ข่าว

หนี้ครัวเรือนกระทบจีดีพีเหตุกู้ไปกิน-ใช้

หนี้ครัวเรือนกระทบจีดีพีเหตุกู้ไปกิน-ใช้

13 มี.ค. 2557

สวัสดีเศรษฐกิจ : หนี้ครัวเรือนกระทบจีดีพี เหตุเกินครึ่งกู้ไปกินไปใช้ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

 
                      ในการวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตบูโรกับหนี้ครัวเรือน จากตัวเลขล่าสุดไตรมาส 3 ปี 2556 มียอดคงค้าง 9.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และในรายละเอียดหนี้ครัวเรือนแบ่งเป็นหนี้สินเชื่อบ้าน 2.7 ล้านล้านบาท เป็นหนี้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนค้าขาย 1.4-1.5 ล้านล้านบาท และอีก 5.2 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สำหรับอุปโภคบริโภคหรือกู้ยืมเพื่อกินเพื่อใช้
 
                      สาเหตุที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึง 80% ของจีดีพี ใกล้แตะระดับสากลที่ระดับ 85% ซึ่งอาจกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจน่าจะมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป และการเข้าถึงบริการทางการเงินเพิ่มขึ้น เพราะจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เมื่อปี 2556 พบว่า กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เมื่อปี 2552 มีเงิน 100 บาท ต้องนำไปชำระหนี้ 45 บาท หรืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ อยู่ที่ 45% และได้เพิ่มขึ้นเป็น 61% ในปี 2556 คำถามคือเงินที่เหลือ 3,900 บาทต่อเดือนนั้นจะใช้ชีวิตอย่างไรใน 30 วัน
 
                      ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ 10,000-30,000 บาท เป็นกลุ่มที่เข้าสู่ตลาดแรงงานมาไม่นาน อายุงานไม่เกิน 5 ปี เมื่อก่อนจ่ายหนี้ 1 ใน 4 ของรายได้ คือประมาณ 24% ของรายได้ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ต้องจ่ายหนี้ คือเงินเดือน 30,000 จ่ายหนี้ 10,000 บาท
 
                      “ที่กำลังปวดหัวคือ กลุ่มที่เริ่มทำงาน เริ่มมีรายได้ไม่มาก มีอายุงานน้อย มีกำลังวังชามาก ดังนั้นก่อนยื่นขอสินเชื่อควรเดินมาหาเครดิตบูโรเพื่อตรวจสอบเครดิตก่อน ต้องรู้จักตัวเองก่อนเดินไปคุยกับคนให้กู้ เพราะถ้าขอสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน หากมีภาระหนี้ต่อรายได้เกิน 40% ก็ยากที่จะได้สินเชื่อแต่ถ้าเป็นสินเชื่อบ้าน ธนาคารพาณิชย์อาจจะยอมให้สัดส่วนตรงนี้ขยับขึ้นไป 50-60% แต่นั่นหมายความว่าในประวัติหนี้ที่มีอยู่เดิมนั้นไม่ควรจะมีบัตรเครดิตมากเกินไป มีสินเชื่อรถยนต์หลายคัน หรือมีบ้านคอนโดมากกว่าสองหลัง"
 
                      ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ภาระหนี้ต่อรายได้อยู่ในระดับต่ำ ไม่น่าเป็นกังวล กลุ่มนี้สามารถดูแลตัวเองได้เพราะมีประสบการณ์จากปี 2540 มาแล้วอย่างสาหัส แต่ที่น่ากังวลคือ ลูกหนี้กลุ่มที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษหรือเรียกว่า special mention กลุ่มนี้คือค้างชำระ 1 งวด 2 งวด หรือ 31-90 วัน เป็นพวกที่เลี้ยงงวด บริหารติดๆ ขัดๆ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นมากช่วงไตรมาส 1 ปี 2556 แต่เมื่อทางการออกมาส่งสัญญาณและขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินทำให้หนี้ดังกล่าวลดลง 
 
                      แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่าครัวเรือนมีรายได้ 25,000 บาท แต่มีรายจ่าย 19,000 บาท เหลือส่วนต่างแค่ 6,000 กว่าบาทเอาไว้ใช้หนี้ สถานการณ์แบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับใครเร็ว และลูกหนี้อยากจ่ายใครก่อน ถ้าปีนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยบั่นทอนการใช้จ่าย ถ้าครัวเรือนไม่ยอมลดพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง ก็อาจทำให้สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษปรับเพิ่มขึ้นไปอีกครั้งก็เป็นได้
 
 
 
-------------------------
 
(สวัสดีเศรษฐกิจ : หนี้ครัวเรือนกระทบจีดีพี เหตุเกินครึ่งกู้ไปกินไปใช้ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)