ข่าว

เลิกพ.ร.ก.หาเหตุสลายบังเกอร์ทหาร?

เลิกพ.ร.ก.หาเหตุสลายบังเกอร์ทหาร?

11 มี.ค. 2557

เลิกพ.ร.ก.หาเหตุสลายบังเกอร์ทหาร? : รายงาน

                ยังคงมีแนวคิดแนวทางแตกต่างกันพอสมควรระหว่างองคาพยพต่างๆ ในรัฐบาลเองว่า ได้เวลาอันเหมาะสมที่จะยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และบางส่วนของจังหวัดปริมณฑลแล้วหรือยัง
    
                จริงๆ แล้วในการประชุมของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ได้หารือกันถึงการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ตั้งแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาไม่เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล แต่กลับมีคำสั่งห้าม ศรส.ออกประกาศหรือคำสั่งที่เป็นการละเมิดสิทธิผู้ชุมนุมถึง 9 ข้อ 9 ประการ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ทำให้ประเมินได้ว่า ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทำอะไรไม่ได้เลย รวมทั้งการสลายการชุมนุม
    
                หนำซ้ำยังถูกกดดันจากภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาพลักษณ์ของประเทศที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินด้วย
    
                เสียงที่ดังที่สุดว่าสมควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศรส. นอกจากนั้นตัวแทนฝ่ายทหารและตำรวจใน ศรส.ก็เห็นตรงกันว่าสมควรยกเลิก บางเสียงยังแนะว่า ให้ยกเลิกไปก่อน เพื่อให้คำสั่งศาลแพ่งถูกยกเลิกไปด้วยตามประกาศเก่า จากนั้นค่อยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นใหม่ ซึ่งย่อมไม่มีคำสั่งศาลแพ่งกำกับอีก
    
                ขณะที่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยก็เสนอนายกรัฐมนตรีให้พยายามกดดันกองทัพบกให้ถอนกำลังที่ตั้งบังเกอร์กระจายอยู่เต็มเมืองกลับกรมกอง
    
                แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงคัดค้าน และเป็นเสียงที่สำคัญไม่น้อย คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษา ศรส. ซึ่งมองว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง แม้ผู้ชุมนุม กปปส.จะยุบเวทีบนสี่แยกสำคัญกลางกรุง หลบเข้าไปอยู่ในสวนลุมพินีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีเหตุยิง เหตุระเบิดประปรายเกือบทุกวัน ล่าสุดคือเหตุคนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 ยิงเข้าไปในบ้านของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ย่านพุทธมณฑล รวมทั้งกรณีการ์ด กปปส.ทำร้ายบุคคลที่พวกเขาคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วย
    
                สำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมทางการเมืองรอบนี้ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ จ.นนทบุรี ทั้งจังหวัด รวมทั้ง จ.สมุทรปราการ เฉพาะ อ.บางพลี และ จ.ปทุมธานี เฉพาะ อ.ลาดหลุมแก้ว เป็นเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม เป็นต้นมา ทั้งนี้ หากไม่มีคำสั่งยกเลิกไปเสียก่อน ประกาศดังกล่าวจะหมดอายุโดยอัตโนมัติในวันที่ 23 มีนาคมนี้
    
                ผลที่เกิดขึ้นหากยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ขยายเวลาประกาศ (ขยายได้คราวละ 3 เดือน) พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ ศรส.ระดมกำลังให้มารักษาความปลอดภัยหรือควบคุมการชุมนุม ก็ต้องกลับที่ตั้ง รวมทั้งกำลังทหารจากกองทัพบกด้วย เพราะเมื่อยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องกลับไปใช้กฎหมายปกติทันที

                ทั้งนี้ เนื่องจากการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
                พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนั้น สิ้นผลไปโดยปริยายเมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้ขีดกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเอาไว้เฉพาะ "กรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน"
    
                ฉะนั้นหากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกหรือไม่ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังต้องการ "เครื่องมือพิเศษ" เพื่อดูแลสถานการณ์ที่ยังมีความอ่อนไหวต่อไป ก็ต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อประกาศกำหนดพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ
    
                ส่วนจะให้คงกำลังทหารพร้อมบังเกอร์ทั่วกรุงเหมือนเดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องมีบัญชา!

.................................................

(หมายเหตุ : เลิก พ.ร.ก.หาเหตุสลายบังเกอร์ทหาร? : รายงาน)