ข่าว

พาณิชย์ยันไม่พบทุนนอก"ทำนา""อภิสิทธิ์"ระบุลงทุนเกษตรต้องไม่กระทบสิทธิคนไทย

พาณิชย์ยันไม่พบทุนนอก"ทำนา""อภิสิทธิ์"ระบุลงทุนเกษตรต้องไม่กระทบสิทธิคนไทย

23 มิ.ย. 2552

นายกฯ พร้อมเปิดรับต่างชาติลงทุนด้านการเกษตร แต่ต้องไม่กระทบต่ออาชีพคนไทย พาณิชย์ระบุอาชีพทำนาเป็นของคนไทย ยังไม่พบต่างชาติเข้ามาทำนาในไทย กรมจับตาบริษัทที่มีความเสี่ยงเข้าข่ายน่าสงสัย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มประเทศคณะมนตรีความมั่นคงอ่าวอาหรับ (จีจีซี) 6 ประเทศ ทำหนังสือถึงทางการไทย แสดงความสนใจในการเข้าทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และทำนาปลูกข้าวในประเทศไทย ว่า มีความเป็นไปได้ที่ไทยจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านเกษตรกรรมในไทย แต่จะต้องดูรูปแบบของการลงทุนไม่ให้กระเทือนต่อสิทธิและความได้เปรียบเสียเปรียบของคนไทย ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านการเกษตรอยู่แล้ว หรือหากต่างชาติต้องการซื้อสินค้าเกษตรของไทยก็ยินดี ส่วนเรื่องการทำนาก็กำลังให้ผู้เกี่ยวข้องดูรูปแบบอยู่ หากเป็นการเข้ามาลงทุนสนับสนุนเทคโนโลยี หรือแปรรูปสินค้าเกษตร หรือมีการทำสัญญาซื้อสินค้าเกษตรก็สามารถทำได้

 "โดยรวมคิดว่าช่องทางการลงทุนในภาคเกษตรมันมีแน่นอน เหมือนกับที่ผมไปจีน ก็มีการลงทุนแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลสนับสนุน" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า ส่วนการจะให้ต่างชาติเช่าที่ดินเพื่อทำนาหรือไม่นั้น เรื่องที่ดินก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายของไทย

 อย่างไรก็ตาม นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าลงทุนทำการเกษตร ทั้งการปลูกข้าว หรือการเลี้ยงสัตว์ โดยกฎหมายระบุคำนิยามไว้ว่า ต่างด้าวหรือชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย สามารถถือหุ้นได้ในอัตราไม่เกิน 49.99% ซึ่งการทำนาและการเลี้ยงสัตว์ถือว่าอยู่ในบัญชี 1 ในส่วนของอาชีพที่มีการสงวนให้แก่คนไทย

 "ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบของกรมถึงการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจบัญชีที่ 1 นั้น ยังไม่พบว่ามีต่างชาติเข้ามาลงทุนทำธุรกิจลักษณะดังกล่าว แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนทำนาในประเทศไทย แถบ จ.สุพรรณบุรี แต่จากการตรวจสอบก็ไม่พบว่ามีต่างชาติมาทำนาแต่อย่างใด" นายคณิสสรกล่าว

 นายคณิสสรกล่าวว่า กรมมีการสุ่มตรวจบริษัทที่มีความเสี่ยงเข้าข่ายน่าสงสัยว่าจะเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เน้นตรวจสอบไปที่ธุรกิจในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การเกษตร ที่ผ่านมาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีข้อเรียกร้องว่า ถือหุ้นเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้ โดยได้รับรายงานว่ามีถึง 1,500 ราย ในจำนวนนี้ได้มีการตรวจสอบร่วมกับกรมที่ดินไปแล้วกว่า 300 ราย ส่วนใหญ่ไม่พบว่าผิดปกติ ถือว่าเข้ามาอยู่อาศัยเท่านั้นไม่ได้ดำเนินธุรกิจ จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ขณะที่การเข้ามาดำเนินธุรกิจ ขณะนี้กรมมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกลุ่มที่ถือหุ้น 40% แต่ไม่เกิน 49.99% เป็นกลุ่มที่จะตรวจสอบอย่างใกล้ชิด