
ย้อนมองวิกฤติซีเรียหลังสามปีผ่าน
16 มี.ค. 2557
ย้อนมองวิกฤติซีเรียหลังสามปีผ่าน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
ในโลกที่วุ่นวาย มีวิกฤติขัดแย้งให้เบนความสนใจได้เรื่อยๆ หลายคนอาจลืมไปบ้างแล้วว่า สงครามกลางเมืองในซีเรียยังดำเนินอยู่ เมื่อเหตุนองเลือดยืดเยื้อมาถึงเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วในเดือนมีนาคม 2557 นี้ ได้เวลาควรย้อนดูอีกสักครั้งว่า วิกฤตินี้มีที่มา และเกิดอะไรขึ้นบ้างในสามปี
จุดเริ่มต้น หลายคนจำได้ว่า กระแสลุกฮือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบอบผูกขาดอำนาจในซีเรีย เป็นส่วนหนึ่งในกระแสอาหรับสปริง ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือช่วงปี 2554 แต่น้อยคนนักจำได้ว่า ก่อนลามเป็นสงครามกลางเมืองมีผู้เสียชีวิตเรือนแสน จุดเริ่มของการท้าทายประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด มาจากการพ่นข้อความเรียกร้องการลุกฮือที่กำแพงโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองดารา เมืองเล็กๆ ติดชายแดนทางใต้
กองกำลังความมั่นคงบุกกวาดจับและกระทำทารุณสั่งสอนนักเรียนชายวัยรุ่นจำนวนหนึ่งทันที จึงมีกระแสชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวในเดือนมีนาคม 2554 ฝ่ายรัฐที่ชินแต่การใช้อำนาจ กราดยิงใส่ผู้ประท้วงที่ชุมนุมอย่างสันติ มีผู้เสียชีวิตหลายคน แต่ยิ่งใช้ไม้แข็งเท่าไหร่คนก็ยิ่งออกมา การชุมนุมขยายออกไปทั่วประเทศในเดือนกรกฎาคม 2554 เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอัสซาดลาออก
เริ่มใช้ความรุนแรง ฝ่ายต่อต้านเริ่มจับอาวุธ ตอนแรกเพื่อป้องกันตัวเอง ต่อมาเพื่อขับไล่กองกำลังความมั่นคงออกจากพื้นที่ตัวเอง สถานการณ์ถลำลึกเป็นสงครามกลางเมือง เมื่อฝ่ายต่อต้านรุกรบกับทหารรัฐบาลเพื่อยึดเมืองต่างๆ และพื้นที่แถบชนบท จนถึงพื้นที่กรุงดามัสกัส และเมืองอเล็ปโป เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศในปี 2555
ฝ่ายต่อต้าน แตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า และแตกแยกร้าวลึก จนยากประสานจุดร่วมไปสู่เป้าหมายโค่นล้มระบอบอัดซาด
ในปีกการเมือง มีการจับมือเป็นพันธมิตรที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติในระดับนั่งโต๊ะเจรจา แต่ขาดความเข้มแข็ง เพราะการแก่งแย่งอำนาจ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักเคลื่อนไหวในพื้นที่และนักรบกบฏ ตลอดจนการได้รับช่วยเหลือด้านการทหารและการเงินอย่างจำกัด มีรายงานว่า กลุ่มกบฏที่จับอาวุธแยกสายบัญชาการ มีจำนวนนับพันกลุ่ม และมีนักรบประมาณ 1 แสนคน อีกประเด็นสำคัญคือ ฝ่ายโลกวิสัยมีน้อยกกว่าฝ่ายอิสลามนิยมและฝ่ายแข็งกร้าวที่เกี่ยวข้องกับอัล-ไกดา การใช้ยุทธวิธีโหดเหี้ยมของกลุ่มเหล่านี้เป็นความวิตกแทรกซ้อนอยู่ในสงครามโค่นอำนาจรัฐ และเป็นชนวนการสู้รบกันเอง
การสังหารหมู่ คณะทำงานชุดหนึ่งของสหประชาชาติกำลังสอบสวนข้อหาการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล และพบหลักฐานการก่ออาชญากรรมสงครามของทั้งฝ่ายรัฐบาลและกบฏ ไม่ว่าจะเป็นการทรมาน จับตัวประกัน ฆาตกรรม ศาลเตี้ยและโจมตีสถานที่ที่ควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง แต่เจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ได้รับอนุญาตลงพื้นที่ และการสื่อสารกับพยานทำได้จำกัด กระนั้นยืนยันได้ว่า มีเหตุสังหารหมู่แบบจงใจเกิดขึ้นอย่างน้อย 27 ครั้ง
17 ครั้งเป็นการกระทำของทหารรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธสนับสนุนรัฐบาล รวมถึงเหตุการณ์ที่ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตหลายร้อยคน ที่เมืองฮูลา เมื่อพฤษภาคม 2555 และที่เมืองบานิยาส เมื่อสิงหาคม 2556 ส่วนกบฏพัวพันการสังหารหมู่ 10 ครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่นักรบหัวรุนแรงเข่นฆ่าผู้คนอย่างน้อย 190 ราย ในเขตชนบทลาทาเกีย เมื่อสิงหาคม 2556
อาวุธเคมี กองทัพซีเรียเคยมีคลังอาวุธเคมีใหญ่สุดในโลกแห่งหนึ่งในครอบครอง โดยมีสารเคมีส่วนประกอบและสารเคมีตั้งต้น อาทิ ซาริน และซัลเฟอร์ มัสตาร์ด กว่าพันตัน รัฐบาลยืนกรานว่า คลังแสงเคมีปลอดภัยและจะไม่ใช้อาวุธร้ายแรงภายในประเทศ แต่รายงานการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเริ่มปรากฎเมื่อต้นปี 2556 และเกิดเหตุการณ์ช็อกโลกเมื่อ 21 สิงหาคม 2556 จรวดติดแก๊สซารินถูกยิงไปตกในเขคคูตา ซึ่งเป็นย่านชานเมืองเขตทำการเกษตร ใกล้กรุงดามัสกัส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตประเมินตั้งแต่ 300-1,430 คน ฝ่ายค้านและตะวันตกอ้างว่า มีแต่รัฐบาลซีเรียที่มีศักยภาพโจมตีเช่นนี้ได้ ขณะที่ประธานาธิบดีอัสซาดโทษกบฏ แต่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ผู้นำซีเรียทำความตกลงกับสหรัฐและรัสเซีย เรื่องเคลื่อนย้ายและทำลายอาวุธเคมี
สงครามตัวแทน จากการเคลื่อนไหวที่เริ่มขึ้นเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งอาหรับสปริง ต่อต้านผู้ปกครองเผด็จการ ต่อมากลายเป็นสงครามตัวแทน ระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคและนอกภูมิภาคที่ทวีความยุ่งเหยิงซับซ้อน อิหร่านและรัสเซียช่วยประคับประคองรัฐบาลภายใต้การนำของชาวนิกายอลาวียะห์ของประธานาธิบดีอัสซาด และค่อยๆเพิ่มการสนับสนุนมากขึ้น จนช่วยให้ได้เปรียบเหนือกบฏอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปีที่แล้ว
ขณะฝ่ายต่อต้านสุหนี่ ได้รับการสนับสนุนในระดับต่างๆ กันจากประเทศหนุนหลัง อย่างตุรกี ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และอีกหลายประเทศอาหรับ ร่วมด้วยสหรัฐ ฝรั่งเศส และอังกฤษ
นอกจากนี้ยังมีขบวนการอิสลามนิยม ฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นชีอะห์ และกลุ่มญีฮัดที่โยงใยอัลไกดา ก็ร่วมรบหนุนหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำให้สภาพปัญหาในซีเรียกลายเป็นการฟาดฟันระหว่างนิกายอีกชั้นหนึ่ง
ความสูญเสียในชีวิต สหประชาชาติแถลงยอดความสูญเสียหลังสุดเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้วว่ามีอย่างน้อย 1 แสนคน และจะไม่มีประกาศอีก เพราะไม่อาจประมาณการได้แน่นอน ปัจจุบันยอดเหยื่อสงครามซีเรียอ้างอิงจากศูนย์สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรีย มีสำนักงานในอังกฤษ โดยอาศัยเครือข่ายการติดต่อหลายแห่งในซีเรีย โดยเผยตัวเลขครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีจำนวนอย่างน้อย 140,000 แสนคน แยกเป็นพลเรือน 49,951 คน จำนวนนี้เป็นเด็ก 7,626 คน และสตรี 5,064 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 1.7 หมื่นคน อีกหลายหมื่นคนถูกคุมขังในเรือนจำ ขณะกาชาดสากลระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อยครึ่งล้าน
ลี้ภัยและไร้ที่อยู่ วิกฤติซีเรียก่อคลื่นผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ชาวซีเรียกว่า 2.5 ล้านคน ส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็ก ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเลบานอนและจอร์แดนรับภาระหนักที่สุด คลื่นผู้ลี้ภัยเพิ่มสูงขึ้นมากนับตั้งแต่ต้นปีที่แล้วสะท้อนว่าสถานการณ์ในซีเรียเสื่อมถอยอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีอีกราว 6.5 ล้านคน เป็นผู้ไร้ที่อยู่ในประเทศตัวเอง ทำให้ยอดผู้หนีภัยสงครามรวมเป็นราว 9 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด
ด้วยตัวเลขทั้งหมดนี้ ทำให้ซีเรียกำลังจะแซงชาวอัฟกันเป็นประชากรลี้ภัยกลุ่มใหญ่งโลก
ความเสียหายวัตถุและทางเศรษฐกิจ สงครามทำลายโรงพยาบาลร้อยละ 40 ในซีเรีย และร้อยละ 20 อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถให้บริการได้อย่างเหมาะสม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงกว่าร้อยละ 35 เงินอ่อนค่า 80% การผลิตน้ำมันดิ่งฮวบ 96% นับตั้งแต่เริ่มมีการลุกฮือ บ่อน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่การควบคุมของกบฏ
การเจรจาสันติภาพ ความพยายามของสันนิบาตอาหรับและสหประชาชาติที่จะไกล่เกลี่ยหยุดยิง และเริ่มต้นเจรจาสันติภาพล้มเหลวหลายครั้ง กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2556 สหรัฐและรัสเซียเริ่มร่วมมือจริงจัง จัดประชุมในสวิตเซอร์แลนด์ ตามแถลงการณ์เจนีวา 2012 ซึ่งเป็นข้อตกลงสหประชาชาติเรียกร้องให้จัดตั้งคณะบริหารซีเรียช่วงเปลี่ยนผ่านที่มาจากความยินยอมร่วมกัน การเจรจาที่มาต่อเรียกกันว่า เจนีวา ทู มีขึ้นอีกครั้งเมื่อมกราคม แต่จัดประชุมได้เพียงสองรอบก็ล่ม ทูตพิเศษสหประชาชาติโทษว่าเป็นเพราะรัฐบาลซีเรียปฏิเสธหารือข้อเรียกฝ่ายค้านและยืนยันที่จะมุ่งกวาดล้าง "ผู้ก่อการร้าย" ซึ่งรัฐบาลดามัสกัสใช้เรียกฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด ความพยายามทางการทูตของสหรัฐกับรัสเซียแทบชะงักแล้วเวลานี้ เพราะสองมหาอำนาจหันไปมุ่งวิกฤติในยูเครน
.......................
(ย้อนมองวิกฤติซีเรียหลังสามปีผ่าน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ )



