
'โต้ง'ยัน!กู้2ลล.หนุนGDPโตกว่า3%
12 มี.ค. 2557
'โต้ง'อ้างกู้ 2 ล้านล้าน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ช่วยเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้าน'ปู'บอกรอฟังผลศาลรธน.ชี้ขาดร่าง'พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน'
12 มี.ค.57 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" โดยระบุข้อความว่า
อนาคตประเทศไทยกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง
ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการลงทุนที่ลดลงมาก คิดเป็นเพียงร้อยละ 20-23 ของ GDP ขณะที่ ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2540 เรามีการลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 35-42 ของ GDP ซึ่งการลงทุนที่ต่ำนี้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ล่าสุด จะเห็นได้ว่าสถาบัน World Economic Forum (WEF) ได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปี 2556 อยู่อันดับที่ 37 ซึ่งต่ำกว่าอันดับของประเทศสิงคโปร์ที่อยู่อันดับที่ 2 และมาเลเซียอยู่อันดับที่ 24 โดยประเทศไทยมีจุดอ่อนอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ซึ่งแข่งขันไม่ได้กับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย
ดังนั้น รัฐบาลจึงได้วางแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
(1) ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า (Modal Shift & Multimodal)
(2) ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) และ
(3) ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว (Mobility)
ทั้งนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งวงเงิน 2 ล้านล้านบาท มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย โดยที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะส่งทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในช่วง 7 ปีข้างหน้าอีกร้อยละ 1.0 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง
อีกทั้ง ยังจะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 5 แสนตำแหน่ง และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ของประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 (ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ประมาณร้อยละ 15.2) และจะประหยัดการใช้น้ำมันกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
ตลอดจนลดระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองภูมิภาค ตามแนวสายทางรถไฟความเร็วสูงภายในรัศมี 300 กิโลเมตรรอบกรุงเทพมหานคร ในระยะเวลาไม่เกิน 90 นาที จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง
สำหรับในปี 2557 หากเราได้เริ่มมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในเวลาประมาณ 7 ปี จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัวในเวลานี้จากภาวะความไม่แน่นอนทางการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งหากมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้สูงกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ในปี 2557 และอัตราขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม เรามาติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. ในวันพุธที่ 12 มีนาคม 2557 ว่าจะเป็นไปอย่างที่ควรหรือไม่ต่อไป
"นายกฯ"ลงพื้นที่ตรวจราชการภาคอีสาน-เหนือ บอกรอฟังผลศาลรธน.ชี้ขาดร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.25 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ และนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ได้เดินทางโดยเครื่องบินแอร์บัสของกองทัพอากาศ ออกจากท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น เพื่อปฏิบัติภารกิจตรวจราชการใน จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น และเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 12-15 มี.ค.2557
โดยวันนี้ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางโดยรถยนต์จากท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น ไปยัง อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ เพื่อติดตามการแก้ปัญหาภัยแล้งและผลผลิตทางการเกษตร ก่อนจะเดินทางต่อไปที่ อ.พระยืน จ.ขอนแก่น ในช่วงบ่าย เพื่อตรวจสภาพปัญหาภัยแล้งและผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ ก่อนการออกเดินทาง ผู้สื่อข่าวถามนายกรัฐมนตรี ถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีของร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวสั้นๆว่า "เดี๋ยวรอผลดีกว่าคะ"
"ชัชชาติ" รับศาลวินิจฉัยเงินกู้ 2ล้านล้านอาจส่งผลความเชื่อมั่นตปท.
นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า ตนน้อมรับคำวินิจฉัยไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ในส่วนคำวินิจฉัยน่าจะเป็นผลกับรัฐบาลหน้ามากกว่า ที่ผ่านมาเราทำดีที่สุดแล้ว และเชื่ิอว่าเหมาะสมต่อการพัฒนาประเทศ แต่ศาลอาจจะมองในมิติอื่น โดยคำวินิจฉัยไม่มีอะไรเป็นลบไม่ลบ แต่เป็นแค่ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากใช้ พ.ร.บ.นี้ไม่ได้ ก็อาจใช้พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ หากศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ดำเนินการตามแผนเดิม ต้องรอรัฐบาลใหม่มาอนุมัติเป็นรายโครงการ ซึ่งอาจจะล่าช้าไปบ้าง หากศาลวินิจฉัยว่าขัด ต้องมาหารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ว่าจะเตรียมโครงการเสนอรัฐบาลใหม่อย่างไร โดยกู้เงินเป็นรายโครงการ
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า คำวินิจฉัยที่ออกมา ไม่ส่งผลต่อความมั่นใจของรัฐบาล แต่นักลงทุนอาจจะขาดความมั่นใจ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทซ ที่ได้รับฟังแผนดำเนินการ 7 ปีของเราว่ามีอะไรบ้าง หากมีปัญหาเขาก็จะรู้สึกว่าเป็นเหมือนเดิม คือ ดำเนินการล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ แผนโครงการ ตามพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน เป็นแผน 7 ปี โครงการไหนที่มีความพร้อมก็ทำก่อน เช่น รถไฟรางคู่ 5 สาย ขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนอีไอเอ ที่ใกล้จะแล้วเสร็จ เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาก็ดำเนินการได้เลย ขณะที่ รถไฟความเร็วสูงก็ทยอยทำ ดังนั้น ความพร้อมเป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะต้องเสร็จพร้อมกัน
"ที่จริงพ.ร.บ.นี้ ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ไม่ว่าจะมีใครมา ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.นี้ได้ ส่วนที่ศาลบอกว่าบางโครงการรัฐบาลไม่มีความพร้อมดำเนินการ ผมเรียนว่าไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เพราะทั้งสองสภาดูมาแล้ว ดังนั้น เรื่องพร้อมหรือไม่พร้อมต้องให้ฝ่ายวิชาการดู แต่ยืนยันว่า เรามีความพร้อมตามกำหนดการที่จะทำ และพูดมาหลายครั้งแล้วว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่การอนุมัติโครงการ แค่เป็นการเตรียมกรอบวงเงินเอาไว้เท่านั้น เพื่อให้รู้ว่าในอนาคตจะต้องเตรียมกรอบวงเงินสำหรับโครงการอย่างไร ไม่ใช่นำเงินไปใช้ในเรื่องอื่นหมด จนเมื่อถึงเวลาจำเป็นไม่มีเงินใช้" นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่ออีกว่า พ.ร.บ.นี้ไม่ได้ลงรายละเอียดโครงการ ส่วนประเด็นในศาลเรื่ิองที่เป็นข้อถกเถียงการใช้เงินแผ่นดิน ที่บอกว่าสามารถกู้ตรงได้ โดยไม่ต้องนำเข้าเป็นเงินแผ่นดินผ่านการจัดทำงบประมาณ เป็นเรื่องของเทคนิคมากกว่า ดังนั้นควรจะแยกในประเด็นของการขัดรัฐธรรมนูญ



