
'ถวิล เปลี่ยนศรี'กิ่งไม้ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์แท้
'ถวิล เปลี่ยนศรี'กิ่งไม้ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์แท้ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยทีมข่าวความมั่นคง
ภายหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ภายใน 45 วัน นายถวิล เปลี่ยนศรี เปิดใจ “คม ชัด ลึก” ในทุกข้อสงสัย พร้อมตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลือในอายุราชการเข้าไปฟื้นฟู สมช. ให้กลับมายืนหยัดเพื่อประเทศชาติ
คิดว่าจะมีการดำเนินการตามที่ศาลสั่งเมื่อใด
ศาลปกครองสูงสุดได้พูดชัดเจนแล้วว่า 45 วันจะเพียงพอในการดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐบาล และที่สำคัญนายกรัฐมนตรีได้พูดแล้วว่า จะปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีจะทำมึนไปบ้างในเรื่องความรับผิดชอบ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตอนนี้ผมรอดูว่า 45 วัน หากนายกรัฐมนตรียังไม่คืนตำแหน่ง ผมจะต้องไปร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดบังคับคดี ซึ่งศาลบอกแล้วว่า ยังไม่เคยมีในรอบ 13 ปี ที่คู่ความไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ตอนนี้เพียงแต่รออย่างเดียว ใครจะพูดอะไรให้พูดไป
ผมรอมากว่า 2 ปีแล้ว รออีก 45 วันคงไม่เป็นไร ผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่ได้เดือดร้อนอะไร จะกลับหรือไม่กลับเข้าไปทำในตำแหน่ง เลขาฯ สมช. แต่มันเป็นศักดิ์ศรี และเกียรติ เมื่อได้กลับไปคงจะไปทำงานให้เต็มหน้าที่ความรับผิดชอบทุกเม็ดทุกดอกจะทำให้ครบถ้วน มีหลายฝ่ายออกมาพูดถึงเรื่องที่ผมกลับไปจะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ แต่ปัญหาที่ผ่านมารัฐบาลไม่ควรทำตรงนี้ให้มันเกิดขึ้น อยากถามว่า ใครเป็นคนทำเรื่องนี้ให้เกิดความ ผมทำเองหรือ ที่ผ่านมาตอนต้นผมเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ตอนปลายได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา และตอนนี้มาโทษผมว่า คงทำงานร่วมกับรัฐบาลไม่ได้ บุคคลเหล่านั้นควรจะถามคำถามกลับว่า จะทำงานกับผมอย่างไร
ต่างคนต่างมีแผลในใจกันแล้วจะเดินหน้าในการทำงานด้านความมั่นคงร่วมกันอย่างไร
มันมีแผลใจและจะประสานงานกันอย่างไร อยากถามว่า ผมไปเอามีดไปกรีดมาหรืออย่างไร อยู่ๆ ผมขอย้ายตัวเอง เพื่อสร้างเงื่อนไขหรืออย่างไร ซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นบุคคลเหล่านั้นทั้งสิ้น ผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นการป้องกันตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ของคนอื่นเลย ผมเพียงแต่ป้องกันสิทธิ์เท่านั้น
การคืนตำแหน่ง เลขาฯ สมช. ให้ในครั้งนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ของ สมช.หรือไม่
มันไม่เคยทำกันแบบนี้ เมื่อมันไม่เคย จึงไม่เคยมีคดีแบบนี้ขึ้น การกระทำที่โจ่งแจ้งเกินไป กระทั่งศาลปกครองสูงสุดชี้ให้เห็นว่า มันไม่ใช่ เหตุผลจริงๆ ที่ย้ายผมเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ส่วนเหตุผลที่ไปอ้างต่อศาลปกครองสูงสุดที่ย้ายผมเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ และการย้ายผมไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นงานที่จะต้องรับผิดชอบในระดับนโยบาย ไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไร ทั้งๆ ที่การอ้างไม่ได้เป็นเรื่องจริง แต่ข้อเท็จจริงการย้ายผมเพราะต้องการสลับกันไปมาเพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ขยับมานั่งในตำแหน่ง เลขาฯ สมช.แทนผม ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นอย่างนี้ มันจะไม่มีคดีที่เป็นประวัติศาสตร์แบบนี้
อาจจะพูดได้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลที่แล้วย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา หรือแม้แต่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ออกจากงานในหน้าที่ของ สมช. แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เพราะเขายอมรับการตัดสินของฝ่ายการเมือง ผมอยากถามว่ามันใช่หรือเปล่า กลุ่มคนเหล่านี้ทำไมถึงไม่ได้ร้องต่อศาลปกครองสูงสุด หรือความเป็นมาของตัวเองมันมีปัญหาเคลือบแฝงหรือเปล่า จะมาเรียกร้องความเป็นธรรมมาตั้งแต่ต้นอย่างผมที่อยู่ใน สมช. 30-40 ปี หรือไม่ หรือว่าตัวเองมาตัดตอนต่อกิ่งข้างบน พอถึงวันหนึ่งก็เอากิ่งตอน กิ่งต่อ ออกไปก็เห็นเงียบไป แต่ถ้าเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องไปร้อง ส่วนผมไม่ได้เป็นกิ่งตอน กิ่งต่อ กิ่งทาบ แต่ผมเป็นกิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเมล็ด จากต้นเดิม
จะเดินหน้าอย่างไรหลังจากที่กลับเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเต็มตัวแล้ว
สิ่งแรกจะต้องกลับไปทบทวนในหลักกว้าง กลับไปทบทวนตั้งแต่การบริหารงานภายใน สมช.มันถูกทิ้ง กำลังส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน มันเหมือนกับหัวไปแตะๆ และอาศัยสถานะของ สมช.ไปทำงานให้กับฝ่ายการเมือง ดังนั้นเมื่อผมกลับเข้าไปทำงานจะต้องดึงความเป็น สมช. ความเป็นมืออาชีพ ความเป็นข้าราชการประจำคืนมา ปรับปรุงการบริหารงานภายใน เอาใจใส่กับบุคลากรส่วนภายในให้มากขึ้น ส่วนงานด้านการเมืองไม่ใช่หน้าที่ของผม ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม ดังนั้น เมื่อกลับไปคงจะไปรื้อฟื้นงานที่เป็นงานเตรียมการหรือการป้องกันที่จะแก้ไขปัญหาระยะยาว มากกว่างานที่เป็นกลิ่นอายของการเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขาฯ สมช. ไปติดการเมือง กระทั่งเข้าใจว่า การเมืองสั่งจะต้องทำทั้งหมด
เมื่อกลับไปนั่งเลขาฯ สมช. คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ไปขึ้นเวที กปปส. แล้วจะทำงานกับรัฐบาลชุดนี้อย่างไร
มันมีเส้นแบ่ง แต่อันที่หนึ่งคือ ผมจะไม่เปลี่ยนท่าทีแน่นอน มนุษย์เราเปลี่ยนท่าทีบ่อยๆ ไม่ได้ นอกจากจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าวันนี้อย่าง พรุ่งนี้อีกอย่าง หรือปีนี้อย่าง ปีหน้าอีกอย่าง มันไม่ใช่วิสัย ผมเปลี่ยนไม่ได้หรอกในแง่ความคิดความเห็นทางการเมือง รัฐบาลที่เป็นทรราชย์เผด็จการเสียงข้างมาก และทำทุกอย่างด้วยเสียงข้างมากมันไม่ได้ รัฐบาลที่ฉ้อฉล ทรยศต่อประชาชนไม่ได้ ฉะนั้นผมจะคงความเห็นตรงนั้นอยู่ ส่วนวิธีการที่จะทำงานกับรัฐบาลชุดนี้อย่างไร แน่นอนผมไม่ใช่เด็กอมมือ ผมมีวุฒิภาวะอะไรมากพอที่จะไม่ทำอะไรให้มันเกินไป แต่ทั้งหมดไม่ใช่ว่าผมจะเปลี่ยนท่าที เพราะท่าทีมันเปลี่ยนไม่ได้
ผมขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านที่เตือนผมมา ไม่ได้แข็งขืน ไม่ได้ต่อต้าน ผมจะทำให้ดีที่สุด แต่ผมจะยึดถืออุดมการณ์และผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ผมจะไม่วิ่งออกไปจากหลักเกณฑ์นี้เด็ดขาด เวลาที่เหลือนี้ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าการทำงานใน สมช.จะดีขึ้นอย่างไร แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ เพราะที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีอาจจะไม่รู้ เนื่องจากอยู่ห่างไกลจาก สมช.เกินไป ส่วนเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ดีกับผม แต่ก็อาจจะไม่รู้ว่าการบริหารงานภายใน สมช.นำไปสู่ความล้มเหลว ทำให้เกิดความล้าหลังเสียหายอย่างไร แต่ผมรู้ เฝ้าติดตามอยู่ ซึ่งตรงนั้นจะต้องกลับไปฟื้นฟูให้เกิดความเข้มแข็ง
ยืนยันได้หรือไม่ว่าเวลาที่เหลือจะไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองเหมือนกับข้าราชการบางส่วน
เจ้าหน้าที่ สมช.ได้ออกแถลงการณ์ที่ชัดเจนไปแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกว่าเจ็บปวดอย่างไรจากงานภายใน สมช.ในช่วงที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าประเทศไทยเจ็บปวดอย่างไร จากหน่วยงานของ สมช.ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ นี่คือประเด็นสำคัญ นายกรัฐมนตรี หรือผู้บริหารในระดับรัฐบาล จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ที่เป็นรายละเอียดเกินไปใน สมช. แต่ข้าราชการเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อน เจ็บปวดกับเรื่องพวกนี้ แต่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องพวกนี้ พูดแต่ความเจ็บปวดของบ้านเมือง บ้านเมืองเจ็บปวดเสียหาย
จะคุยกับขบวนการบีอาร์เอ็นต่อหรือไม่
เอาเป็นว่าหลักการของการพูดคุยจะต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่อยู่ๆ พล.ท.ภราดร มาทำในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ที่ผ่านมาทำมาตลอด ซึ่งวิธีการอาจจะต้องปรับเปลี่ยน และหลักการต้องเดินต่อไป
................................
(หมายเหตุ : 'ถวิล เปลี่ยนศรี'กิ่งไม้ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์แท้ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยทีมข่าวความมั่นคง )



