ข่าว

หนึ่งทศวรรษวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก

หนึ่งทศวรรษวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก

17 มี.ค. 2557

'มนัส บุญจำนงค์' แด่หนึ่งทศวรรษ วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]

 
                         คำของท่าน พุทธทาสภิกขุ ที่กล่าวว่า "เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างช่างน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย" น่าจะเหมาะกับ มนัส บุญจำนงค์ เจ้าของเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่น "เอเธนส์ 2004" รุ่นไลท์เวลเตอร์เวท (น้ำหนักไม่เกิน 64 กิโลกรัม) และ เหรียญเงิน ในรุ่นเดียวกันจาก "ปักกิ่ง 2008" มากที่สุด เพราะเขาถูกพูดถึงมากทั้งเรื่องความสามารถของคนบู๊หมัดมวย และในเรื่องส่วนตัว
 
                         หนึ่งทศวรรษกำลังจะผ่านพ้น สำหรับวีรบุรุษเหรียญทองคนนี้ แต่ภาพ "ฮีโร่" ของเขาหากเป็นภาพยนตร์ คงจัดอยู่ในประเภท "แอนตี้ฮีโร่" หรือขาดอัตลักษณ์และความมุ่งมั่นในแบบฉบับวีรบุรุษทั่วไป
 
                         เพราะก่อนหน้านี้ มนัส ได้สูญเสียไปหลายสิ่งทั้งความเชื่อถือของคนในครอบครัวและบุคคลทั่วไป รวมถึงทรัพย์สินเงินทอง ถึงขั้นอาจเรียกได้ว่า "ฮีโร่" ของใครหลายคนได้ตายไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาสูญเสียไปนั้น อาจจะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อดีตนักมวยวัย 33 ปีเช่นเขา ได้พบเจอก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วโอกาส ความไว้ใจ จากหลายคนก็ทำให้เขากลายเป็น นักกีฬาทีมชาติไทยคนแรกที่ได้เหรียญรางวัลโอลิมปิกสองครั้งซ้อน
 
                         แน่นอนระหว่างการขึ้นชก 8 หน บนสังเวียนเอเธนส์ และปักกิ่ง เขาพบอะไรมากมายที่เปลี่ยนชีวิต ความคิด และมุมมองของเขาไปตลอดกาลทั้งในด้านดีและไม่ดี บางทีมันอาจมาก่อนที่เขาไปถึงจุดหมาย ในรอบชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำ
 
                         เรื่องส่วนตัวของแต่ละคน คับแคบ กว้างใหญ่ไม่เท่ากัน การเจอสิ่งใหม่ ความยินดี ความเจ็บปวด และเสียงหัวเราะ จึงต่างความหมายกันไป เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ และกล้าได้กล้าเสีย ไม่มีโอกาสหรือความสัมพันธ์ใดๆ ที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป แต่ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต มันจะทำให้เราเติบโตและเข้าใจตัวเองมากขึ้นไม่ใช่หรือ
 
                         แต่สำหรับชีวิตนักมวยสากลสมัครเล่นคนหนึ่ง การได้เหรียญรางวัลโอลิมปิกสองสมัยนั้น มันกลับเป็นการตอกย้ำว่า ความบกพร่องใดๆ ใต้หนึ่งสมอง สองกำปั้น ของ มนัส ก็แทบจะไม่มีความหมาย ถ้าหากเขาไม่อนุญาตให้เห็น
 
                         แม้วันที่เขาแพ้ในรอบชิงชนะเลิศโอลิมปิกสมัย 2 ต่อ เฟลิกซ์ ดิอาซ จาก โดมินิกัน ถึง 4-12 เขาก็ยังยิ้มได้ เพราะเขาชกอย่างมีความสุข เขาชกด้วยหัวใจนักกีฬา แพ้ก็คือแพ้ ไม่ได้แพ้อย่างอดสู หรือชนะด้วยการโกง
 
                         ที่สำคัญไม่มีใครอยากเหนื่อย ไม่มีใครอยากเจ็บ สมจิตร จงจอหอ ถึงขนาดร่ำไห้ออกปากว่า ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บ ตลอด 12 ปีกว่าจะได้ เหรียญทองโอลิมปิก รุ่นฟลายเวท (น้ำหนักไม่เกิน 50 กิโลกรัม) ขณะที่ สมรักษ์ คำสิงห์ เหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นคนแรกของไทย ในรุ่นเฟเธอร์เวท (น้ำหนักไม่เกิน 57 กิโลกรัม) จาก "แอตแลนตา 1996" ก็เคยพูดประโยคกินใจไว้ว่า "ไม่มีลูกคนรวยคนไหนชกมวย ไม่มีคนรวยคนไหนยอมให้ลูกตัวเองเจ็บด้วยการชกมวย"
 
                         ดังนั้นชีวิตส่วนตัวของ มนัส จะลงเอยอย่างไรไม่รู้ ถึงรู้ก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะนั่นมันชีวิตของเขา เขาทำสิ่งใด เขาก็ได้รับสิ่งนั้นตอบแทน รู้แต่ว่าช่วงเวลาที่ได้เห็น มนัส ยืนบนแป้นรับเหรียญรางวัลโอลิมปิก...ช่างสวยงามจริงๆ
 
                         เพราะแม้ร่างกายมนุษย์ เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ที่สุดทางชีวภาพ โดยแรกเริ่มเดิมทีสารประกอบเคมีทั้งหลายผสมกันอย่างลงตัว เกิดเป็นสายโปรตีน ซึ่งมีความสามารถของสิ่งมีชีวิต แตกเพิ่มจำนวนได้ ซึ่งเรียกกันว่า "น้ำซุปแห่งชีวิต" หรือ พริมอร์เดียล ซุป อย่างไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดในจักรวาลจะมีได้ อาศัยเวลาแห่งวิวัฒนาการมาเป็นพันๆ ล้านปี จากสายโปรตีนธรรมดา ในน้ำซุปแห่งชีวิต กลายเป็นโครงสร้างสลับซับซ้อนกันมากขึ้น
 
                         ทว่าวิวัฒนาการเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้ร่างกายมนุษย์เป็นอมตะได้ แม้แต่นักกีฬา มนุษย์ที่ใช้ความมหัศจรรย์ที่สุดทางชีวภาพดังกล่าวได้คุ้มค่ามากที่สุดอาชีพหนึ่ง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถคงความเป็นอมตะได้เช่นกัน
 
                         และมนัสที่เคยใช้ความมหัศจรรย์ที่สุดทางชีวภาพในวัยหนุ่มด้วยการค้ากำปั้น สำหรับคนไม่รู้จัก เขาอาจเป็นใครสักคนที่พอเราเห็นก็อยากเดินหนี เนื่องจากท่าทีและบุคลิกพร้อมเสมอจะท้าตีท้าต่อย แต่ใช่หรือไม่เด็กหนุ่มคนเดียวกันก็มีคนในครอบครัวที่รักเขา รอคอยเขากลับไปกินข้าวเย็นพร้อมหน้าที่บ้าน!
 
                         จากเด็กหนุ่มจนถึงผู้ใหญ่วัย 33 ปี มนัส คนนี้ ก็ใช้ความมหัศจรรย์ที่สุดทางชีวภาพได้อย่างสุดคุ้ม แต่แน่นอนเขาก็ไม่สามารถทำให้มันเป็นอมตะได้ ความพยายามฟิตซ้อมเพื่อที่จะกลับมาติดทีมชาติเพื่อไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก "ลอนดอน 2012" อีกครั้ง โดยสามารถเอาชนะ ปิติพงษ์ สำเภาล่อน นักมวยรุ่นน้องไปได้ด้วยการสนับสนุนจาก สมรักษ์ แต่แล้วก็มีปัญหาเรื่องการฝึกซ้อมกับ สมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และในท้ายที่สุดก็ได้ตัดสินใจแขวนนวมไปในที่สุด
 
                         และนั่นอาจทำให้เขาต้องคิดถึงอนาคต เพราะแม้อายุ 33 ปี สำหรับมนุษย์เงินเดือนหลายคน มันอาจเป็นแค่วัยเริ่มต้นกอบโกย แต่สำหรับนักกีฬา เลข 33 หมายถึงวันหมดอายุ หรือใกล้บูดเต็มที่แล้ว เพราะหากนักกีฬาจะชิงใช้ความมหัศจรรย์ที่สุดทางชีวภาพได้คุ้มค่ากว่าคนทั่วไปมากเพียงใด ความมหัศจรรย์ดังกล่าวก็จะหมดเร็วขึ้นเท่านั้นเช่นกัน
 
                         อย่างไรก็ตามสำหรับเราคนไทยไม่ว่า มนัส จะเป็นความภาคภูมิใจของคุณหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเคยใช้กำปั้นคู่ของเขาหยิบเหรียญทองโอลิมปิก มาเก็บบนแผ่นดินทองของเรา มันเป็นสิ่งที่เงินมิอาจซื้อได้ เช่นเดียวกับที่เงินก็มิอาจซื้อความมหัศจรรย์ทางชีวภาพได้
 
                         แต่อดีตนักชกเช่นเขาก็ได้มอบสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง เป็นเวทีไม้ยกสูง ทรงสี่เหลี่ยมปูด้วยผ้าใบชื่อ "สังเวียนกำปั้น" ไว้ให้รุ่นน้องได้พิสูจน์ว่าความมหัศจรรย์ที่สุดทางชีวภาพ หากเราได้ใช้มันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แม้มันจะหมดอายุเร็วเท่าใด แม้ผลของมันอาจเป็นปรากฏการณ์หนเดียวในชีวิตของเรา แต่มันก็คุ้มค่า เพราะไม่มีใครเอาเงินซื้อมันไปได้...
 
 
 
------------------------
 
('มนัส บุญจำนงค์' แด่หนึ่งทศวรรษ วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected])