
'ปชป.'ชี้เจรจา'แม้ว'ไม่มีทางจบ!
09 มี.ค. 2557
'ปชป.' แนะ 'รบ.' อย่าทำตัวเป็นเงาให้ 'ทักษิณ' ชี้ไปคุยก็ไม่มีทางจบ ซัด อ้าง 45 วันไม่ทันคืนตำแหน่ง 'ถวิล' แค่ยื้อเวลา
9 มี.ค. 57 เมื่อเวลา 10.30 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยยื่น เงื่อนไขเจรจากับฝ่ายตรงข้าม ว่า นายนพดล รู้อยู่แก่ใจดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นเงื่อนไขเจรจาอะไรกับใครบ้าง แต่พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเองและคณะเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง มักจะมีเงื่อนไขเปิดการเจรจา หรือเงื่อนไขที่จะทำให้ตนเองหลุดพ้นจากการเสียเปรียบทางการเมือง แต่เมื่อใดที่รู้สึกตัวเองเสียเปรียบ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเบี่ยงประเด็น เปลี่ยนรูปแบบการเจรจา หรือเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้ตัวเองคงสถานะความได้เปรียบ ทั้งนี้ ตนก็ไม่เคยได้ยินว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่นกัน เพราะนายอภิสิทธิ์ คงไม่ไปเจรจากับนักโทษหนีคดีได้ และหากเราทบทวนตนเชื่อว่าคนที่พร้อมเจรจาเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมือง คือนายอภิสิทธิ์ สมัยเป็นนายกฯ ที่พร้อมเจรจากับใครก็ได้ที่ให้บ้านเมืองสงบ เช่น ปี 53 ที่นายอภิสิทธิ์พร้อมเจรจากับบุคคลที่เชื่อว่าจะทำให้ปัญหายุติลง โดยไม่คำนึงว่าคนคนนั้นจะมีเครดิตหรือไม่ก็ตาม เป็นการดำเนินการที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความรู้สึกส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าในอนาคตถ้ารัฐบาลรู้สึกตัวเองเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง รัฐบาลคงหาหนทางเจรจา แต่ตนคิดว่ารัฐบาลไม่ควรทำตัวเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการเจรจา ไม่เช่นนั้นความสำเร็จในการเจรจาใดๆ เพื่อบ้านเมืองจะเป็นได้ยาก เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ คงนึกถึงประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์บ้านเมือง
อ้าง 45 วัน คืนตำแหน่ง 'ถวิล' ไม่ทัน เป็นการยื้อเวลา
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ศาลปกครองจะบังคับให้รัฐบาลคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ภายในเวลา 45 วัน ไม่ได้ และขั้นตอนตามกฎหมายไม่สามารถทำได้ทันว่า รัฐบาลควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการเคารพกระบวนการยุติธรรม และคำตัดสินของศาล รวมทั้งยึดมั่นในระบบคุณธรรม ไม่ควรออกมาท้าทายอำนาจศาล ส่วนที่ระบุว่าเวลา 45 วัน ไม่เพียงพอต่อการคืนตำแหน่งให้นายถวิล ตนอยากให้รัฐบาลทบทวนว่าตอนเอานายถวิล ออกจากตำแหน่งเลขาสมช.รัฐบาลใช้เวลากี่วัน ขณะนั้นรัฐบาลมุ่งหวังที่จะเอา พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ มาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งต้องเอา พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ออกจากตำแหน่ง จึงต้องหาตำแหน่งในระดับเดียวกันให้ จึงต้องเอานายถวิล ออกแล้วให้ พล.ต.อ.วิเชียร มานั่งในตำแหน่งเลขาสมช.แทน จะเห็นว่าตามขั้นตอนไม่ได้ใช้เวลานาน แต่วันนี้กลับบอกว่าเวลา 45 วัน อาจไม่พอ ตนคิดว่าน่าจะเป็นข้ออ้าง และเป็นความพยายามยื้อไม่ให้นายถวิล กลับมาทำหน้าที่เลขาสมช.ได้อีกต่อไปมากกว่า ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ตนจึงขอเรียกร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ควรปล่อยให้การดำเนินการเรื่องนี้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครอง ไม่ควรการปล่อยให้มีขบวนการใดๆ ยื้อเวลาออกไป วันนี้รัฐบาลควรสำนึกว่าได้ใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ใช้ดุลยพินิจไม่ชอบมาแล้ว
นายองอาจ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่สถานะของความพิกลพิการหลายเรื่อง ขณะที่นายกฯ ไม่ได้รู้สึกอะไรปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้า ซึ่งความพิกลพิการแรก คือ
1. รัฐบาลพิการ เห็นได้ชัดว่าขณะนี้มีความพยายามที่จะให้วินิจฉัยจากกรณีที่มีการกระทำหรืองดเว้นการกระทำซึ่งให้ได้มาด้วยอำนาจที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่สามารถเปิดประชุมสภา ตามมาตรา 127 ได้ภายใน 30 วัน และไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 172 รัฐบาลจึงมีแนวโน้มไม่สามารถอยู่ในสถานะได้อีกต่อไป
2. นายกฯ พิการ เกิดจากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังตรวจสอบนายกฯ เรื่องการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ถ้าถูกชี้มูลจะเป็นนายกฯ ที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ทั้งสิ้น
3. การเลือกตั้งพิการ สืบเนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่มีแนวโน้มจะเป็นการเลือกตั้งที่โมฆะ เหตุเพราะการดำเนินการเลือกตั้งทั่วไปวันดังกล่าวไม่สุจริต มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เช่น ไม่จัดเลือกตั้งในวันเดียว ดังนั้นความพิการทั้ง 3 ประการ จะยุติได้ขึ้นอยู่ความเป็นผู้นำของนายกฯ แต่ปรากฏว่า นายกฯ กลับปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองเดินหน้าเข้าสู่ความพิการ โดยไม่พยายามหาทางออกอย่างแท้จริง แม้จะแสดงจุดยืนหลายครั้งว่าพยายามแสวงหาทางออก แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามหาทางออก คือการหาทางออกของรัฐบาลมากกว่าส่วนรวม วันนี้ถ้านายกฯ ยังมีจิตสำนึกอย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ดำรงต่อไป แต่ควรตัดสินใจให้ประเทศเดินหน้าเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า



