ข่าว

'เอม-อัจฉรีย์'วิ่งสนุกรักสุขภาพ

'เอม-อัจฉรีย์'วิ่งสนุกรักสุขภาพ

13 มี.ค. 2557

ขอเวลานอก : 'เอม-อัจฉรีย์' วิ่งสนุกรักสุขภาพ : เรื่อง วันวิสา โรจน์แสงรัตน์/ ภาพ วรวิทย์ พุ่มพวง

 
                        "พอเรามีจุดมุ่งหมายว่าจะลงวิ่งรายการไหน มันเป็นเป้าหมายให้เรามีวินัยในการซ้อม ทำให้เราไม่ขี้เกียจ มุ่งมั่นที่จะเอาชนะตัวเองให้ได้"
 
                        หนุ่มสาวยุคปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของอาหารการกิน และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องของการออกกำลังกาย จะเห็นได้จากตามฟิตเนสต่างๆ จะมีหนุ่มสาวโดยเฉพาะวัยทำงานตรงดิ่งเข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น ยิ่งเป็นช่วงเช้าก่อนเริ่มทำงานและช่วงเย็นหลังเลิกงาน บางสถานที่ถึงขั้นวิกฤตที่เรียกได้ว่าแออัดเลยทีเดียว แต่สำหรับสาวสวยสุขภาพดี "เอม" อัจฉรีย์ บุณยัษฐิติ นักวิเคราะห์การตลาดออนไลน์ แห่งไมเนอร์ กรุ๊ป เธอส่ายหัวปฏิเสธไม่ง้อฟิตเนสเลยสักนิด เพราะเธอเลือกที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งที่บ้าน หรือในสวนสาธารณะใกล้บ้าน ในช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันหยุด และหากมีโอกาสเธอก็มักนัดแนะเพื่อนสนิทและญาติพี่น้อง ไปร่วมก๊วนวิ่งมาราธอนที่องค์กรต่างๆ จัดขึ้นเสมอ
 
                        สาวหน้าใสลูกสาวคนเล็กในจำนวน 3 พี่น้องของคุณพ่อวรกุล กับคุณแม่ม.ล.อรพรรณ บุณยัษฐิติ เริ่มต้นการสนทนาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะเตรียมตัวมาฟิตซ้อมร่างกายเพื่อเข้าร่วมในการวิ่งมาราธอนครั้งต่อไป ภายในสวนเบญจสิริ โดยเธอย้อนเล่าว่า เพิ่งเริ่มวิ่งครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากที่เรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยวอริค ประเทศอังกฤษ แล้วกลับมาทำงานที่เมืองไทย โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะชอบการวิ่งเลย มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อญาติๆ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ชวนไปร่วมวิ่งมาราธอนครั้งแรก ซึ่งครั้งนั้นเป็นงานการกุศลก็เลยรับปากไปร่วมด้วย และเมื่อครั้งแรกผ่านพ้นไปด้วยดี จึงมีอีกหลายรายการตามติดมาเป็นระยะ
 
                        "ครั้งแรกที่ไปวิ่งเป็นงานการกุศลชื่องาน "เดอะ เรนโบว์ รัน 2013" เป็นการวิ่งระยะสั้นแค่ 2.5 กิโลเมตรรอบสวนลุมก็เลยไม่เหนื่อยมาก ที่ชอบคือในงานมีขนมแจกด้วยบวกกับที่เอมไปกับพี่ๆ น้องๆ ก็เลยยิ่งสนุก ไม่ได้คิดจะวิ่งจริงจังอะไร แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกดีว่าที่เราทำได้ หลังจากนั้นก็เลยมีครั้งอื่นๆ ตามมาและตั้งใจซ้อมจริงจังมากขึ้น อย่างครั้งที่ 2 เป็น "มิดไนท์ รัน" ที่โรงแรมอมารีจัดขึ้น เป็นการวิ่งตอนกลางคืนระยะทาง 6 กิโลเมตรซึ่งก็สนุกไปอีกแบบ เอมว่ามันแปลกดีเพราะส่วนใหญ่เขาจะจัดกันตอนเช้ามากกว่า พอมีงานนี้ก็เลยอยากมา เส้นทางจะต้องวิ่งผ่านเส้นประตูน้ำ ที่จริงเอมก็ผ่านไปแถวนั้นบ่อย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลงมาเดินๆ วิ่งๆ อยู่กลางถนนตอนกลางคืน" สาวน้อยวัยเบญจเพสเล่าอย่างอารมณ์ดี ขณะเปลี่ยนชุดเตรียมลงซ้อม
 
                        หลังจาก 2 รายการผ่านไป ก็มาถึงรายการที่ 3 กับการแข่งขันการวิ่งมาราธอนระยะทาง 10 กิโลเมตร ซึ่งสแตนดาร์ดชาร์เตอร์จัดขึ้น โดยครั้งนั้นสาวเอมย้อนเล่าว่าต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ตั้งใจที่จะเข้าร่วมรายการเนื่องจากเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ แม้จะต้องตื่นแต่เช้าตรู่แต่ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ เพราะนอกจากได้เห็นวัดพระแก้วและสะพานพระราม 8 ในช่วงเช้าตรู่ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน ส่วนระยะทางก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของสาวน้อยคนนี้เอามากๆ
 
                        "พอเรามีจุดมุ่งหมายว่าจะลงวิ่งรายการไหน มันเป็นเป้าหมายให้เรามีวินัยในการซ้อม ทำให้เราไม่ขี้เกียจ มุ่งมั่นที่จะเอาชนะตัวเองให้ได้ และครั้งนั้นต้องวิ่งขึ้นสะพาน 2 สะพานกินแรงมากๆ แต่เมื่อขึ้นไปบนสะพานแล้วมองลงมาด้านล่าง เห็นวิวสวยๆ อากาศดีๆ ในตอนเช้ามันทำให้หายเหนื่อย ทั้งยังเป็นความภูมิใจที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ด้วย อีกอย่างที่ชอบมากๆ คือทุกครั้งที่ไปร่วมวิ่งจะมีอะไรน่ารักๆ ให้เห็นเสมอ อย่างวิ่งครั้งนี้จุดสตาร์ทอยู่ที่วัดพระแก้ว ก็จะมีคนแต่งชุดไทยมาร่วมวิ่งด้วย หรือการวิ่งครั้งอื่นๆ ก็มีคนแต่งแฟนซีมา หรือบางคนก็จูงน้องหมามาวิ่งด้วย" นักวิ่งสาวเล่าถึงความประทับใจจากการร่วมวิ่งมาราธอนรายการที่ผ่านๆ มา
 
                        จากร่างกายที่พร้อมขึ้น ส่งผลถึงระยะทางที่ค่อยๆ มากขึ้นตามไปด้วย จนถึงครั้งที่ระยะทางไกลที่สุดเท่าที่วิ่งมา คือระยะ 11 กิโลเมตร และถือเป็นอีกหนึ่งรายการที่สาวเอมยอมรับว่าประทับใจมากๆ เพราะเป็นการวิ่งเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับรายการ รัน ฟอร์ เดอะ คิง ตามติดมาด้วยวิ่งภายในท่าเรือคลองเตย และล่าสุดเป็นเมื่อเดือนที่แล้วเป็นรายการที่นอร์ทเฟซจัดขึ้นที่เขาใหญ่ ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ซึ่งก่อนไปเข้าใจว่าตลอด 2 ข้างทางเป็นทุ่งหญ้า วิ่งไปซึมซับบรรยากาศไปคงจะชิลมากๆ แต่พอเอาเข้าจริงกลับโหดและเหนื่อยกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา
 
                        "วิ่งครั้งนี้คนเยอะมากค่ะประมาณ 2,500 คน ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่ง เส้นทางก็จะเป็นแนวแอดเวนเจอร์ คือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นถนนคอนกรีต ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์เป็นดินแดง เวลาวิ่งจึงต้องระวังกว่าทุกครั้ง แถมบางช่วงต้องปีนเขาด้วยก็ต้องค่อยๆ เรียงแถวไปทีละคน เอมว่าครั้งนี้โหดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเลยค่ะ แต่ก็สนุกไปอีกแบบเราจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน บนถนนก็ธรรมชาติมากค่ะมีขี้ช้าง ขี้ม้า ให้คอยหลบหลีกตลอดทาง (หัวเราะ) แต่วิ่งไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีค่ะ คือทุกครั้งที่ได้วิ่งเอมจะรู้สึกดีมาก เพราะนอกจากจะได้ฟิตความพร้อมของร่างกายแล้วยังอะไรอีกเยอะเลยค่ะ อย่างเวลาเริ่มวิ่งเราก็วิ่งไปคุยกับเพื่อนไป สนุกสนานเฮฮาไปตามประสา แต่พอวิ่งไปสักพักแต่ละคนก็จะค่อยๆ หายไปตามกำลังขาของแต่ละคน ช่วงนี้เป็นเวลาที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง มีช่วงเวลาให้ได้คิดอะไรไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นระยะทางไกลๆ ก็มีเหนื่อยบ้างท้อบ้างค่ะ แต่มันจะมีจุดให้เราฮึดสู้ขึ้นมาเอง ที่ผ่านมาเอมจึงเข้าถึงเส้นชัยทุกครั้ง แต่ไม่ได้วิ่งเร็วนะคะ เอมจะค่อยๆ ไปตามสปีดของตัวเอง คือไม่เร็วแต่ต้องคงที่ จนตอนนี้รู้สึกเลยว่าร่างกายฟิตขึ้นมาก ทั้งยังมีสมาธิมากขึ้นด้วย เอมคิดว่าตัวเองมีแรงในการทำงานมากขึ้นด้วยนะคะ" สาวรักสุขภาพเล่าทิ้งท้าย ก่อนขอตัววอร์มร่างกายอย่างเอาจริงเอาจัง