ข่าว

ปชป.หนุน'7องค์กรอิสระ'หาทางออกปท.

ปชป.หนุน'7องค์กรอิสระ'หาทางออกปท.

15 มี.ค. 2557

'ปชป.' หนุน '7 องค์กรอิสระ' หาทางออกให้ประเทศ พร้อมแนะ 3 กรอบเจรจา จี้ 'ยิ่งลักษณ์-จารุพงศ์' ร่วมมือ

 
                         15 มี.ค.57 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้ 7 องค์กรอิสระ ระบุว่าพร้อมเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหา และหาทางออกให้ประเทศไทย ทั้งนี้เห็นว่าพรรคพร้อมรับฟังและพิจารณาจุดยืนรวมทั้งโรดแม็ป คิดว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองพรรคไม่ขัดข้อง การที่ 7 องค์กรจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพน่าจะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายยอมรับได้ เพราะ 7 องค์กรอิสระนี้เป็นคนกลางที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
 
                         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่จะเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หรือการทำโรดแม็ป ควรคำนึงถึงหลัก 3 ประการ ในการนำเสนอจุดยืน คือ 1.คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมในการที่จะนำเสนอโรดแม็ปต่างๆออกไปสู่สาธารณะชน 2.ยึดหลักนิติธรรมเพื่อทำให้เกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย 3. การดำเนินการใด ที่เป็นการขัดกฎหมาย หรือกระทำผิดกฎหมายที่ผ่านมาควรเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดความจริงต่างๆ และถ้าเราสามารถดำเนินการไปตามหลักทั้ง 3 ประการ ก็น่าจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
 
                         นายองอาจ กล่าวว่า กรณีที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคได้ออกมา ประกาศสนับสนุน ถึงความพยายยามของ 7 องค์กรในการเสนอแก้ไขปัญหาของประเทศนั้น อยากให้พรรคเพื่อไทย สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่สนับสนุนด้วยวาจาเท่านั้น เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลได้แสดงให้เห็นบ่อยครั้งว่า ไม่ได้สนับสนุนการทำงานของ 7 องค์กรอย่างแท้จริง และถ้าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มคนเสื้อแดง อยากจะสนับสนุน 7 องค์กร ก็ควรบอกคนเสื้อแดงเลิกไปคุกคาม 7 องค์กร เพื่อแสดงถึงความจริงใจ การดำเนินการของ 7 องค์กร
 
                         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนไม่เชื่อมันว่าพรรคเพื่อไทย จะสนับสนุนอย่างเต็มที่อย่างที่นายจารุพงศ์ พูด คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะนี้ กำลังตรวจสอบกรณีจำนำข้าวของนายกรัฐมนตรี และถ้าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอยากจะสนับสนุน 7 องค์กรจริง ควรกระซิบน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า การตรวจสอบการจำนำข้าว ควรสนับสนุนการทำงานของป.ป.ช. ตามที่ป.ป.ช.กำหนด ไม่ควรใช้ท่าที ที่ถ่วงเวลาหรือยื้อเวลาออกไป
 
                         นายองอาจ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนเป็นรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับที่จะสนับสนุน การทำงานของหลายองค์กรในจำนวน 7 องค์กร หวังว่าถ้าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล สามารถช่วยทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็อยากให้นายจารุพงศ์ และแกนนำคนสำคัญในรัฐบาลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทำให้การทำงานของ 7 องค์กร  สามารถช่วยแก้ไขปัญหาตามเจตนารมณ์ของ 7 องค์กร โดยหารือและพยายามที่จะเสนอจุดยืนเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายพยายามไม่ยึดตัวเองเป็นหลัก และพิจารณาข้อเสนอของ 7 องค์กรจะช่วยทำให้การดำเนืนการของ 7 องค์กรบรรลุผลสำเร็จได้
 
 
'องอาจ' ตำหนิ 'ยิ่งลักษณ์' ใช้มุขน้ำตาคลอเบ้า แนะเปลี่ยนนิสัย
 
 
                         นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี พบว่าระยะหลังมาได้ออกลีลา น้ำตาคลอเบ้า อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะล่าสุด หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องอย่านำกฎหมายมาห้ำหั่นกัน และระยะหลังๆทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาคลอเบ้า เสมือนถูกโดดเดี่ยวให้ต้องมารับผิดชอบการกระทำความผิดต่างๆ โดยที่อาจไม่คิดว่าเรื่องต่างๆที่ทำไปจะขัดกฎหมายหลายครั้ง
 
                         “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรเอากระจกส่องดูตัวเองว่า ถ้าคณะและบางคนในครอบครัว ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย คงไม่มีใครเอากฎหมายมาห้ำหั่นได้ สาเหตุที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกฟ้องร้องเพราะทำผิดกฎหมายหลายเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำตัวเอง สร้างความเข้าใจผิดว่าถูกรังแก ทั้งที่ก็ทราบดีว่าไม่มีใครไปรังแกได้หากทำทุกอย่างถูกต้อง มีคนจับได้ไล่ทันก็เบี่ยงเบนประเด็น เอาน้ำตามากลบเกลื่อนปัญหา” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
 
                         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ควรเลิกพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ และเคารพกฎหมาย เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างสง่างามน่าจะดีกว่าพยายามใช้วิธีการบิดเบือน เพราะไม่ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่จะเป็นการทำลายสถานการณ์ ความเป็นผู้นำให้ตกต่ำ ดังนั้นการพิสูจน์ตัวเองด้วยกระบวนการยุติธรรม น่าจะช่วยทำให้สถานะ การเป็นนายกฯไม่ตกต่ำลงไป
 
 
'ปชป.' ย้อน 'ปู-พท.' ทำปท.เสียโอกาสพัฒนา
 
 
                         นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยระบุว่า การวินิจฉัยว่าร่างพ.ร.บ.เงินกู้เป็นโมฆะ มีความผิดปกติโดยพยายามเทียบเคียงกับ โครงการไทยเข้มแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยชี้ให้เห็นว่าใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเอง และเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง ซึ่งยืนยันว่าโครงการไทยเข้มแข็ง กับโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เรื่องชื่อของโครงการ คือ โครงการไทยเข้มแข็ง เป็นพ.ร.ก.ให้อำนาจการกู้เงิน ดังนั้นความแตกต่าง คือ เมื่อประชาธิปัตย์ออกเป็นพ.ร.ก. ไม่ได้ถูกตรวจสอบตามมาตรา 169 เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ แต่การออกพ.ร.ก.จะถูกตรวจสอบ ตามมาตรา 184 ในสาระเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่  มีวิกฤติทางเศรษฐกิจหรือไม่ คำตอบคือใช่ทั้งหมด
 
                         โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยได้ว่า การออกพ.ร.ก.ของพรรคประชาธิปัตย์สามารถทำได้เพราะเป็นพ.ร.ก. มีความจำเป็นเร่งด่วน มีวิกฤติเศรษฐกิจไม่สามารถใช้ระบบงบประมาณปกติได้ เนื่องจากเพดานเงินกู้ของประเทศไทยเต็มวงเงิน เราไม่สามารถใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ปิดหีบงบประมาณไม่ลง รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงตัดสินใจกู้พ.ร.ก. 4 แสนล้าน เพื่อปิดหีบงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ศาลจึงพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงมีคำสั่งอนุมัติให้ใช้เงินได้
 
                         นายชวนนท์ กล่าวว่า กรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า การเสียบบัตรแทนกันและการลงคะแนนทั้งหมดเป็นโมฆะนั้น ถือว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ และยังพูดว่าเสียบไม่กี่คน
 
                         “ที่พ.ต.ท.ทักษิณมีที่ปรึกษาทางกฎหมายแบบนี้ ถึงได้ยังเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ เพราะชัดเจนแล้วว่าทุจริต โกงก็คือโกงการเสียบบัตรแทนกัน ยังขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 และมาตรา 126 วรรค 3 กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญตลอดเวลา ไม่เห็นจะต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลเลย จึงเป็นเจตนาที่จะโจมตีองค์กรอิสระมาตลอด เพราะฉะนั้นคนที่ทำให้ประเทศเสียโอกาส คือ พรรคเพื่อไทยและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่นำแนวคิดเอาโครงการต่างๆมารวบยอด ยกออกนอกงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนา และทำงานแบบไม่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์หรือองค์กรอิสระหรือผู้ชุมนุม” นายชวนนท์ กล่าว
 
 
'ปชป.' จี้ 'พท.' เคารพการทำงาน 'องค์กรอิสระ'
 
 
                         นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีที่ 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เตรียมแสดงจุดยืนในวันจันทร์นี้ เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาให้ 2 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง ลดการเผชิญหน้า รับฟังความเห็นของแต่ละฝ่าย และเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับในข้อเสนอของแต่ละฝ่ายแล้ว ทั้ง 7 องค์กรก็พร้อมเป็นสักขีพยาน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ในเรื่องเจรจา หาทางออกให้กับประเทศ
 
                         “ทางออกของประเทศที่ดีที่สุด คือ ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ วันนี้สิ่งแรกที่ 7 องค์กรจะต้องให้พรรคเพื่อไทยยืนยันคือ ให้เคารพการทำงานขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญทั้ง 7 องค์กร เพราะตราบใดยังถูกคุกคาม ตนคิดว่าไม่มีข้อเสนออะไรที่พรรคเพื่อไทยจะไปยอมรับ จะมีก็แต่ว้าถ้า 7 องค์กรเสนออะไรมาหากพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยจะได้ถล่ม 7 องค์กรเสียทีเดียว ระเบิด M79จะได้ลงทีเดียวทั้ง 7 องค์กร หรือคนเสื้อแดงจะได้ล้อมทีเดียวทั้ง 7 ที่” นายชวนนท์ กล่าว
 
                         นายชวนนท์ กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนที่มีคดีความ พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกกรณี จะไม่มีใครหนีออกจากกระบวนการยุติธรรมเด็ดขาด จึงขอให้ 7 องค์กรช่วยใช้อำนาจของท่านให้เด็ดขาด บอกน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ทุกฝ่ายเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นทางออกแรกที่ทุกฝ่ายยอมรับ และไม่มีใครมาต่อรองได้ ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมตรงไปตรงมาด้วย เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ของการฟื้นฟูประเทศสู่ความปรองดองสมานฉันท์
 
 
'ปชป.' ซัด 'รบ.วัวพันหลัก' ไร้ทางออกชาวนา จี้นำงบฯกลางช่วย
 
 
                         นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่ากรณีโครงการรับจำนำข้าว มีแนวโน้มว่านายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะไม่จัดหาแหล่งเงินสำหรับจ่ายให้เกษตรกร โดยกลับหลังกลางอากาศเปลี่ยนวิธีคิดเรียบร้อย เพราะคงเกรงว่าตัวเองจะต้องถูกดำเนินคดีภายหลัง เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถระบายข้าวได้เดือนละ 8,000-9,000 ล้านตัน นำมาคืนให้คลังหลวงทันวันที่ 31 พ.ค.นี้
 
                         “เรื่องนี้คือการทำลายพี่น้องชาวนาที่แท้จริง การทำงานแบบคิดไม่รอบคอบหละหลวม ละเลย โดยเฉพาะการทุจริตทำให้วันนี้รัฐบาลกลายเป็นวัวพันหลัก ไม่มีทางออกให้ชาวนา ผมเรียกร้องว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  และนายกิตติรัตน์เป็นผู้สร้างปัญหาเรื่องนี้ ต้องกล้าที่จะเซ็นยืมเงินจากงบกลาง โดยไม่เอาข้าราชการมาเกี่ยวข้อง และหากเมื่อถึงวันที่ 31 พ.ค.แล้วรัฐบาลไม่สามารถคืนได้ตามที่คุยโอ้อวด ก็เดินเข้าคุกไปพร้อมๆกัน ทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ แต่เงินต้องจ่ายให้ชาวนา ต้องกล้าเสี่ยงเพื่อประชาชนบ้าง” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าว
 
 
'ปชป.' เตือน 'ศรส.' ทำงานอย่าใช้อารมณ์ หลังศาลแพ่งคุ้มครอง 'สาธิต'
 
 
                         นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่ากรณีที่ศาลศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และไม่ให้เนรเทศนายสาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดีย ออกนอกราชอาณาจัก ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ประกาศ และนัดไต่สวนคดีเพิกถอนถิ่นที่อยู่อาศัยว่า ชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ ศรส.ใช้อารมณ์นำข้อกฎหมาย ข่มขู่คุกคามการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญของประชาชน เพราะนายสาธิตไม่ได้ทำอะไรที่ละเมิดกฎหมาย ถึงขนาดถูกเนรเทศ และการแสดงออกของนายสาธิตก็ไม่ได้ทำร้ายประเทศไทย
 
                         ดังนั้นอยากให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ปฏิบัติหน้าที่รมว.แรงงาน และนายธาริต เพ็งดิษย์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งหลักให้ดี เพราะเอาอารมณ์อยู่เหนือกฎหมาย เอาความรู้สึกส่วนตัวมาคุกคามประชาชน วันหนึ่งจะต้องได้รับกรรมในสิ่งที่กระทำเกินขอบเขต
 
                         “พรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมาย รวบรวมและระบุความผิดการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ของคุณธาริตไว้มากมาย ในแต่ละกรณีเพื่อดำเนินคดีทั้งการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ และมีส่วนร่วมที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิต ซึ่งพรรคได้ดำเนินการตามข้อกฎหมาย และหวังว่าข้าราชการที่ทำงานในศรส. จะไม่เดินตามรอยหรือให้ความร่วมมือกับนักการเมือง หรือผู้บังคับบัญชาที่คิดมิชอบกับประชาชน” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
 
 
'จุฤทธิ์' โวย 'พาณิชย์' เปิดนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบเอื้อบ.ไบโอดีเซลฟันกำไร
 
 
                         นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันว่า รัฐบาลโดยนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  เปิดให้ประเทศมาเลเซียได้โควตาในการที่ประเทศไทย นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ จำนวน 20,000 ตัน ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันในประเทศไทยตกลงทันที เหลือราคากิโลกรัมละประมาณ 4 บาทการที่รัฐบาลอ้างว่าต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ เป็นเพราะราคาน้ำมันปาล์มแบบบรรจุขวดจะสูงขึ้นนั้น ที่จริงแล้วราคาน้ำมันปาล์ม แบบบรรจุขวดในขณะนี้ยังอยู่ที่ขวดละ 42 บาท แต่ส่วนที่ขาดแคลนน้ำมันปาล์ม คือ บริษัทผู้ผลิตไบโอดีเซลรายใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ต้องการซื้อน้ำมันปาล์มดิบในราคาถูกจากประเทศมาเลเซีย มาใช้ผลิตไบโอดีเซล เพื่อทำให้ตัวเองมีกำไรจำนวนมาก เรื่องนี้จึงเป็นการช่วยเหลือนายทุนผู้ค้าน้ำมัน
 
                         นายจุฤทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยระบุว่า ต้องการช่วยประชาชนและเกษตรกรที่ยากจน ดังนั้นกรณีของปาล์มน้ำมันกลายเป็นสินค้าเกษตรอีกชนิด ที่ถูกรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยทำลายกลไกการตลาดลงโดยสิ้นเชิง นอกเหนือจากกรณีของข้าวและยางพาราที่ประสบปัญหาดังกล่าวจนทำให้ราคาตกลง
 
 
'ราเมศ' สอน 'ยิ่งลักษณ์' เป็นผู้นำต้องเคารพกม.
 
 
                         นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานด้านกฎหมาย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ยุติการให้ข่าวในลักษณะทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมาย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำ อย่าออกมาพูดในสิ่งที่ขัดต่อหลักความถูกต้องของกฎหมายบ้านเมือง เพราะสะท้อนถึงวุฒิภาวะผู้นำประเทศ
 
                         “ประเทศไทยปกครองโดยระบบนิติรัฐ และกฎหมายไม่เคยลิดรอนสิทธิ หรือตัดสิทธิใครที่กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จะลิดรอนสิทธิของคนที่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันตุลาการ  ที่มีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามรัฐธรรมนูญเราจึงต้องให้ความเคารพ เพราะถ้าไม่เคารพกฎหมายหรืออำนาจตุลาการ บ้านเมืองไม่มีวันสงบสุข ทุกคนจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอกันหมด หากประชาชนทั่วไปที่มีคดีอยู่ที่ศาล ไม่ยอมรับอำนาจศาลที่ตัดสินแล้ว บ้านเมืองจะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร คงวุ่นวายปั่นป่วน การที่สังคมกล่าวกันว่า สถาบันตุลาการเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประเทศและประชาชนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าทำผิดใดๆมา สุดท้ายก็มาตัดสินที่สถาบันศาล และเป็นที่เดียวที่พวกเขาวิ่งเต้นไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีทำลายสถาบันตุลาการ” นายราเมศ กล่าว
 
                         นายราเมศ กล่าวว่า ตนเคยเก็บสถิติคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยตัดสินวินิจฉัยให้เป็นผลดีกับรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหลายเรื่อง ซึ่งเมื่อคดีสมประโยชน์ก็เงียบ แต่พอไม่สมประโยชน์ตามที่คาดก็ออกมาโวยวายใช้สารพัดวิชามาร ดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งใช้ความรุนแรง ทั้งใช้อาวุธและมวลชนกดดันข่มขู่ จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ช่วยกันปกป้องและเป็นกำลังใจให้สถาบันตุลาการ ในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ให้ถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยว เพื่อที่จะได้อยู่เป็นหลักให้กับประเทศชาติต่อไป
 
                         “ขอฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่าไม่ต้องให้สัมภาษณ์น้ำตาคลอทุกครั้งที่นักข่าวถามเรื่องนี้ เพราะความจริงแล้วคนที่น้ำตาคลอ ควรจะเป็นพี่น้องคนไทยที่โชคร้าย มีรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาบริหารประเทศจนสร้างปัญหารุมเร้ามากมายอย่างที่เป็นอยู่” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าว
 
 
'ปชป.' ย้ำอนาคตของประเทศไม่ได้อยู่ที่เงินกู้ 2 ล้านล้าน
 
                         นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของรัฐบาล มีงบประมาณเกือบครึ่งเป็นงบที่จะนำไปสร้างรถไฟความเร็วสูง คนที่เดือดร้อนคือคนของรัฐบาล  และคนที่ไปซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร เท่านั้นในส่วนของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เดือดร้อน  ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างเช่นภาคอีสาน ไปแค่โคราช และภาคใต้ไปแค่หัวหิน ภาคตะวันออกก็ไปแค่พัทยา ในส่วนภาคเหนือ ก็คิดว่าคนภาคเหนือไม่ได้ต้องการ รถไฟความเร็วสูงไปไว้ขนผัก อยากให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯไปถามผวจ.จังหวัดในภาคเหนือ เช่น แพร่ อุตรดิตถ์ น่าน ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดออกมาให้สัมภาษณ์ว่า  ต้องการรถไฟรางคู่เพื่อไปทางภาคเหนือขนสินค้าเกษตรต่างๆ
 
                         “คนที่มาร้องแรกแหกกระเฌอ ว่าเงินกู้ 2 ล้านล้าน ถ้าไม่ได้รถไฟความสูง ก็ไม่มีใครมาเดือดร้อนด้วย จะมีก็เป็นคนฝั่งรัฐบาลที่ไปซื้อที่ดินเก็งเอาไว้ และปรากฏว่าเมื่อโครงการไม่ผ่าน เข้าใจว่า เจอปัญหาทุนจม ต้องแบกรับภาระ เรื่องการไปซื้อที่ดินไว้เก็งกำไรอีกนานพอสมควร” นายจุฤทธิ์ กล่าว
 
                         รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยไม่ได้กู้ 2 ล้านล้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาประเทศจะจบลง เพราะสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โครงการสถานีรถไฟที่บางบำหรุ ที่เชื่อมต่อหลายเส้นทาง บางส่วนเสร็จแล้ว บางส่วนที่เชื่อมรถไฟฟ้ากำลังก่อสร้างอยู่ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทำได้ ไม่ต้องกู้ 2 ล้านล้าน และตอนนี้ก็ใกล้เสร็จแล้ว
 
                         “อนาคตประเทศไทยไม่ได้ผูกกับโครงการเงินกู้ 2ล้านล้าน อย่างที่รัฐบาลพยายามประชาสัมพันธ์ที่สำคัญ อีกมุมถือเป็นความโชคดีของประเทศไทย เพราะภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ วันนี้แค่เงิน1.3 แสนล้านบาท  ที่จะเอาไปใช้หนี้ชาวนายังไม่มีเลย แล้วถ้ากู้ 2 ล้านล้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็คงไม่มีปัญหามาใช้หนี้ และวันนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจจะไม่ได้อยู่บนแผนดินไทยแล้ว” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าว
 
                         นายจุฤทธิ์ กล่าวว่า การใช้งบประชาสัมพันธ์โครงการเงินกู้ 2ล้านล้าน จำนวน240 ล้านบาท ที่ขณะนี้เรื่องอยู่ในป.ป.ช.  เพราะพบว่ามีการทำผิดใน 3 เรื่อง คือ 1. มีการใช้งบประมาณมากผิดปกติ ในการประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่มีสำนักนายกรัฐมนตรีมา การใช้งบประมาณ ประชาสัมพันธ์ปีละ ไม่เกิน5 -10 ล้านบาท แต่ในปี 2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้งบประมาณผ่านสำนักเลขานายกรัฐมนตรี ใช้ไป 200 ล้าน
 
                         รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 2. ผิดกฎหมายป.ป.ช . มาตรา 103/7 ผิดเพราะกฎหมายป.ป.ช. บังคับให้ทุกหน่วยงานของรัฐ จะต้องประกาศราคากลางในเวปไซด์ และข้อดังกล่าวเป็นมติครม.ของน.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ที่ออกในวันที่12 ก.พ. 2556 ดังนั้นโครงการดังกล่าวจึงผิดกม.ป.ป.ช.มาตรา 130/7 และผิดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บอกว่าต้องมีการประกาศราคากลางในเวปไซด์ แต่โครงการดังกล่าวไม่มีการประกาศราคากลาง และ 3.ผิดที่มีพฤติกรรมผิดปกติ คือตั้งแต่มีประเทศไทยมา ยังไม่เคยมีการใช้งบประชาสัมพันธ์ โครงการล่วงหน้าก่อนที่งบประมาณจะผ่าน