ข่าว

ทหารฟิจิจะเลิกยุ่งการเมืองแล้วนะ

ทหารฟิจิจะเลิกยุ่งการเมืองแล้วนะ

10 มี.ค. 2557

ทหารฟิจิจะเลิกยุ่งการเมืองแล้วนะ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

            จั่วหัวไปอย่างนั้นเองครับ เมื่อทราบข่าวว่า พลเรือจัตวาแฟรงค์ ไบนีมารามา ผบ.ทหารสูงสุดของฟิจิ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 5 มีนาคม 2557 เพื่อที่จะลงเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งเดือนกันยายนนี้ การกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศหมู่เกาะทะเลใต้แห่งนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน ทั้งที่ปฏิวัติมาไล่เลี่ยกับไทยและไม่มีการนองเลือดเหมือนกัน แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเมื่อปัญหาความแตกแยกระหว่างชนในชาติยังมีอยู่ และกองทัพฟิจิก็ขอสงวนสิทธิ์ในการแทรกแซงการเมืองทุกเมื่อ

            ฟิจิ เหมือนกับประเทศอดีตอาณานิคมอื่นๆ ที่ถูกเจ้าจักรวรรดินิยมวางระเบิดเวลาด้วยนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองเอาไว้ โดยอังกฤษนำเอาชาวอินเดียน นับถือศาสนาฮินดูจากไกลโพ้นเข้ามาเป็นลูกจ้างทำอ้อยแทนชาวพื้นเมืองผิวสีนิลดั้งเดิมที่นับถือคริสต์ศาสนาลัทธิเมธอดิสท์ ผลคือทำให้สัดส่วนประชากรของคนสองกลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน นับตั้งแต่ได้เอกราชเมื่อปี 2513 ปัญหาระหว่างสองกลุ่มชนก็มีมาโดยตลอด ส่วนใหญ่ผู้มาเยือนจะมีธรรมชาติที่สู้ชีวิตขยันขันแข็งทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่า ส่งผลให้ชาวพื้นเมืองไม่ค่อยพอใจ ก่อกบฏขึ้นหลายครั้ง แต่ละครั้งก็จำกัดสิทธิชาวอินเดียนกองทัพเข้าแทรกแซงการเมืองตลอดในห้วงต้นสหัสวรรษเป็นต้นมา แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายนักการเมืองจะไม่ค่อยเข้าใจกองทัพนัก พยายามออกกฎหมายกีดกันสิทธิอีก จึงส่งผลให้กองทัพยึดอำนาจจากฝ่ายการเมืองเสียเลยในปี 2549

            แม้ว่า ไบนิมารามา จะมีจุดยืนแบบทหารโบราณ คือคิดว่าในสังคมที่แตกแยก โกงกินคอร์รัปชั่น มีแต่ทหารเท่านั้นที่เป็นสุภาพบุรุษ เป็นที่พึ่งสุดท้ายของชนทุกเผ่า แต่การปฏิวัติ ปกครองโดยระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้น ชาติที่เจริญแล้วเขาไม่เอาด้วย โดยเฉพาะออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ สองพี่เบิ้มในภูมิภาคที่ตัดความสัมพันธ์กับฟิจิ ต่อมาชาติเครือจักรภพก็เอาด้วย เพราะฟิจิไม่ยอมจัดเลือกตั้งตามสัญญาสักที กว่าจะกำหนดได้ก็เมื่อปี 2555 เข้าไปแล้ว

            การที่ฟิจิกลายเป็นระบอบกึ่งเผด็จการนั้นทำให้ประเทศนี้เสียประโยชน์หลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดสำหรับทางทหารก็คือ ทหารฟิจิหายไปจากการเป็นส่วนหนึ่งของทหารสหประชาชาติหมวกฟ้า รายได้และเกียรติภูมิจากการไปรักษาสันติภาพทั่วโลกต้องชะงักงัน เหมือนกันสิ่งอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับการปิดประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุนต่างประเทศลดฮวบ แต่ถึงสถานการณ์จะเลวร้ายไม่เป็นประชาธิปไตยแค่ไหน สุดท้ายถ้าต้องการให้ประเทศมีอนาคต อยู่ร่วมกับสังคมโลกเขาได้ ก็ต้องลงเอยตั้งรัฐบาลที่มาจากสนามเลือกตั้งอยู่ดี ส่วน บิ๊กแฟรงค์ ก็จะดำเนินรอยตามบิ๊กบัง คือ แปรสภาพจากการเป็นนักปฏิวัติมาเป็นนักการเมืองเปลี่ยนแปลงประเทศตามความต้องการของตนด้วยวิถีอริยะ ไม่ใช่ใช้กำลัง