
'นพดล'ชี้ศาลรธน.คว่ำพรบ.กู้2ลล.มิชอบด้วยกม.
14 มี.ค. 2557
'นพดล' ชี้ 'ศาลรธน.' คว่ำพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มิชอบด้วยกม.และกระบวนการยุติธรรม
14 มี.ค.57 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญคว่ำพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า การที่กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทต้องตกไป เพราะศาลระบุว่าเนื้อหาขัดมาตรา 169 และ 170 ของรัฐธรรมนูญนั้นตนไม่เห็นด้วย แต่คงต้องปฏิบัติตาม และขอตั้งข้อสังเกตเพื่อให้คนรุ่นหลังศึกษาความมิชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไว้ดังนี้ 1.คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทรัฐบาลใช้อำนาจโดยชอบตามมาตรา 142 และมาตรา 143 (3) ของรัฐธรรมนูญ 2.กรณีที่ศาลตัดสินว่าเงินแผ่นดินนั้นต้องจ่ายตามกฎหมาย 4 ประเภทตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เท่านั้น เป็นการตีความกฎหมายที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเงินแผ่นดินมีทั้งกรณีที่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายเงินคงคลัง และเงินที่ไม่ต้องนำส่งคลัง เช่น เงินกู้โครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาทในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นจึงไม่ขัดมาตรา 169 และ 170 ของรัฐธรรมนูญ
นายนพดล กล่าวอีกว่า 3.การออกกฎหมายกู้เงินในอดีตเคยทำมาแล้วประมาณ 37 ฉบับ ทำไมจึงไม่เป็นโมฆะ 4.พรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายด้วยวิธีเดียวกันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ทำได้แต่พรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ อะไรคือมาตรฐานในการตัดสิน 5.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยชี้แจงในศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายในสมัยรัฐบาลของตนเองว่า กฎหมายกู้เงินทั้งหลายที่กำหนดให้เงินกู้ซึ่งเป็นเงินแผ่นดินแต่ไม่ต้องนำส่งคลังนั้น เป็นกฎหมายที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 169
6.การตัดสินว่ามี ส.ส.หนึ่งคนเสียบบัตรแทนกัน ทำให้กระบวนการตรากฎหมายทั้งฉบับมิชอบนั้น หากมีใครกระทำมิชอบก็ต้องลงโทษบุคคลนั้น และทำให้การลงคะแนนเสียไปเฉพาะรายนั้น การตัดสินให้การกระทำของคนเพียงคนเดียวทำให้การตรากฎหมายที่มีคนลงมติเห็นด้วยเกือบ 3 ร้อยคนไร้ผลนั้น ถือว่าเป็นการตีความกฎหมายที่ไร้สัดส่วนกับเหตุที่เกิดขึ้น ไม่มีการแยกแยะความสมบูรณ์และความบกพร่องของการกระทำ ดังนั้นหากใครต้องการทำลายการตรากฎหมายใดก็เพียงเสียบบัตรคนอื่นเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายการออกเสียงของคนอื่นทั้งสภาฯ ได้
นายนพดล กล่าวด้วยว่า 7.ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเข้าไปพิจารณาความเหมาะสมของแผนงานโครงการที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเสนอ เพราะการบริหารควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เช่น การราดยางถนนลูกรังทั้งประเทศก่อนทำโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งจะรู้ดีกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ8.น่าเสียใจที่กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทต้องตกไป เพราะจะทำให้ประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนค่าขนส่งได้ ซึ่งการจะดำเนินการดังกล่าวนั้นประเทศไทยจะต้องมีแหล่งเงินที่แน่นอน ที่จะนำมาใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ถ้าล่าช้าออกไปค่าก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่จะมีราคาสูงขึ้น เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งถ้ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยสร้างไม่เสร็จ ค่าใช้จ่ายวันนี้ก็จะสูงขึ้นมาก



