลุ่มต่อไป แล้วถ้ามันจำเป็นจะต้องมีการใช้เจ้าหน้าที่ทหาร หรือใครต่างๆ ก็จำเป็นจะต้องทำ ก็ต้องทำ
“เท่าที่ดูแล้วรัฐบาลทำไมไม่ได้จะใช้เครื่องมือตัวนี้แก้สถานการณ์เลย แต่มุ่งเอาตัวนี้มาใช้ในการที่จะสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายผู้ชุมนุมมากกว่า เพราะฉะนั้นอันนี้ก็มันผิดตั้งแต่แรก เพราะว่าประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ว่าจะใช้อะไร ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะเริ่มต้นตั้งหลักของตัวเองให้ถูกต้องก่อนว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร วันนี้ยังมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย แล้วก็ดูแลความปลอดภัยของทุกคน ตำรวจ ทหาร แล้วก็เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ส่วนก็ต้องมีหน้าที่อย่างนั้น ถ้าจะยกเลิกก็ต้องมีรูปธรรมชัดเจนว่าจะดูแลความปลอดภัยของทุกกลุ่มอย่างไร ถ้ายกเลิกไปเพื่อหวังให้มันเกิดเหตุวุ่นวายก็ไม่ดีแน่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า มีความเห็นอย่างไรกับบังเกอร์ของทหาร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่ทหารต้องมาอยู่นี้ เพราะเห็นว่าที่ผ่านมา มันเกิดเหตุรุนแรงกับประชาชนขึ้น เขาก็มาช่วยดูแลคุ้มครอง ในการดูแลคุ้มครองนี้เขาก็ต้องเผชิญกับคนที่มีอาวุธ เขาก็มีความจำเป็นในการป้องกันตนเอง ผมก็ไม่เห็นมันมีอะไรที่เป็นเรื่องที่ผิดปกติ หรือร้ายแรง จนกระทั่งเรายอมรับไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามผมบอกว่า ไม่มีบังเกอร์ แต่ว่า อย่างที่คุณถนอมใช้คำว่า มายิงกันอย่างเสรีทุกวัน มันจะดีสำหรับบ้านเมืองได้อย่างไร



