ข่าว

ประเทศไทยกับวัฒนธรรมทางการเมือง

ประเทศไทยกับวัฒนธรรมทางการเมือง

10 มี.ค. 2557

ประเทศไทยกับวัฒนธรรมทางการเมือง : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

                มีผู้ตั้งคำถามว่า ทำไมนักการเมืองประเทศอื่น ถึงได้มีจิตวิญญาณสูง ไม่ติดยึดกับตำแหน่งหรืออำนาจวาสนา เช่น รัฐมนตรีบางประเทศ แค่คนใกล้ชิดพัวพันกับการทุจริต บริหารงานบกพร่อง ถูกกล่าวหาในเรื่องส่วนตัว หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งในเรื่องงานอันเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่ เช่น รถไฟตกราง คนขับรถเมล์นัดหยุดงาน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฯลฯ นักการเมืองต่างประเทศ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภา ก็จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งเสมอ ต่างจากนักการเมืองในประเทศเรา ที่ขนาดจุดประทัดไล่ก็ยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้

                ผมคิดว่าเรื่องนี้มาจากวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละชาติ และจิตสำนึกของนักการเมืองคนนั้นๆ - วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นสิ่งที่สร้างสมมาจากพฤติกรรมทางการเมืองของคนในอดีต บวกกับวัฒนธรรมและลักษณะประจำชาติของคนในชาตินั้นๆ ประเทศใดก็ตามที่นักการเมืองรุ่นก่อนๆ ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นสุภาพชน มีความรับผิดชอบสูง บริหารบ้านเมืองด้วยความโปร่งใส ติดต่อสืบทอดกันมา ก็จะเกิดจารีตให้นักการเมืองรุ่นหลังๆ เดินตามแนวทางนั้น ขณะเดียวกันวัฒนธรรมและลักษณะประจำชาติ ก็มีส่วนสำคัญในการส่งผลต่อการเมือง เช่น ในแอฟริกาบางประเทศที่ยังมีความเป็นชนเผ่าดั้งเดิมสูง วัฒนธรรมทางการเมืองโดยพื้นฐานก็คือการปกครองแบบหัวหน้าเผ่าซึ่งรวบอำนาจ และกำจัดผู้ที่เป็นศัตรู ในอเมริกาใต้ ประเทศส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากสเปนผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองและวัฒนธรรมของคนผิวดำจากแอฟริกา ดังนั้นวัฒนธรรมทางการเมือง จึงค่อนข้างจะมีความรุนแรง ไม่ผ่อนปรน และขาดความอดทน

                ย้อนกลับมามองประเทศไทย จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลา 82 ปี ของระบอบประชาธิปไตย เราถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารชุดต่างๆ เป็นเวลากว่า 40 ปี และลุ่มๆ ดอนๆ อีกร่วม 20 ปี ก่อนจะโผล่ขึ้นมาสูดอากาศได้ 5-6 ปี หลังจากนั้นก็กลับไปสู่ความวุ่นวายจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่คนไทยมีความคุ้นชินกับการปกครองแบบกึ่งเผด็จการ วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย จึงเป็นไปในลักษณะที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ แล้วกำหนดแนวทางให้ประชาชนปฏิบัติตาม วัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยจึงเป็นไปในแบบของการทำตามนโยบายหรือคำสั่งของรัฐบาล โดยประชาชนขาดโอกาสในการเรียนรู้และเข้าใจความเป็นประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง มีจิตใจโอนเอียงไปทางอำนาจนิยม ชื่นชมผู้นำที่เข้มแข็ง เด็ดขาด มากกว่าการคำนึงถึงเหตุผลและหลักการ ประกอบกับวัฒนธรรมและนิสัยประจำชาติของคนไทย เป็นคนที่หัวอ่อน ไม่ชอบเรื่องที่วุ่นวาย หรือเอาตัวไปเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือเรื่องยุ่งยาก ซ้ำร้ายก็คือในช่วงเวลาแห่งการเป็นประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสมบูรณ์นั้น เรากลับโชคร้ายได้นักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจมาบริหารประเทศ ซึ่งในชั้นแรกใช้ความเป็นนักธุรกิจทำให้มีความคล่องตัวในการทำงาน แต่สุดท้ายแล้ว ก็หนีไม่พ้นการใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจมาผูกขาด แสวงหาผลประโยชน์ และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตนเอง

                จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมาเมืองไทยยังขาดรูปแบบที่ดีงามของวัฒนธรรมทางการเมือง และคนไทยก็มิได้รับการปลูกฝังหรือส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างเพียงพอ ดังนั้น แม้ว่าอำนาจอธิปไตยจะเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามีอำนาจอะไร อย่างไร ก็เป็นแค่คำโฆษณาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ แต่เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ตามระบอบประชาธิปไตยดีแล้ว ประชาชนนั่นแหละครับ คือผู้ที่จะวางกรอบและกำหนดมาตรฐานของวัฒนธรรมทางการเมืองขึ้นมาเอง