
ปภ.ชี้'แล้ง'ลาม25จังหวัด123อำเภอ
13 มี.ค. 2557
'ปภ.' ชี้ 'ภัยแล้ง' ลามแล้ว 25 จังหวัด 123 อำเภอ ยกเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย สั่งจัดสรรน้ำ-จัดโซนนิ่งพื้นที่การเกษตร
13 มี.ค.57 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้มีการสรุปรายงานมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 25 จังหวัด รวม 123 อำเภอ 725 ตำบล 6,391 หมู่บ้าน โดยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 - 12 มีนาคม 2557 มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว 25 จังหวัด รวม 123 อำเภอ 725 ตำบล 6,391 หมู่บ้าน แยกเป็น ภาคเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร และแม่ฮ่องสอน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น ศรีสะเกษ ชัยภูมิ กาฬสินธุ์และหนองบัวลำภู ส่วนภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี สระบุรี และชัยนาท และภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปราจีนบุรี สำหรับภาคใต้ 2 จังหวัด ได้แก่ตรัง และสตูล
"นายกรัฐมนตรี ห่วงสถานการณ์ภัยแล้ง จึงได้มอบหมายให้ ปภ. บูรณาการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ประสบภัยแล้งในระดับหมู่บ้าน เพื่อจัดโซนนิ่งพื้นที่ประสบภัยแล้งและวางมาตรการช่วยเหลือให้สอดคล้อง เน้นวางแผนบริหารจัดการน้ำและแจกจ่ายน้ำทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ น้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอต่อการใช้งาน" อธิบดี ปภ.กล่าวและว่า ในส่วนน้ำเพื่อการเกษตร ให้จัดโซนนิ่งพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน เพื่อวางแผนเพาะปลูกพืชได้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน ควบคู่กับการสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงให้สำรวจพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
อย่างไรก็ตามระดับจังหวัดให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับพื้นที่โดยเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงให้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและการใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า จากการประสานข้อมูลสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ พบว่า มีปริมาตรน้ำทั้งสิ้น 43,173 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 61 มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 19,670 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42 มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีปริมาตรน้ำ 41,260 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 59 จำนวน 1,913 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้มีแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตรน้ำกักเก็บรวม 11,361 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 42.25 ของความจุรวมทั้ง 4 อ่างฯ เป็นปริมาตรน้ำที่ใช้การได้ 4,665 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 30.50 ของความจุรวมทั้ง 4 อ่างฯ ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวมีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเกินกว่าแผนที่กำหนด โดยเฉพาะการทำนาปรัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ จึงขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด เตรียมสำรองน้ำไว้อุปโภคบริโภค เกษตรกรควรวางแผนเพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำในพื้นที่ เลือกปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย งดเว้นการทำนาปรัง เพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทาง
อธิบดีปภ.ยังได้สรุปรายงานคุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ และน่าน ว่า อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สั่งคุมเข้มห้ามเผาในที่โล่ง ลดวิกฤตฝุ่นละอองหมอกควัน โดยมีรายงานการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557 พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10 ) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 22 - 156 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับดีถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณฝุ่นละอองลดลง จากวันที่ผ่านมาเกือบทุกสถานี คุณภาพอากาศอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ และน่าน อีก 4 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน แพร่ และตาก คุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีถึงปานกลาง ซึ่งทางปภ. ได้ประสานจังหวัดภาคเหนือดำเนินมาตรการคุมเข้มมิให้มีการเผาในพื้นที่โล่ง รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาทุกชนิดเพื่อลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่
นอกจากนี้ ปภ.ได้ประสานข้อมูลคุณภาพอากาศของ 9 จังหวัดภาคเหนือกับกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557 พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 22 - 156 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับดีถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณฝุ่นละอองลดลงจากวันที่ผ่านมาเกือบทุกสถานี โดยสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสูงสุด ค่า PM10 156 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 116 รองลงมา ได้แก่ อุทยานการเรียนรู้กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา สถานีอุตุนิยมวิทยาลำปาง จังหวัดลำปาง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ศาลากลางเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสบป้าด จังหวัดลำปาง ค่า PM10 138 131 131 128 126 124 และดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 108 105 105 104 103 102 ตามลำดับ
ซึ่งคุณภาพอากาศในจังหวัดลำปางเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันเป็นวันที่สิบหก ( 25 ก.พ. - 12 มี.ค. 57) และถือเป็นวันที่ยี่สิบสองของปี 2557 รวมถึงเป็นวันแรกที่จังหวัดเชียงรายมีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพสูงสุด โดยจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายมีคุณภาพอากาศในระดับที่มีผลต่อสุขภาพติดต่อกันเป็นวันที่สองแล้ว ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือดำเนินมาตรการคุมเข้มมิให้มีการเผาในพื้นที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาริมทาง การเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตรพร้อมขอความร่วมมือประชาชน งดเว้นการเผาขยะ เศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์หมอกควันมิให้วิกฤตมากขึ้น รวมถึงระดมรถบรรทุกน้ำฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณหมอกควันฝุ่นละอองในอากาศ ตลอดจนบูรณาการทุกภาคส่วนสนธิกำลัง ในการระดมวัสดุอุปกรณ์ควบคุมไฟป่าและหมอกควัน สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน เพราะจะสูดดมฝุ่นละอองจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากเจ็บป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ รวมถึงใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันมิให้สูดดมฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกาย
อย่างไรก็ดีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หมอกควัน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานการแก้ไขปัญหาและให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
'สธ.' กำชับ '8 จว.เหนือ' คุมหมอกควันหน้าแล้ง
กระทรวงสาธารณสุข กำชับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ เฝ้าระวังสถานการณ์หมอกควันอย่างต่อเนื่อง พบคุณภาพอากาศใน 5 จังหวัดเกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังไม่มีผลกระทบการเจ็บป่วย เน้นย้ำโรงพยาบาลทุกระดับจัดเตรียมยาเวชภัณฑ์ที่จำเป็นพร้อมให้บริการผู้ป่วยตลอด24 ชั่วโมง สำรองหน้ากากอนามัยไว้แล้ว 500,000 ชิ้น ย้ำเตือนกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคหัวใจ หลีกเลี่ยงการสูดดมละอองหมอกควัน ให้เตรียมพร้อมดูแลตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัยและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง งดออกจากบ้านช่วงหมอกควันสูง
นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการดูแลสุขภาพประชาชนจากปัญหาหมอกควันไฟในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังฝุ่นละอองหมอกควันใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ และน่าน โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในวันที่ 13 มีนาคม 2557 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร มี 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ตรวจวัดได้142 ไมโครกรัม พะเยา ตรวจวัดได้ 132 ไมโครกรัม เชียงใหม่ตรวจวัดได้ 128 ไมโครกรัม น่านตรวจวัดได้ 126 ไมโครกรัม และ จังหวัดแพร่ ตรวจวัดได้ 123 ไมโครกรัม
นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อว่า จากการเฝ้าระวังผลกระทบของหมอกควันต่อสุขภาพ ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 เชียงใหม่ จากโรงพยาบาลจำนวน 73 แห่ง 8 จังหวัดที่กล่าวมา ตั้งแต่วันที่ 2-8 มีนาคม 2557 พบว่าจำนวนผู้ป่วยไม่ได้เพิ่มขึ้นผิดปกติ จากการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคสำคัญที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดอาการกำเริบได้ง่ายจากการสูดดมหมอกควันในอากาศ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาอักเสบและผิวหนัง พบรวม 51,179 ราย จำนวนการป่วยดังกล่าวพบได้ตามปกติอยู่แล้ว โดยพบผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเข้าตรวจรักษา 26,492 ราย กลุ่มโรคทางเดินหายใจทุกชนิด 21,309 ราย กลุ่มโรคตาอักเสบ 1,633 ราย กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 1,745 ราย
อย่างไรก็ตาม หมอกควันหรือฝุ่นละอองในอากาศ หากมีจำนวนมากจะมีผลต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น เกิดอาการระคายเคืองตา แสบตา แสบจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล ตาแดง ไอ คอแห้ง เจ็บคอ คออักเสบ หายใจลำบาก อึดอัด แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคหัวใจ จะกระตุ้นให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นและง่ายกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นประชาชนควรหลีกเลี่ยงไปในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม กระทรวงสาธารณสุขให้โรงพยาบาลทุกระดับ ติดตามสถานการณ์หมอกควันและคุณภาพอากาศ ค่าฝุ่นละออง และประเมินผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน จัดเตรียมยาเวชภัณฑ์ที่จำเป็นพร้อมให้บริการผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งให้ความรู้ คำแนะนำประชาชนผ่านสื่อต่างๆ
ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 เชียงใหม่ ได้สำรองหน้ากากอนามัยไว้ 500,000 ชิ้นพร้อมสนับสนุนพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน และเตรียมทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชน ให้งดเผาขยะ เศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ผู้ที่มีโรคประจำตัวให้เตรียมยาประจำตัวไว้ให้พร้อม หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัย หรือใช้หน้ากากอนามัยชนิดผ้า ปิดปากจมูก หากมีอาการหายใจไม่สะดวก แน่นอึดอัด เจ็บหน้าอก ขอให้ไปพบแพทย์ ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว
เชียงใหม่หวั่นเกิดศึกแย่งน้ำ-ชาวดอยหล่อเร่งสร้างฝายรับมือภัยแล้ง
นายพรชัย ต๊ะวันวงศ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 บ้านดอยหล่อ ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้มาเร็วกว่าทุกปี สังเกตได้จากแม่น้ำปิงเริ่มลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มแห้งขอด ส่งผลกระทบให้กับเกษตรกรชาวสวนลำไย สวนมะม่วง และพื้นที่ทำนาบางส่วนได้รับผลกระทบ ผลผลิตไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ทำให้ขายไม่ได้ราคา
ทั้งนี้พื้นที่ทางเกษตรในส่วนของหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ จะปลูกลำไย และมะม่วง มีพื้นที่รวมกว่า 3,500 ไร่ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างแน่นอน คาดว่าในปีนี้จะรุนแรงมากกว่าทุกปี ขณะนี้ได้มีการรวมตัวกันเพื่อสร้างฝายชะลอน้ำกักเก็บน้ำ โดยการสูบขึ้นไปพักไว้ในอ่างเก็บน้ำของหมู่บ้าน เพื่อจะได้กระจายให้กลุ่มเกษตรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้อย่างพอเเพียงตลอดฤดูแล้ง ขณะนี้จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากเกษตรให้ใช้น้ำอย่างประหยัด
นายประเสริฐ วงศ์เรือง เกษตรผู้ปลูกมะม่วงและลำไยในเขตพื้นที่ อ.ดอยหล่อ กล่าวว่า ปลูกลำไยและมะม่วง รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 40 ไร่ ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เกิดมาต่อเนื่องทุกปี กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย เริ่มที่จะปรับตัวโดยการลดพื้นที่การปลูกลำไยลงและหันมาปลูกมะม่วงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมะม่วงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ง่ายต่อการดูแลและมีตลาดรับซื้อจึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะเข้ามา ช่วยเสริมรายได้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งบางรายได้เปลี่ยนการปลูกพืชจากลำไยเป็นมะม่วงทั้งหมด เพื่อลดปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ
สำหรับภัยแล้งในปีนี้คาดว่าว่าจะรุนแรงมากกว่าทุกปี และจะส่งผลกระทบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อ.ดอยหล่อ อย่างแน่นอน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาในพื้นที่ต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำกันมาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรต่างแย่งน้ำกันเพื่อหลีกเลี่ยงผลผลิตเสียหาย โดยปัญหาดังกล่าวนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ประกอบกับในปีนี้มีฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าทุกปี ทำให้ลำไยออกดอกเป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าผลผลิตลำไยที่จะออกสู่ท้องตลาดจะมีไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากน้ำมีไม่เพียงพอต่อพื้นที่เกษตรที่ปลูกลำไยอาจจะมีบางส่วนมีผลผลิตที่ไม่ได้ตรงตามเป้าที่กำหนด ส่งผลให้ผลผลิตราคาตกต่ำลง
นายหล้า ปันศิริ ประธานกลุ่มผู้ปลูกลำไยนอกฤดู อ.ดอยหล่อ กล่าวว่า พื้นที่การเกษตรในเขต อ.ดอยหล่อ มีอยู่ 10,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นที่ปลูกลำไยและมะม่วงเป็นหลัก ซึ่งเริ่มได้รับผล กระทบจากวิกฤติภัยแล้วที่ในปีนี้ เริ่มส่งผลกระทบเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักของภัยแล้งเนื่องจาก อ.ดอยหล่อ เป็นพื้นที่อับฝน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ขณะเดียวกันพื้นที่ทางการเกษตรได้มีการขยาย ตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในพื้นนี้มีเกษตรกรที่เปลี่ยนจากการปลูกสวนยางหันมาปลูกมะม่วงเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นยังมีสวนลำไยที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ รวมทั้งพืชล้มลุกต่างๆ ชาวบ้านในพื้นที่ จึงได้เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร มีการแย่งชิงน้ำเพื่อลดความเสียหายของ ผลผลิต ประกอบกับในช่วงนี้มะม่วงกำลังอยู่ในช่วงติดผล โดยจะสามารถเก็บผลผลิตได้ในปลายเดือนมิถุนายน แต่เมื่อเกิดวิกฤติภัยแล้งเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงต้องเปลี่ยนะยะเวลาการเก็บผลผลิตมาเป็นเดือนปลายเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายนมะม่วงอาจจะได้ รับความเสียหายได้
นายอุดม อินทะยศ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 206 หมู่7 ต.ดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งมาเร็วกว่าทุกปี ส่งผลให้เกษตรกรกว่า 90% จะต้องมีการรื้อถอน กระชังปลา เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำปิงลดระดับลง และเริ่มมีผลกระทบกับการเลี้ยงปลาคงเหลือกระชังที่ปลายังไม่ถึงอายุที่จะสามารถนำจับไปขายได้ จึงจำเป็นต้องมีการกั้นน้ำ เพื่อมิให้ปลาได้รับผลกระทบ คาดว่าในช่วง 1- 2 เดือนจะสามารถนำจับไปขายได้และงดการลงปลารอบใหม่
นอกจากนี้ระดับน้ำปิงที่ลดลง ส่งผลให้ประชาชนตามลำน้ำปิง จะต้องมีการกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร และเลี้ยงปลา เช่นเดียวกับในพื้นที่ตำบลดอยหล่อ ที่จะมีการทำฝายเพื่อกักเก็บนำไว้ใช้ใน ช่วงฤดูแล้ง และเพื่อเลี้ยงปลาในกระชังที่มีอยู่ ทั้งนี้ในพื้นที่ตำบลดอยหล่อ มีประชาชนเลี้ยงปลาใน กระชังกว่า 500 กระชัง และสามารถทำรายได้ให้กับคนในพื้นที่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 70,000 - 100,000 บาท ส่งผลให้ในช่วงนี้ฤดูแล้งนี้เกษตรกรจะต้องเปลี่ยนอาชีพจากการเลี้ยงปลาในกระชังไปประกอบอาชีพ อื่นแทน เพื่อรอลงปลารอบใหม่ในช่วงเดือนมิถุนายน
ผู้สื่อข่าวรายงานปริมาณน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 196.523 ล้าน ลบ.ม คิด เป็น 74.16 % เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 106.042 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 40.32 % ขณะที่แม่น้ำ ปิง ที่สถานี P.1(สะพานนวรัฐ) อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 24.80 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำ 1.28 ม.
ลำพูนประกาศ 6 อำเภอประสบภัยแล้ง เดือดร้อนกว่า 1 แสนคน
นายชุมพร อินตะเทพ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน กล่าวว่า สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำพูน ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งให้นายสุวรรณ กล่าวสุนทร ผู้ว่าราชการ จ.ลำพูนและทราบและพิจารณาอนุมัติออกประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ต่อมาหลังผ่านการพิจารณาและอนุมัติลงนามจากผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว โดย ปภ.ลำพูนได้ดำเนินออกประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) พร้อมจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งจังหวัดลำพูน ปี 2557 ณ สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำพูน ชั้น 2 ศาลากลาง จ.ลำพูน
คณะกรรมการประจำศูนย์ฯประกอบด้วย คณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัย การประสานการปฏิบัติ การสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2553-2557 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจากได้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งแล้วจำนวนทั้งสิ้น 100,767 คน จำนวน 30,155 ครัวเรือน พืชผลการเกษตรได้รับผลกระทบอย่างหนักได้แก่ลำไย ข้าวโพด ข้าว พริก ผักกาด รวม 33,146 ไร่ สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบได้แก่สุกร(หมู) ควาย วัว และ เป็ด จำนวน 33,146 ตัว ในพื้นที่ อ.เมือง แม่ทา บ้านธิ บ้านโฮ่ง ลี้ และ อ.เวียงหนองล่อง
พร้อมกันนี้ ได้ประสานขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานองค์กรท้องถิ่น และส่วนราชการเร่งให้ความช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ระบบน้ำประปาในหมู่บ้าน สร้างถังเก็บกักน้ำประจำหมู่บ้าน และประชาสัมพันธ์ออกเสียงตามสายให้แก่ชาวบ้านรับมือสำรองน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด เลี่ยงการปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำมาก นอกจากนี้ได้เปิดสายด่วน 1784 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ หมายเลขโทรศัพท์ประจำสำนักงานคือ 053-562-963 ตลอด 24 ชั่วโมง



