ข่าว

 'ผ้าขาวเปื้อนเลือด'เหยื่อความรุนแรง..ชายแดนใต้

'ผ้าขาวเปื้อนเลือด'เหยื่อความรุนแรง..ชายแดนใต้

09 มี.ค. 2557

'ผ้าขาวเปื้อนเลือด' เหยื่อความรุนแรง..ชายแดนใต้ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน

                  ชีวิตคนบริสุทธิ์ร่วงหล่นราวใบไม้ที่ปลิดปลิวจากแรงโหมกระพือแห่งความรุนแรงบนดินแดนขอบปลายล่างของด้ามขวานวันแล้ววันเล่า มิได้ทิ้งไว้เพียงคราบเหือดของหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดเท่านั้น ยังมีผลพวงที่ถูกเรียกว่า "เด็กกำพร้า" ไร้เสาหลักและหางเสือ โดยไม่รู้ว่าชีวิตจะเติบโตไปในทิศทางใด

                "อิมรอน สุรพงษ์" วัย 9 ขวบ อาศัยอยู่ใน ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา กลายคนทุพพลภาพนั่งอยู่บนรถเข็น หลังถูกคนร้ายลอบยิงพร้อม "อาลี สุรพงษ์" ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 "อิมรอน" ถูกยิงบริเวณสีข้างด้านขวาบาดเจ็บสาหัสและร่างกายตั้งแต่ท่อนล่างไร้ความรู้สึก มีเพียง "อามีเนาะ สุรพงษ์" มารดาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

                "อามีเนาะ" ยอมรับว่า ยังมีภาระที่ต้องดูแลลูกๆ ในวัยเรียนอีก 3 คน ส่วน "อิมรอน" ต้องหยุดเรียนไปโดยปริยาย เพราะไม่สะดวกในการเดินทางและไม่มีผู้ที่คอยดูแล ทุกวันนี้ยังต้องเดินทางไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลเป็นประจำเพื่อหวังว่าสักวันลูกชายจะได้มีโอกาสกลับมาเดินได้อีก  

                "สงสารลูกแต่ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ลูกกลายเป็นเด็กพิการที่มีเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งได้นำเงินในส่วนนี้เป็นค่าเดินทางในการทำกายภาพบำบัดโดยหวังว่าสักวันลูกจะกลับมาเดินได้" อามีเนาะ กล่าว

                ไม่ต่างจากเรื่องราวความเจ็บปวดของ "อาซีลา ดอลอแต" หรือ น้องพรีม อายุ 19 ปี ชาว อ.กรงปินัง จ.ยะลา คือหนึ่งในผู้สูญเสียทั้งพ่อและแม่จากเหตุการณ์ความไม่สงบจึงตกอยู่ในสถานะเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

                น้องพรีม สูญเสียพ่อไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2549 ขณะที่พ่อขับขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านในช่วงเย็นเพื่อต้อนวัวเข้าคอก ถูกคนร้ายขับรถประกบยิงจนเสียชีวิต คล้อยหลัง 3 ปี เธอพบกับความสูญเสียระลอกใหม่ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 แม่และป้าขับขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 13 กิโลเมตร ระหว่างทางถูกคนร้าย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์สาดกระสุนใส่ร่างแม่และป้า โชคดีที่ป้าปลอดภัย แต่น้องพรีมกลายเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ทันที ช่วงชีวิตนับจากนั้นก็เหลือแค่ป้าที่คอยช่วยเหลือดูแลเธอ พร้อมพี่ชายและน้องสาวอีก 2 ชีวิต

                ส่วน "อับดุลเลาะ ดือราแม" หรือ "น้องเลาะ" รับรู้ถึงความรู้สึกนี้ดี เพราะต้องสูญเสียพ่อไปเมื่อปี 2550 ชีวิตในช่วง 2 ปีที่เสียพ่อเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต

                "การสูญเสียพ่อทำให้ชีวิตในวัยเด็กหายไปเพราะผมไม่สามารถออกสังคมหรือทำกิจกรรมใดๆ ที่เด็กคนหนึ่งต้องทำเป็นเวลา 2 ปีเต็ม กระทั่งได้มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มลูกเหรียงทำให้ได้พบกับเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ อีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกันจึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและฮึดสู้ได้อีกครั้ง" เลาะกล่าว

                นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวชีวิตของ "มูซา สะมะแอ" หรือ "น้องมูซา" เด็กชายวัย 2 ขวบ รอดชีวิตจากคมกระสุนของคนร้ายเมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา "มะนูซี สะมะแอ" อดีตทหารพรานผู้เป็นพ่อเสียชีวิต

                หนูน้อยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนปืนที่พุ่งเจาะทะลุท้องทำให้แพทย์ต้องเร่งช่วยชีวิต ปัจจุบัน "น้องมูซา" กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ท่ามกลางการดูแลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของผู้เป็นแม่ "ซอบรียาห์ สะมะแอ" วัย 31 ปี ครูโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านปาตาตีมอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

                "ซอบรียาห์" ยอมรับว่า ได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาแล้ว เพราะต้องคอยดูแลลูกน้อยตลอดขวบเดือนที่ผ่านมา พร้อมกับทำใจไว้ระดับหนึ่งหากลูกจะไม่เหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ภาวนาขอพรจากองค์อัลเลาะห์ให้ลูกหายเป็นปกติเพื่อกลับมาใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

                "อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นแพทย์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามูซาจะหายเป็นปกติหรือไม่ โดยเฉพาะระบบอวัยวะภายในที่ได้รับความเสียหายรุนแรงจากคมกระสุนที่อาจมีผลกระทบต่อระบบร่างกายในยามที่ลูกเติบโต หากโชคดีร่างกายอาจไม่พิการ แต่อาจพิการทางความรู้สึกที่กลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อ" ซอบรียาห์ กล่าว

                ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับ "เด็ก" ซึ่งเปรียบเสมือน "ผ้าขาว" เหล่านี้ อาจไม่ได้ถูกช่วยเหลือเยียวยาได้ครบทุกคน ต้องยอมรับว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ คือกลุ่มชาวบ้านที่ฐานะยากจน ทำให้การเข้าถึงในการช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ มีข้อจำกัด เพราะทุกช่องทางการติดต่อสื่อสารไม่สามารถดำเนินการอย่างปกติ ทั้งภาษาและการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ จึงเชื่อว่ายังมี "เด็ก" อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังรอการช่วยเหลือ !!


  
ทอดทิ้ง "ผู้พิการยะลา" 2 ปีพุ่ง 3.4 พันคน 

                ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้(DSJ) ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2552 จ.ยะลา มีจำนวนผู้พิการ 4.2 พันคน ผ่านไปเพียง 2 ปี พ.ศ. 2554 มีจำนวนเพิ่มมากถึง 3.4 พันคนรวมเป็นเกือบ 8 พันคน ส่วนใหญ่เป็นผู้พิการจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 

                “พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ” นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล กล่าวยืนยันว่า ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีเด็กเป็นเหยื่อความรุนแรง จนพิการจำนวนมาก และไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพียงแต่ไม่มีใครรู้จำนวนตัวเลขที่แน่นอน เนื่องจาก 1.อยู่พื้นที่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้าไปเพราะกลัวอันตราย 2.ผู้ปกครองไม่ให้ความสนใจในการขอรับความช่วยเหลือ 3.เจ้าหน้าที่ละเลยไม่ให้ความสนใจช่วยเหลือ

                "2 ปีที่แล้วผมไปสำรวจด้วยตัวเอง แถวยะลา มีคนพิการเยอะแยะส่วนใหญ่โดนสะเก็ดระเบิด แขนขา ตาบอด แล้วไม่รู้ว่าจะไปขอความช่วยเหลือที่ไหน ผมรู้ดีว่าพวกงบประมาณเพียงพอสำหรับอุปกรณ์อวัยวะเทียม ทั้งศาลากลาง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โรงพยาบาล ฯลฯ แต่พวกเขาไม่รู้ข้อมูล ผมอยากขอร้องให้ เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ ของแต่ละพื้นที่ช่วยออกภาคสนามตรวจหาคนพิการและเด็กพิการทุกชุมชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ เมื่อรู้ตัวเลขแล้ว ก็ขอความช่วยเหลือไปได้ที่หน่วยงานต่างๆ เพราะแค่หมู่บ้านปาเราะ ที่ยะลา พวกเขาขอรถวีลแชร์กับสามล้อโยก มา 72 คัน ทางสมาคมจัดให้ทันที เพียงแต่ตอนนี้เราไม่รู้ว่าใครต้องการอะไรบ้าง" พ.ต.ศิริชัย กล่าว

.................................

(หมายเหตุ : 'ผ้าขาวเปื้อนเลือด' เหยื่อความรุนแรง..ชายแดนใต้ : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน)