
'ประยุทธ์'เชื่อคำพูด'ป๋าเปรม'ไม่มีนัย
17 มี.ค. 2557
'ประยุทธ์' ยันไม่เคยรับสัญญาณพิเศษจากใคร เชื่อคำพูด 'ป๋าเปรม' ไม่มีนัย หนุน 6 องค์กรอิสระ หาทางออกปท. ชี้ โผทหาร เป็นเรื่องภายในคนนอกไม่มีสิทธิ์วิจารณ์
17 มี.ค. 57 เมื่อเวลา 08.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ อยากให้ ผบ.ทบ. ได้อ่านข้อความที่แกะสลักไว้ที่ใต้ฐานอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ที่ค่ายกฤษณ์สีวะรา อดีตผบ.ทบ. ที่จังหวัดทหารบกสกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร ที่ระบุว่า "ทหารเรายืนอยู่บนเกียรติอันสูงส่ง ที่ประชาชนคนไทยหวังเป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเขา" ซึ่งเป็นคำพูดที่ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เคยเอ่ยไว้กับเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ตนไม่เห็นมีปัญหาอะไร ไม่ได้ชักกระตุกตามที่สื่อมวลชนเขียน และไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพราะเป็นเรื่องของภายในที่มีการจัดตั้งอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ ที่ได้ทำคุณประโยชน์ ตนได้จัดให้ พล.อ.วิชิต ศรีประเสริฐ หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาเป็นตัวแทนไป เพราะตนติดภารกิจ โดยมี พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ได้เข้าไปดูพื้นที่และอนุสาวรีย์ฯ พร้อมกับกล่าวว่า "คำพูดนี้ก็ไพเราะดีนะ" ขณะเดียวกันอนุสาวรีย์ยังไม่มีความเรียบร้อย พล.อ.เปรม คงจะพูดว่า "ว่าง ๆ ก็ให้ ผบ.ทบ.มาดู และมาเยี่ยมบ้าง" ซึ่งตนก็ไปอยู่แล้ว ทั้งหมดก็แค่นั้น ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น
เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พล.อ.เปรม ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า "ใครวิพากษ์วิจารณ์ คุณวิพากษ์วิจารณ์เอง ไม่ใช่ผม วิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้ผมรับสัญญาณ แต่ผมไม่รับสัญญาณใครทั้งนั้น ผมคิดว่า พล.อ.เปรม เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เป็นบุคคลที่มีเกียรติในแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นท่านคงไม่ทำอะไรอย่างที่ทุกคนคิด และไม่จำเป็นที่ท่านจะฝากใครมา มีอะไรท่านสามารถพูดกับผมได้อยู่แล้ว คนในกองทัพทั้งกองทัพให้ความเคารพท่าน และคิดว่าท่านไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ทุกคนกลับไปคิดว่าท่านไม่อยู่ซ้ายก็ต้องมาอยู่ขวา บ้านเมืองแตกแยกเพราะแบบนี้ ทำไมไม่มองให้คนช่วยกันแก้ไขปัญหา ถ้ามันอยู่ซ้ายหรือขวาก็ดึงกลับมาตรงกลาง ทำไมไม่ทำแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า บางครั้งตนก็ไม่สบายใจ เข้าใจว่าสื่อก็ทำหน้าที่ ตนก็ทำหน้าที่ แต่บางครั้งก็ละเมิดกันมากเกินไป ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย วิจารณ์ทุกเรื่อง ทุกกระบวนการ มีแต่คนพูด มีแต่คนรู้ แต่ไม่มีคนทำ ตนคงทำงานบนความเกลียดชังและความไม่เป็นธรรมไม่ได้ กองทัพต้องทำงานภายใต้กฎหมาย มีคนบอกว่ากองทัพมีอำนาจมากมาย ตนอยากถามว่ามีอำนาจพอที่จะไปจับกุมใครได้หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีกระบวนการยุติธรรม หากทหารสามารถทำอะไรได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม จะเห็นได้ว่าทหารก็ต้องฟ้องร้อง ใช้อำนาจศาลในการปิดเว็บไซต์ และสถานีวิทยุต่างๆ ที่ผิดกฎหมายต้องหมายศาลทั้งสิ้น ไม่มีหมายทหาร
"วันนี้ทุกคนบอกว่าถึงเวลาที่ทหารต้องออกมาสักที สมมุติว่าเกิดจลาจลก็เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งต้องใช้กฎหมายทุกฉบับแต่อยู่ว่าจะใช้อย่างไรให้ถูกต้อง การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เริ่มมาจาก พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะกฎหมายปกติมีข้อจำกัดและข้อห้ามในการทำงานของเจ้าหน้าที่จึงเพิ่มกฎหมายพิเศษ โดยรัฐบาลไม่ใช่ทหาร และขึ้นอยู่ที่รัฐบาลว่าจะใช้ใครเป็นผู้รับผิดชอบอย่านำทุกอย่างมาพันกันโดยที่ไม่เข้าใจ ในเมื่อมองว่าสถานการณ์ยังไม่มีความรุนแรงมากนักก็มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแล ทหารก็เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ถึงแม้จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทหารก็เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานและออกทำงานได้เหมือนเดิม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ยอมรับความว่าการตั้งจุดตรวจความมั่นคง 176 จุด ยังไม่สามารถหยุดการกระทำที่รุนแรงได้ ทั้งนี้ต้องดำเนินการกับคนที่นำอาวุธสงครามมาใช้"
เมื่อถามถึง สถานการณ์ต่อจากนี้จะรุนแรงหรือไม่ เพราะมีการเปลี่ยนตัวประธาน นปช. เป็นนาย จตุพร พรหมพันธุ์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ให้ความสำคัญกับคนพวกนี้ จะมียุทธศาสตร์หรือไม่ ตนไม่สนใจเป็นเรื่องของคนทำผิดกฎหมาย ทุกพวกทุกฝ่าย เดี๋ยวจะหาว่าตนลำเอียง ก็ผิดกฎหมายกันทั้งหมด จะฝ่ายซ้ายหรือขวา ก็ผิดกฎหมายวันหน้าก็ต้องมาสู้กันด้วยกฎหมายและเดินเข้าสู่การลงโทษดำเนินคดีคนละหลายร้อยคดี ถามว่าฝ่าย นปช. มีอยู่กี่คดีในศาลและอยู่ระหว่างประกันตัวอยู่ใช่หรือไม่ และหากมีการยกเลิกประกันตัวก็เดือดร้อนมาประท้วงอีก สรุปแล้วประเทศนี้จะอยู่ด้วยอะไร อยู่ด้วยคนส่วนใหญ่หรือกฎหมาย และอย่าขอทุกกลุ่มอย่าทำผิดกฎหมายให้มากนัก
"จะมารบกับทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐก็เอา คนแบบนี้จะไปร่วมมือกับเขาได้อีกหรือ ถ้าต่อสู้ด้วยกระบวนการประชาธิปไตย หรือต่อสู้ด้วยความไม่ชอบธรรม ก็ว่ากันไป ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ แต่อย่าใช้ความรุนแรง แต่ถ้าใช้หลักการว่า ต้องสู้กับ ทหาร เจ้าหน้าที่ ใช้อาวุธสงความ ใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่ประกาศให้บุกธนาคารเพื่อเอาเงิน ให้ถาม ประธาน นปช.ว่า พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร มาถามเจ้าหน้าที่แล้วให้มาตอบสู้กับโจร ไม่ใช่เรื่อง ถ้าแรงใส่ทหารมา ผมก็แรง เพราะฉะนั้นจะมาสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ ผมถามว่า ประกาศชัดเจนจะมาสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ประกาศแบ่งโน้นแบ่งนี้ ก็ลองทำมาแล้วกัน ผมไม่ได้ท้าทาย แต่ผมไม่ยอมให้ใครมาแบ่งโน้นแบ่งนี้เหมือนกัน"
เมื่อถามว่า จะเป็นการผลัก นปช.ให้ไปอยู่อีกฝั่งหรือไม่ โดยเฉพาะการที่กองทัพแจ้งความดำเนินคดีกับฝ่าย นปช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถามว่าเขาทำผิดกฎหมาย ด่ากองทัพ อยู่หรือไม่ ถ้าไม่เกี่ยวกับกองทัพ ตนจะไปยุ่งอะไรกับเขา ส่วนตัวก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ต่างคนต่างไม่รู้จักกันและตนก็ไม่อยากรู้จักกับเขา แล้วจะไปขัดแย้งกับเขาตรงไหน เมื่อถามว่า จุดยืนของกองทัพอยู่ตรงไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กองทัพมีจุดยืนเป็นของประชาชนและประเทศชาติ แล้วตนไปยืนขัดกับเขาอยู่ตรงไหน ไปแย่งที่ยืนหรือไม่ มีแต่ที่ไปเขียนให้ตนกับเขาเป็นศัตรู เพราะตนไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่บางครั้งจำเป็นเพราะต้องปกป้องนำพากองทัพ ต้องดูว่ากองทัพทำหน้าที่อะไร ซึ่งหากกลุ่ม กปปส.พูดแบ่งแยกประเทศหรือล้มสถาบัน ตนก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน แต่นี้เขาพูดทำนองนี้หรือยัง ก็ยังไม่ได้พูด แล้ว นปช.พูดอย่างไร แล้วฝ่ายไหนต้องแก้ไขก่อน
เมื่อถามว่า ต้องพูดคุยกับประธาน นปช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาไม่มีเกียรติพอ และตนก็ไม่ให้เกียรติเขา ในเมื่อคนไม่รู้จักให้เกียรติคนอื่นแล้วตนจะให้เกียรติเขาทำไม เพียงแต่เสียดาย พ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่ให้คนเหล่านี้เดินนำหน้า มันไม่มีเกียรติ ถ้าอะไรไม่ชอบธรรมและไม่เหมาะสมก็ฟ้องร้อง เรียกมาตามกระบวนการ ไม่ใช่ไปด่าหรือไปยุ่งเกี่ยวสถาบัน ด่าทหาร ศาล องค์กรอิสระ โดนไปหมด ขอถามว่าคนพวกนี้หรือจะให้เป็นผู้นำเรา คนที่เป็นผู้นำได้ต้องมีเกียรติ และไม่ใช่มีด้วยตัวเอง แต่คนอื่นมีให้เอง แต่ถ้ายังใช้วิธีการเลวๆ พูดหยาบคาย ฟังไม่ได้ คนแบบนี้หรือที่ท่านจะให้เขาเป็นใหญ่ เหมือนเราไปยกย่องคนไม่ดีมาเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นวันนี้ คนไทยต้องตาสว่าง และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่มีใครได้อะไร ไม่มีใครแพ้ชนะ หรือสำเร็จมีแต่แย่ด้วยกันทั้งหมด พอทหารเข้ามาช่วย ก็ด่าเล่นงานทหารอีก มากล่าวหาว่าทหารไปแบ่งพวกแบ่งฝ่าย มันไม่ใช่ ถามว่าถ้าอยู่เฉยๆ ได้หรือไม่ ไม่ออกมาช่วยประชาชนก็ไม่ได้ ทหารที่ออกมาดูแล 60-70 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นลูกเป็นหลานทั้งสองฝ่าย แต่มีคนตรงกลางมายุแหย่ มวลชนที่อาจจะเป็นเครือญาติกับทหารที่ออกมาปฎิบัติหน้าที่ ต้องมาต่อสู้ มารบกันเอง ขอถามว่า คนแบบนี้เป็นผู้นำประเภทไหน ตนมองว่าเราต้องว่าจะดำเนินคดีกับคนพวกนี้อย่างไร ทั้งในส่วนที่พูดให้เกิดความเกลียดชัง พูดให้เกิดความรุนแรง ตอบโต้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ บุกรุกสถานที่ บุกเข้าธนาคารเอาเงินมาใช้ พูดอย่างนี้ได้อย่างไร
หนุน 6 องค์กรอิสระ หาทางออกประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 6 องค์กรอิสระ เตรียมหารือโรดแม็พ เพื่อเสนอทางออกให้ประเทศว่า ต้องถาม 6 องค์กรอิสระ ตนไม่ได้อยู่ในองค์กรอิสระ แต่อะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดความสงบสุข ความเรียบร้อย ไม่ผิดกฎหมาย ทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นเวลาที่น่าเบื่อหน่ายและน่ารำคาญให้ได้ก็ทำมา แต่อย่านำกองทัพไปอยู่ระหว่างความขัดแย้ง ตนคงตอบไม่ได้ว่าจะให้ทะเลาะกันต่อไป และใครจะเสนอวิธีการที่ไม่ต้องรบกัน ตนคิดว่าก็ดีทั้งนั้น ไม่ต้องไปเข้าข้างใคร ส่วนข้อเสนอของ 6 องค์กรอิสระ คือ การจัดตั้ง นายกฯ ตามมาตรา7 ของรัฐธรรมนูญ นั้น ต้องถามกลไกที่เกี่ยวข้อง ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไกตรงนั้น ทหารไม่ได้อยู่ในองค์กรอิสระ
ชี้ โผทหาร เป็นเรื่องภายในคนนอกไม่มีสิทธิ์วิจารณ์
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึง การเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 ว่า ก็เปลี่ยนมาทุกสมัย ใครจะรู้ดีกว่า ผบ.ทบ.และกองทัพบก การปรับย้ายหมุนเวียนกำลังพลของกองทัพบก แต่ละคนไม่ได้ทำงานเพียงงานเดียวแล้วโตขึ้นมา ต้องทำได้ทุกอย่าง ทุกที่ ถ้าใครคิดว่า ตนตั้งไม่ดีก็มาเป็น ผบ.ทบ.เอง ตนใช้อำนาจด้วยความเป็นธรรม ชอบธรรม ตนไม่ได้ตั้งวันนี้เพื่อวันนี้ แต่ตั้งเพื่ออนาคตรับสถานการณ์ที่จะตามมา เพราะฉะนั้นอย่าวิจารณ์ตนไม่ชอบ เพราะทุกคนไม่ได้อยู่กับตนมาตลอด และไม่ได้รับราชการในกองทัพบก ไม่สามารถวิจารณ์ได้ ถือเป็นเรื่องภายในของกองทัพบก อย่าทำให้ทุกอย่างเสียหาย อย่าวิจารณ์หรือคิดเอาเอง ทหารไม่เหมือนหน่วยงานอื่นตรงที่ทำงานมีความเสี่ยง ต้องรบกับอริราชศัตรู และการทำงานในกองทัพบกในระดับกองทัพภาค เขาทำด้วยหลักการ ไม่ใช่ทุกคนจะมองว่าเป็นวงศ์เทวัญ หรือ บูรพาพยัคฆ์ เป็นการตั้งมาเองทั้งนั้น อย่าตั้งส่งเดชและใช้คำพูดห่วยๆ ตนรับไม่ได้ เพราะเขาเติบโตตามช่องทางของเขา ทั้งนี้คนที่จะเติบโตเป็นแม่ทัพภาคได้ต้องหมุนเวียนมาจากคนที่เป็นผู้บังคับกองพล นั้นคือหลักการตั้งคนของกองทัพบก ไม่ได้ตั้งเพื่อตอบแทนหรือทำอะไรให้ตน ไม่ได้ตั้งเพื่อมาเปิดประตูหรือขัดรองเท้าให้ตน พวกเขาทำงานให้กองทัพ แล้วมาบอกว่าเขาทำงานให้เสื้อสีโน้นสีนี้ในปี 2553-2554 นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของงานที่เขาทำ พวกเขาทำงานมากกว่านั้น ทำตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งด้ายชายแดนหรือด้านอื่นๆ ทำไมมองจุดเล็กจุดน้อย เอาเรื่องต่างๆ มานั่งเขียนนิยายกัน ให้คนมาอ่านแล้วเข้าใจผิด ควรระวังการพิจารณ์ด้วย ถ้ามองว่า กองทัพบก ปรับย้ายคนโน้นคนนี้ไม่ได้ ต่อไปก็แยกกันอยู่ในแต่ละกองทัพภาค
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว่า ตนมีสิทธิ์แต่งตั้งจะให้ใครมาดำรงตำแหน่งอะไร ไม่ใช่เรื่องคนนอกกองทัพจะมาวิจารณ์ ซึ่งตนมองว่าตั้งไปแล้วจะทำงานได้หรือไม่ถ้าไม่ได้ก็ย้ายใหม่ ตนรู้ว่าจะดูแลกองทัพอย่างไร เพราะอยู่ในราชการเกิน 35 ปี รู้หลักคุณธรรมจริยธรรม ถ้าไม่รู้ดูแลกองทัพไม่ได้ บางคนฉลาดกว่าตน วันหน้าก็ต้องมารับหน้าที่ต่อจากตน แต่ตอนนี้ตนมารับหน้าที่นำกองทัพให้ขับเคลื่อนหมุนเวียน ใครที่ออกไปโตเป็นนายพล ก็ต้องคอยเวลา มีความจำเป็นต้องขึ้นก็มาก่อน หมุนเวียนกันไป ตนสร้างระบบนี้มา 34 ปี ตนไม่ได้มอบตำแหน่งให้เพื่อให้มาดูแลตน พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพน้อยที่1 ก็ไม่ได้มาเปิดประตูให้ ตนสั่งงานเขาก็ทำตามหน้าที่ ขึ้นอยู่ว่าจะโตที่ตรงไหนของกองทัพ ไม่มีคำว่าพวกโน้นพวกนี้ มีแต่กองทัพบกของประชาชน สถาบัน ชาติ ศาสนา ไม่มีพวกใคร หากมีตนก็ไม่ให้โต
บุกเขา 'บูโด' พื้นที่ซ่องสุม-ฝึกอาวุธอาร์เคเค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปประชุมร่วมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ. รมน.ภาค 4 สน.) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ (ฉก.นย.จชต.) กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กกล.ตร. จชต.) ที่ค่ายจุฬาภรณ์ จ.นราธิวาส พร้อมทั้ง เข้ารับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของกองร้อยทหารพราน (ทพ.) เขาบูโด พร้อมเข้าตรวจเยี่ยมและมอบแนวทางปฏิบัติที่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ทพ.4109 บริเวณเขาบูโด ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เทือกเขารอยต่อ 3 จชต. นอกจาก เทือกเขาตะเว เมาะแต กูนงจองนอง แหล่งซ่องสุม และฝึกอาวุธของอาร์เคเค ซึ่งที่ผ่านมาทหารพรานเปิดยุทธการในการกวาดล้างมาหลายครั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเดินทางไปเขาบูโด เป็นการไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ ต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวซึ่งกว้างใหญ่หลายพันไร่เกิดความปลอดภัย ไม่ให้เป็นที่ซ่องสุมกำลังและค่ายฝึกอาวุธ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทำลายแหล่งซ่องสุมในหลายพื้นที่บนเทือกเขารอยต่อ 3-4 จังหวัด โดยเฉพาะ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ทั้งนี้ได้แบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 3 ส่วน คือ ป่าเขา ชนบท และ ในเมือง ถือว่าพื้นที่รับผิดชอบกว้างใหญ่ จึงต้องกระจายกำลังออกไปทุกส่วนเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ซึ่งขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา ตราบใดทุกกลุ่มยังไม่ได้ข้อยุติร่วมกันว่าจะหยุดการก่อเหตุ การบาดเจ็บสูญเสีย ก็ยังมีอยู่ แม้จะปรับแผนงานและการปฏิบัติอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม เนื่องจากเรากำหนดเป้าหมายอ่อนแอไว้หลายกลุ่ม ซึ่งผู้ก่อความรุนแรงหาจังหวะในการลอบทำร้ายตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงต้องระมัดระวังในการปฏิบัติ และปรับยุทธวิธีให้เหมาะสม
ผบ.ทบ.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยกับแนวทางตามกฎหมาย ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ และยังมีบางกลุ่มที่ต่อสู้ด้วยความรุนแรงเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่อันตราย เพราะไม่เลือกเป้าหมาย พร้อมกระทำต่อประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ และมุสลิม ซึ่งเขาก็ต้องถูกประณาม และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนของฝ่ายผู้ก่อความรุนแรง เพราะแนวทางตรงนี้ไม่มีทางสำเร็จได้
ห่วง 'ไทยพุทธ' ตกเป็นเป้า
ที่สโมสรร่มเกล้า ภายในค่ายจุฬาภรณ์ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พล.อ.ประยุทธ์ และคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบก ได้เดินทางมาประชุมร่วมกับผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา รวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และตัวแทนผู้บัญชาการตำรวจศูนย์ปฏิบัติการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในรอบเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งผลการปฏิบัติงานทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกองทัพบกที่มอบให้นำมาแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ทั้งนี้ พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เป็นผู้บรรยายสรุปผลความคืบหน้าการปฏิบัติงานด้านยุทธศาสตร์ และการปราบรามกลุ่มก่อความไม่สงบ รวมไปถึงภัยแทรกซ้อนในห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะความคืบหน้าเรื่องคดีสำคัญต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่สามารถคลี่คลาย และทราบตัวคนร้ายจนนำไปสู่การออกหมายจับ โดยใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าที่ประชุม
หลังเสร็จสิ้นจากการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือ เรื่องของงานป้องกันในเชิงลับ การป้องกันเป้าหมายอ่อนแอ คือ พระ ครู และประชาชนชาวไทยพุทธ ซึ่งเราได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เขตที่อยู่ในป่าเขา เขตเมือง และเขตชั้นใน ซึ่งชั้นในนั้นเราดูแลได้ทั่วถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่พื้นที่โดดเดี่ยวห่างไกลยังดูแลยากอยู่ แต่เราก็ได้จัดชุดตั้งจุดตรวจและมีการจับกุม ซึ่งมีอีก 1 ปัญหา คือ เรื่องของความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างครอบครัวต่อครอบครัว ซึ่งมีการเรียกใช้บริการของกลุ่มก่อเหตุรุนแรงมาแก้แค้น อีกฝ่ายต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล จึงทำให้เกิดความหวาดระแวงกันและกัน
อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้แม่ทัพภาค 4 ไปทำความเข้าใจและเรียกกลุ่มที่มีความขัดแย้งในพื้นที่มาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก โดยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวประสานรอยร้าว อันทำให้พื้นที่นั้นๆ ลดความรุนแรงลง เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มก่อเหตุรุนแรง ฉวยโอกาสนำไปเป็นประเด็นในการปลุกระดมชวนเชื่อและโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ต่อไปแล้ว
ยังไม่สั่งเลิกบังเกอร์-ลดกำลังทหาร รอชัดเจนเลิกฉุกเฉิน 18 มี.ค.
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวถึงกรณีศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็น พ.ร.บ.ความมั่นคง แทนในวันที่ 18 มี.ค. โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศรส. เสนอให้ทหารยกเลิกบังเกอร์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะไม่มีความจำเป็นแล้ว ว่า จริงๆ แล้วไม่อยากให้เรียกว่าบังเกอร์ เพราะการวางกำลังทหารตามจุดต่างๆ ก็เพื่อเฝ้าระวังการก่อเหตุร้าย ซึ่งปัจจุบันก็มีการใช้อาวุธ และในบางจุดที่มีสิ่งปลูกสร้างกำบังอยู่ก็ไม่มีบังเกอร์แต่อย่างใด
พ.อ.วินธัย ระบุว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีการสั่งการในเรื่องการปรับบังเกอร์ รวมทั้งการปรับกำลังทหารตามจุดต่างๆ ซึ่งขณะนี้ใช้กำลังประมาณ 5,000 นาย อย่างไรก็ตาม ต้องรอความชัดเจนในวันที่ 18 มี.ค.อีกครั้ง



