ข่าว

ทำไมต้องมนูญกฤต

ทำไมต้องมนูญกฤต

23 มิ.ย. 2552

เอ่ยถึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตนายทหารยังเติร์ก ที่พลิกผันมาเดินบนถนนสายการเมืองจนได้เป็นประธานวุฒิสภา และต่อมาเป็นส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ลาออกด้วยเหตุผลที่ใครหลายคนยังไม่กระจ่างในเหตุผลของการลาออก แต่ชื่อชั้นของ พล.ต.มนูญกฤต ก็ยังวนเวียนบนถน

 มาวันนี้ ชื่อของ พล.ต.มนูญกฤต ถูกพูดถึงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคที่ใครก็รู้ว่า ทักษิณ ชินวัตร คนที่ใครๆ ก็รู้ว่า เมื่อครั้ง พล.ต.มนูญกฤต เป็นประธานวุฒิสภานั้น "คิดคนละด้าน ฝันคนละเรื่อง"

 หรือนี่เป็นอีกครั้งของบทพิสูจน์ว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร

 จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ เป็นเรื่องที่จะต้องค่อยๆ เสาะหาจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อมาต่อภาพการเมืองที่ไม่ปกติอยู่แล้วในวันนี้ ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนมากขึ้นกันต่อไป

 แต่ที่แน่ๆ ในส่วนของเพื่อไทยและคนที่อยู่ดูไบบ้าง มอนเตเนโกรบ้าง เสียงที่เล็ดลอดออกมา ยังเชื่อมั่นว่า กระแส "เอา" ทักษิณ ในพื้นที่ เหนือ-อีสาน ที่ผ่านการสะท้อนออกมาที่ "เสื้อแดง" นั้น ยังมั่นใจว่า ส่วนใหญ่ยังเอาทักษิณ

 ถึงแม้หมอเขมรจะพยายามเบียดพยายามแซะ ก็น่าจะทำได้แค่แบ่งแต้มจากปาร์ตี้ลิสต์ไปได้บ้างเท่านั้น

 วัดกันก้าวต่อก้าวแล้ว ทักษิณ ยังเหนือกว่าเยอะ !

 แต่ปัญหาของทักษิณ และเพื่อไทย ไม่ได้อยู่ที่ว่า จะชนะหรือไม่ ...แต่อยู่ที่ว่า ถ้าชนะแล้วบริหารอำนาจ หรือใช้อำนาจรัฐได้หรือไม่ต่างหาก

 บทเรียนมีให้เห็นแล้ว ทั้งยุค สมัคร สุนทรเวช จนถึง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ไม่อาจบริหารราชการแผ่นดินได้

 โจทย์ที่ต้องแก้ในวันนี้ จึงเป็นคำถามว่า ชนะแล้วไง ? ชนะแล้วได้อะไร ?

 แล้วจะแก้สมการการเมืองตรงนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสภาพที่เป็นอยู่ยังผูกโยงกันไปหมด

 สิ่งที่ "เสื้อแดง" และเพื่อไทยกำลังรุก กำลังต้านตั้งแต่การชุมนุมใหญ่เดือนเมษายน จนกลายเป็นเผาบ้านเผาเมืองนั้น กลายเป็นยิ่งไปสร้างความแข็งแกร่ง ที่ไม่เพียงทำให้เสื้อแดงลดทอนความฮึกเหิมลงไปเท่านั้น แต่เป้าประสงค์ที่จะนำทักษิณกลับบ้านกลายเป็น ปฏิบัติการที่แทบเป็นไปไม่ได้ ไปเสียแล้ว

 แต่ก็ใช่ว่าจะปิดตายเสียเลยทีเดียว ถ้าหากว่า "เพื่อไทย" รีบปรับเปลี่ยนแนวทาง สร้างความชอบธรรมที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน และมีผู้นำที่ทุกฝ่ายยอมรับ

 ถึงแม้ว่ายังอีกพักใหญ่ที่การพูดคุยภายในพรรคอย่างเป็นทางการจะมีขึ้น ตามที่แกนนำบางคนเคยพูดไว้ว่า ก่อนการเลือกตั้งถึงจะคุยกัน แต่ความจริงแล้ว การเตรียมการเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ไม่อาจทอดเวลาออกไปได้

 นี่จึงเป็นที่มาของชื่อแคนดิเดต หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา

 แต่ที่กระหึ่มขึ้นมานั้นไม่ใช่เพราะทั้งสองโดดเด่นตอบโจทย์การเมืองได้ทุกข้อ หากแต่โดดเด่นขึ้นเพราะตอบโจทย์ที่ เพื่อไทยและทักษิณ วางเอาไว้ 4 ข้อได้ต่างหาก

 1.ผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นคนที่เป็นที่ไว้วางใจของสถาบัน และเป็นผู้ที่จงรักภักดีเป็นที่ปรากฏ
 2.ต้องรับมือกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพลพรรคบ้านสี่เสาฯ ได้ทุกกระบวนท่า
 3.ต้องเข้ากับกองทัพ และดึงศักยภาพของกองทัพมาเป็นแรงหนุนได้ และลบล้างภาพความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับ เพื่อไทย และ นปช.
 4.สามารถจำกัดขอบเขตการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรได้
 สำหรับ พล.อ.ชวลิต โจทย์ข้อที่ 1, 3 และ 4 ไม่มีปัญหา ติดอยู่แค่ว่า ข้อ 2 ที่ไม่เคยปรากฏเลยว่า พล.อ.ชวลิต จะออกนอกลู่นอกทาง เคยทำให้ป๋าอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ..นั่นย่อมไม่ใช่เป้าหมายของ ทักษิณ
 ส่วน พล.ต.มนูญกฤต ใช่เลยสำหรับทุกข้อ ยกเว้นข้อ 2 ที่หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ 1-3 เมษายน 2524 หรือที่เรียกว่า "เมษาฮาวาย" และ 9 กันยายน 2528 หรือที่เรียกว่า "กบฏ 9 กันยา" อดีตนายทหารยังเติร์กผู้นี้ ล้วนอยู่ส่วนหัวที่ต่อต้าน พล.อ.เปรม
 ขณะที่การยอมรับจากกองทัพนั้น ทั้งสองคนได้รับมากพอๆ กัน บางคนเรียกว่า พี่ บางคนเรียกว่า พ่อ เสียด้วยซ้ำไป
 แต่ พล.ต.มนูญกฤต จะได้เปรียบตรงที่ แนวร่วม ส.ว. ที่หลายคนยังให้การเคารพและการเชื่อมต่อกลุ่มพันธมิตร ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยังมีชนักเหตุการณ์สลายชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อ 7 ตุลา คาหลังอยู่
 นี่อาจจะตอบโจทย์ได้คร่าวๆ ว่า เหตุใด ชื่อของพล.ต.มนูญกฤต จึงผงาดขึ้นมาในวันนี้
 แต่แนวคิดนี้เกิดขึ้นภายใต้ความเชื่อมั่นว่า เพื่อไทยคว้าชัยชนะการเลือกตั้งและรวบรวมพรรคร่วมรัฐบาลตั้งรัฐบาลได้
 แน่นอนว่าชัยชนะที่ สกลนคร คือบันไดขั้นแรกที่จะไปสู่จุดนั้น !