ข่าว

พิรุธบินมาเลย์ตกทั่วโลกจับจ้อง'พาสปอร์ต'ปลอม

พิรุธบินมาเลย์ตกทั่วโลกจับจ้อง'พาสปอร์ต'ปลอม

10 มี.ค. 2557

พิรุธบินมาเลย์ตก ทั่วโลกจับจ้องไทยศูนย์กลาง'พาสปอร์ต'ปลอม : ทีมข่าวอาชญากรรม

 

 
          เหตุการณ์เครื่องบินเอ็มเอช 370 สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ สูญหายอย่างไร้ร่องรอยในท้องทะเลฝั่งเวียดนามขณะมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มาถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุในครั้งนี้ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทยกลับเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อทั่วโลกต่างจับตามองมาที่ประเทศไทย หลังแนวทางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า มีผู้โดยสารในเครื่องบินลำดังกล่าวลอบถือพาสปอร์ตปลอมของนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี และออสเตรเลีย ที่อ้างว่า ทำหายขณะอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประเด็นดังกล่าวกำลังทำให้ "ไทย" ถูกจับจ้องอย่างหนักว่า เป็น "แหล่งซื้อขายพาสปอร์ตปลอมระดับต้นๆ ของโลก"  
 
          เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว "คม ชัด ลึก" สอบถามถึงความเป็นไปของเครือข่ายแก๊งปลอมพาสปอร์ตในประเทศไทยจากตำรวจฝ่ายสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทราบว่า แก๊งปลอมหนังสือเดินทางยังคงเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตทำผิดกฎหมาย และเมื่อสืบลงลึกจะพัวพันเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงการค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธสงคราม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศ
 
          ตำรวจฝ่ายสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ข้อมูลว่า วิธีการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) มีอยู่ไม่กี่รูปแบบ ที่นิยมทำกันมากสุดคือ การใช้วิธีผ่าเล่ม เปลี่ยนหน้า โดยจะเปลี่ยนรูปถ่ายในหนังสือเดินทางให้เป็นของลูกค้า มีการสอดแทรกกระดาษปลอมบางหน้า ทำให้รูปเล่มพาสปอร์ตเหมือนจริงมาก พาสปอร์ตที่นำมาปลอมแปลงนั้น ได้มาจากการขโมยเล่มจริง เมื่อได้มาแล้วจะเปลี่ยนเฉพาะใบหน้าเจ้าของพาสปอร์ต ซึ่งพาสปอร์ตปลอมลักษณะนี้จะขายกันในราคาฉบับละ 1 หมื่นบาท
 
          "ขบวนการปลอมพาสปอร์ตลักษณะนี้จะขโมยหนังสือเดินทางจากหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบยุโรป เช่น สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ แล้วส่งมาปลอมแปลงในไทย ในอดีตเคยมีการขายพาสปอร์ตปลอมให้ชาวพม่า หรือบังกลาเทศ ที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศที่สาม ในราคาตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท ราคาจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายและประเทศที่ต้องการทำ" แหล่งข่าวในชุดสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ข้อมูล
 
          อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้ในการปลอมแปลงพาสปอร์ต คือ การผลิตหนังสือเดินทางปลอมทั้งเล่ม โดยใช้วิธีพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์เลเซอร์สี ซึ่งการตรวจสอบจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากหนังสือเดินทางของแต่ละประเทศจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ผู้ตรวจสอบต้องใช้ความชำนาญ ต้องมีความแม่นยำว่าหนังสือเดินทางของประเทศต่างมีรูปลักษณะพิเศษอย่างไร ซึ่งหนังสือเดินทางที่ปลอมทั้งเล่มนี้จะจำหน่ายกันที่ ราคาเล่มละ 3,000-4,000 บาท 
 
          ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า ระยะหลังขบวนการลอบปลอมแปลงหนังสือเดินทางในแถบตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่าน ได้ใช้ไทยเป็นฐานในการปลอมแปลงหนังสือเดินทางมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่ปลอมแปลงมากที่สุด โดยเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบระหว่างชาวอิหร่านที่อยู่ในไทยและอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเครือข่ายนี้มีทั้งปลอมหนังสือเดินทางทั้งฉบับ คือลอกข้อมูลมาจากของจริง และแก้ไขข้อมูลเพียงบางส่วน โดยเฉพาะภาพถ่ายที่จะใช้คนหน้าเหมือนกับภาพเดิมเป็นหลัก
 
          "ปัจจุบันไทยกลายเป็นศูนย์กลางนำเข้าและส่งออกหนังสือเดินทางปลอม มีการลักลอบไปยังต่างประเทศ ที่สำคัญวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ สติกเกอร์ แผ่นลอกลาย หรือเล่มหนังสือเดินทาง ที่ตรวจพบก็ล้วนแต่เป็นของปลอมที่มีคุณภาพทั้งหมด บางส่วนนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ มีการนำโปรแกรมพิเศษสำหรับการปลอมแปลงหนังสือเดินทางมาใช้โดยเฉพาะ โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิต มีทั้งที่ส่งหนังสือเดินทางจริงที่ถูกขโมยมาจากต่างประเทศมาปลอมแปลงที่ไทย เมื่อเสร็จแล้วก็ส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง หรือมีการนำติดตัวกลุ่มคนในเครือข่ายไปขายให้แก่บุคคลที่สั่งซื้อใช้เดินทางไปยังประเทศที่สาม" แหล่งข่าวในชุดสืบสวน เปิดเผย 
 
          ส่วนเหตุการณ์เครื่องบินมาเลย์ตกนั้นส่งผลกระทบให้ไทยถูกโยงเข้าไปในทันทีเมื่อปรากฏชื่อ นายลุยจิ มารัดดี อายุ 37 ปี ชาวอิตาลี และ นายคริสเตียน โคเซล อายุ 30 ปี ชาวออสเตรีย เป็นผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องบินดังกล่าว แต่จากการตรวจสอบของหน่วยความมั่นคงของประเทศมาเลเซียออกมาระบุว่า ทั้งนายลุยจิ และนายคริสเตียนไม่ได้เป็นผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องบินลำดังกล่าว ทำให้ทราบว่ามีบุคคลใช้หนังสือเดินทางปลอมของทั้งสองคนสวมรอยขึ้นเครื่องบินลำดังกล่าว 
 
          เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดข้อมูลจากกองบัญชาการตรวจคนเข้าเมือง ประเทศไทย ระบุว่า นายลุยจิ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2557 ลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ และแจ้งว่าเดินทางไปท่องเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต โดย พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.8 ออกมายืนยันว่า นายลุยจิ ไม่ได้โดยสารเครื่องบินลำดังกล่าวดังที่ปรากฏรายชื่อจากทางสายการบิน ส่วนหนังสือเดินทางของนายลุยจิได้สูญหายไประหว่างที่ไปเช่ารถจักรยานยนต์ในพื้นที่ สภ.กะทู้ แต่ปรากฏว่าวันที่นำรถจักรยานยนต์ไปคืน เพื่อที่จะรับพาสปอร์ตคืนจากเจ้าของร้าน เจ้าของร้านแจ้งว่า มีคนรับพาสปอร์ตคืนไปแล้ว อ้างว่าเจ้าของพาสปอร์ตให้มารับคืน พร้อมจ่ายเงินค่าเช่ารถจักรยานยนต์ 
 
          "นายลุยจิเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.กะทู้ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2556 ส่วนผู้ที่สวมรอยนำพาสปอร์ตของนายลุยจิออกไป ตำรวจได้ออกหมายจับตามภาพจากกล้องวงจรปิดไว้แล้วพร้อมติดต่อสถานกงสุลเพื่อทำเล่มใหม่ ส่วนนายคริสเตียนเป็นคนหนึ่งที่ทำหนังสือเดินทางหายในประเทศไทย ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพบข้อมูลมาเที่ยวประเทศไทย และได้เดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว" พล.ต.ท.ปัญญา กล่าวชี้แจง
 
          ทั้งนี้ เมื่อนายลุยจิออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้มีรายชื่อเดินทางอยู่ในเที่ยวบินลำดังกล่าว จึงแน่ชัดแล้วว่า หนังสือเดินทางที่หายไปก่อนหน้านี้ได้ถูกนำข้อมูลไปปลอมแปลงหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า น่าจะถูกปลอมแปลงในประเทศไทย 
 
          พล.ต.ต.วราวุธ ทวีชัยการ ผบก.สส.สตม.ยอมรับว่า ขบวนการปลอมแปลงพาสปอร์ตนั้นมีอยู่แน่นอน โดยที่ผ่านมาได้ปลอมแปลงในหลายที่ โดยในส่วนของ สตม.นั้น ได้จัดให้เจ้าหน้าที่ตามด่านตรวจต่างๆ ตรวจเข้มผู้ผ่านเข้าออกหากพบว่าใช้พาสปอร์ตปลอมจะจับกุมดำเนินคดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีที่กระทรวงต่างประเทศมาแจ้งความการปลอมแปลงตราประทับแล้วนำไปใช้  ซึ่ง ตม.เองก็ได้ตรวจสอบจับกุมกว่า 10 รายแล้ว และยังจับตามองการใช้พาสปอร์ตปลอมอย่างต่อเนื่อง 
 
          จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมไม่อาจปฏิสธได้ว่า ขณะนี้ไทยถูกมองเป็นเมืองสวรรค์ของกลุ่ม มิจฉาชีพทั่วโลกในการก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบในทุกมุมโลก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเหมือนลมที่ลอยผ่านไปวันๆ มิฉะนั้นแล้วภาพลักษณ์ของ  "ประเทศไทยอาจจะป่นปี้ในสายตาของประชาคมโลกตลอดไป..."
 
........................................
(หมายเหตุ พิรุธบินมาเลย์ตกทั่วโลกจับจ้องไทยศูนย์กลาง'พาสปอร์ต'ปลอม : รายงาน ทีมข่าวอาชญากรรม)