
เอกซเรย์ตัวเต็ง'เรดโซน'ศึกชิงเก้าอี้ส.ว.เหนือ
เอกซเรย์ตัวเต็ง'เรดโซน'ศึกชิงเก้าอี้ส.ว.เหนือ
เปิดตัวอย่างคึกคักพอสมควรสำหรับการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั่วประเทศ ศึกชิงชัยในสภาสูงครั้งนี้ ถือว่าเป็นการชี้วัด "ขุมกำลัง" ทางการเมืองขั้วต่างๆ ครั้งใหญ่อีกครั้ง
แม้จะถูกตีกรอบไม่ให้สังกัดพรรคการเมือ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังมิอาจปฏิเสธความโยงใยกับขั้วการเมืองสายต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ บางครั้งถูกขนานนามว่า "สภาผัวเมีย-สภาเครือญาติ" ซึ่ง "คม ชัด ลึก" ขอเจาะสนามเลือกตั้งทั่วประเทศด้วยการเอกซเรย์ลึกพื้นที่ "ภาคเหนือ" เป็นลำดับแรกก่อนภาคอื่น
พื้นที่ภาคเหนือถือเป็นพื้นที่ผูกขาดทางการเมืองจากฟากรัฐบาล ซึ่งว่ากันว่าเลือกตั้งครั้งนี้ บรรดาผู้สมัครโดยเฉพาะในพื้นที่ "เรดโซน" หากไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย โอกาสชนะในสนามเลือกตั้งฟันธงได้เลย แทบเป็นศูนย์ ยกเว้นจะเป็นคนดีที่ทำงานเข้าตาประชาชนจริงๆ
เริ่มที่ จ.เชียงราย ดูเหมือนจะเป็นจังหวัดเดียวที่แคนดิเดตอย่าง "ครูแดง" เตือนใจ ดีเทศน์ อดีต ส.ว. (2543-2549) มีความใกล้ชิดการเมืองน้อยที่สุด และพอจะรีเทิร์นเป็น ส.ว.อีกคำรบ ครูแดงเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขา ทำงานเกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยและวงการสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ แต่ต้องเจองานหินอย่าง นายปรีชา พัวนุกุลนนท์ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย มีความใกล้ชิดกับตระกูล "ติยะไพรัช" และ นายศักดิ์ชัย จงสุทธนามณี น้องชายของนายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และนางจิราวรรณ วัฒนศิริธร อดีต ส.ว.เชียงราย
มาที่ "เชียงใหม่" อาณาจักรของตระกูล "ชินวัตร" มีผู้สมัครตบเท้าเข้าอย่างคึกคัก แต่ที่ดูมีภาษี เริ่มจาก นายถาวร เกียรติไชยากร อดีต ส.ว.เชียงใหม่ (2543-2549) น้องชายนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต.ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังมี นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนใน จ.เชียงใหม่ ผู้ขับเคลื่อนและมีส่วนสำคัญในการร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร และนายกฤษณพงษ์ พรมบึงรำ แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51
แต่ที่มาแรงเห็นจะเป็น นายอดิศร กำเนิดศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่เพิ่งยื่นใบลาออกและมีผล 4 มีนาคม 2557 มีสัมพันธ์อันดีกับแกนนำกลุ่ม ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่ เนื่องจากแทบจะเรียกได้ว่า ตลอดชีวิตรับราชการนายอดิศรเติบโตอยู่ในพื้นที่เชียงใหม่มาตลอด
ที่ดูเผ็ดร้อน ถือเป็นมวยถูกคู่ คือ จ.พิษณุโลก ระหว่าง นายสุรินทร์ ฐิติปุญญา เจ้าของโตโยต้าพิษณุโลก อดีต ส.ว.พิษณุโลก (ปี 2549) และอดีตนายก อบจ.พิษณุโลก ที่ถือว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงนักธุรกิจรุ่นเก่า
ขณะที่กระดูกชิ้นโต คือ นางเปรมฤดี ชามพูนท อดีตนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก 5 สมัย ภรรยาของนายสุชน ชามพูนท ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีต ส.ส.อาวุโสของพิษณุโลกหลายสมัย หัวหน้าคณะลูกนเรศวรที่ผูกขาดตำแหน่งบริหารและสภาเทศบาลนครพิษณุโลกมายาวนานมาก
เช่นเดียวกับ จ.ลำพูน ว่ากันว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างสองพรรคใหญ่ โดยนายตรี หรือชื่อเดิม มนตรี ด่านไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และอดีต ส.ส.ลำพูน ต้องมาเจอคู่แข่งอย่าง นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ อดีต ส.ส.ลำพูน เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (2544) ถือเป็น 1 ใน 4 ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งในเขตภาคเหนือ สามารถเอาชนะกระแสพรรคไทยรักไทยได้ สนามนี้มีตัวสอดแทรก คือ นายดิเรก ก้อนกลีบ อดีตผู้ว่าฯ ลำพูน ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับพรรคการเมืองใหญ่เช่นกัน
ด้าน จ.แพร่ ถือว่าเป็นศึกตัวแทนพรรคชิงกันก็ว่าได้ โดย ด.ต.บุหลัน ราษฎร์คำพรรณ อดีตเลขานุการนายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ และอดีต ส.ส.แพร่ เขต 2 ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับ นพ.นิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.แพร่ เขต 2 พรรคเพื่อไทย ต้องปะมือกับ นายสามชาย พนมขวัญ อดีต ส.ส.ร. ซึ่งมีความแนบแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพี่ชายของสองผู้กว้างขวาง นายขวัญชัย พนมขวัญ อดีต ส.ว.แพร่ และนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ สนามนี้เผ็ดร้อนไม่แพ้กัน
ขณะเดียวกัน จ.ตาก ถือเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดครองได้อย่างเหนียวแน่น ว่ากันว่า สนาม ส.ว.นี้ ผู้สมัครรายใดมีสายสัมพันธ์ที่อิงแอบกับเพื่อไทย โอกาสแจ้งเกิดค่อนข้างริบหรี่ ทำให้ นายชิงชัย ก่อประภากิจ โดดเด่นกว่าผู้สมัครรายอื่น เนื่องจากเป็นอดีตนายก อบจ.ตาก 3 สมัย มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่ อ.เมือง และ 5 อำเภอชายแดน ที่สำคัญมีความสนิทสนมกับนักการเมืองขั้วประชาธิปัตย์ ขณะที่คู่แข่ง นายฟรีอี เละเซ็น ทนายความ ยังถือว่าเป็นลองมากนัก
มาที่ จ.อุตรดิตถ์ นายพีระศักดิ์ พอจิต อดีตนายก อบจ.อุตรดิตถ์ และประธานสโมสรฟุตบอลอุตรดิตถ์ เอฟซี ซึ่งมีสายพันธ์อันดีกับพรรคประชาธิปัตย์ ต้องมาต่อกรกับ นายวรนุพงษ์ ลภัสจารุนันท์ อดีต ส.ส.และอดีต ส.ว.อุตรดิตถ์ ที่ดอดมาสมัครวันสุดท้าย ทำให้สนามนี้ดุเดือดขึ้นมา
ส่วน จ.สุโขทัย นายภูมิสิทธิ์ มั่นคง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนศรีนคร อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย หลังจากเกษียณในปี 2556 เข้ามาทำงานในตำแหน่งเลขานุการ ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ นายก อบจ.สุโขทัย น้องสาวของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดูมีภาษีกว่าคู่แข่งอย่างนายประเสริฐ จันทร์แย้ง อดีตนายอำเภอคีรีมาศ จ.สุโขทัย แม้ว่าจะเป็นที่รู้ของชาวบ้าน เนื่องจากวนเวียนรับราชการอยู่ในพื้นที่ แต่ถ้าวัดถึงสายสัมพันธ์แล้วเป็นรองหลายช่วงตัว
จ.น่าน เป็นการชิงกันระหว่างนายชัยวุฒิ คูอาริยะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.น่าน เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ กับนายอนนต์ ตันตระกูล อดีตเป็นเทศมนตรีเมืองน่านหลายสมัย ทั้งคู่ถือว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะนายอนนต์ เหนียวแน่นพอสมควร ศึกนี้อาจจะวัดที่คะแนนนิยมส่วนตัวล้วนๆ
สำหรับ จ.พิจิตร ตัวยืนยังเป็นนายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.โพทะเล เพราะแนบแน่นกับสาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แต่ต้องวัดดวงกับนายสุรสิทธิ์ ฉัตรชัยเดช อดีต ส.ว.พิจิตร ปี 2543-2547 ที่ค่อนข้างญาติดีกับพรรคเพื่อไทยสาย พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ อดีต ส.ส.พิจิตร
จ.กำแพงเพชร นายจุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร หลายสมัย ที่มีฐานคะแนนเสียงอยู่ในพื้นที่แข็งแกร่งที่สุด และยังมี ส.อบจ.ให้การสนับสนุน ต้องมาชนกับ นายอุดม วราหะ อดีต กกต.กำแพงเพชร ปี 2541-2546 ที่เคยสมัครในสนาม ส.ว.ที่ผ่านมา และมีผลคะแนนนับหมื่น ด้วยฐานเสียงเชื่อว่า นายจุลพันธ์ เป็นต่อหลายช่วงตัว
จังหวัดที่ดูเหมือนจะรู้ตัวผู้ชนะแล้ว คือ จ.ลำปาง นายบุญชู ตรีทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ในรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ก่อนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการพรรคไทยรักไทย ภายหลังตระกูล "จันทร์สุรินทร์" ยกธงขาวไม่ส่งทายาทร่วมชิงชัย ทำให้ศึกนี้เงียบทันที คู่แข่งอย่าง นายวรวุฒิ หน่อคำ อดีตประธานสภาทนายความภาค 5 ดูยังห่างชั้น
ดุจเดียวกับ จ.พะเยา นายไพรัตน์ ตันบรรจง ลูกชายคนเล็กของนายเพียว ตันบรรจง ตำนานนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่แห่ง อ.ปง จ.พะเยา ทำให้มวยนอกสายตา อย่าง นายเสถียร เชื้อประเสริฐศักดิ์ อดีตประธานสภาทนายความจังหวัดพะเยา อดีตผู้สมัคร ส.ว.พะเยา ปี 2550 และอดีตรองประธานสโมสรพะเยา เอฟซี อาจจะดูห่างไกลกันหลายช่วงตัว
.....................................
(หมายเหตุ : เอกซเรย์ตัวเต็ง'เรดโซน' ศึกชิงเก้าอี้ส.ว.เหนือ)



