
'องอาจ'เหน็บ'ปู'อย่าขอความเห็นใจ
08 มี.ค. 2557
'องอาจ' เหน็บ 'ยิ่งลักษณ์' อย่ามาขอความเห็นใจเพราะอาสามาดูแลรับผิดชอบบ้านเมืองเอง ชี้ศาลปกครองสั่งคืนตำแหน่ง 'ถวิล เปลี่ยนศรี' ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจใช้อำนาจมิชอบ
8 มี.ค.57 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่าตอนนี้รัฐบาลถอยจนสุดทางแล้วด้วยการยุบสภาฯและวอนให้สังคมเห็นใจว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ควรมาเรียกร้องความเห็นใจ เพราะนายกฯอาสาสมัครเข้ามาดูแลรับผิดชอบบ้านเมืองเอง และจุดเริ่มต้นปัญหาต่างๆเกิดขึ้นจากการบริหารงานแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลเอง และจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดปัญหาและประชาชนออกมาชุมนุมคัดค้านรัฐบาลเกิดขึ้น 3 ประการ คือ 1. น.ส.ยิ่งลักษณ์ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกระดับ ที่ร้ายแรงที่สุดคือ การทุจริตโครงการจำนำข้าว 2.การบริหารงานแบบไร้ระบบคุณธรรม เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าส่วนรวม และ3. การใช้เสียงข้างมากลากไปในสภาฯ เพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิดให้กับคนโกง
“ดังนั้นอย่ามาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม และอยากให้นายกฯแสดงความรับผิดชอบ เพราะที่บอกว่าการยุบสภาฯคือการถอยทุกอย่างแล้วไม่เป็นความจริง การยุบสภาฯของรัฐบาลไม่ใช่การถอย แต่เป็นการรุก เพราะนายกฯและคณะทราบดีว่า หากยุบสภาฯแล้วก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และหวังว่าจะนำชัยชนะในการเลือกตั้งมาฟอกขาว สร้างความชอบธรรม แต่วันนี้คนไทยส่วนมากรู้ทันรัฐบาลแล้ว จึงไม่ออกไปสนับสนุนการเลือกตั้ง เพราะประชาชนทราบดีว่า การยุบสภาฯเป็นกำดักที่มีหลุมพรางคือการเลือกตั้งซ่อม ดังนั้นประชาชนจึงออกมาเรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง และอยากบอกว่าการเลือกตั้งคงไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายชัยชนะของรัฐบาลได้อีกครั้ง เพราะการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. มีแนวโน้มว่าจะขัดรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะ” นายองอาจ กล่าว
'องอาจ' ชี้ศาลปกครองสูงสุดสั่งคืนตำแหน่ง 'ถวิล' ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจในการใช้อำนาจโดยมิชอบและเกินกว่าเหตุของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล ถือเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นแนวลูกระนาด เพื่อต้องการให้คนใกล้ชิดของรัฐบาล เข้ามาบริหารงานสนองผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยรัฐบาลกระทำเกินขอบเขตและเป็นอุทาหรณ์สอนใจ 3 ประการ คือ
1.ใช้อำนาจนำคนใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำรงตำแหน่งข้าราชการ หรือตำแหน่งทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
2.พฤติกรรมลุแก่อำนาจ คิดว่ามีอำนาจจากเสียงข้างมาก ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ได้มาเป็นรัฐบาลจะใช้อำนาจกระการใดๆกับใครก็ได้
และ 3.ไม่ว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่ควรใช้อำนาจหน้าที่ หรือใช้ดุลพินิจโดยมิชอบในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงอีกต่อไป เพราะจะกระทบต่อระบบคุณธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารงานบุคลและงานราชการแผ่นดิน
'ปชป.' จี้ 'นายกฯ' ดูแลองค์กรอิสระไม่ให้ถูกคุกคาม
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังพิจารณาคดี ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.กลาโหม ที่กระทำผิดกฎหมายในหลายคดี ทำให้เห็นปรากฎการณ์ที่ผิดปกติ เกิดขึ้นจากกลุ่มเครือข่ายของรัฐบาลหรือกลุ่มคนเสื้อแดง มีความพยายามกระทำการคุกคาม การทำงานของศาลและองค์กรอิสระในหลายวิธี เพื่อกล่าวหากระบวนการยุติธรรม โดยมีการดำเนินการ 3 วิธี คือ 1.พยายามดิสเครดิตการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น การกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ายังไม่มีการโปรดเกล้าฯ จึงไม่สามารถทำหน้าที่ในการวินิจฉัยคำร้องต่างๆได้ ทั้งที่ความจริงศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ได้วินิจฉัยชัดเจนแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ย.56 ว่าป.ป.ช.ชุดนี้ แต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถทำหน้าที่ได้ แต่ก็ยังมีความพยายามดิสเครดิต สร้างความสับสบให้กับคนในสังคม
นายองอาจ กล่าวว่า 2.มีการข่มคู่คุกคามการทำงานขององค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กวป. ซึ่งเป็นเครือข่ายของคนเสื้อแดง ที่ประกาศว่าจะใช้แผนนารีพิฆาต ใช้อาวุธชีวภาพล่าตัวคณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนในทุกๆที่ และ 3. มีการปล่อยให้ใช้ความรุนแรงในสถานที่ขององค์การอิสระ ด้วยอาวุธร้ายแรง เกิดการขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ทำการของศาล โดยรัฐบาลไม่ได้จริงจังกับการหาคนผิดมาลงโทษ ปล่อยให้มีการดำเนินการใช้ความรุนแรงต่อองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะรักษาการ ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ ดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ความรุนแรงนี้เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระ มิเช่นนั้นแล้วประชาชนอาจสงสัยว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ รู้เห็นเป็นใจหรืออยู่เบื้องหลังการคุกคามทั้ง 3 ประการข้างต้นหรือไม่
'ปชป.' เหน็บ 'ยิ่งลักษณ์' ห่วงบังเกอร์ทหารกระทบท่องเที่ยว
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีที่มีมือปืนใช้อาวุธสงครามลอบยิงถล่มผู้ชุนนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่เวทีแจ้งวัฒนะ และยิงเข้าใส่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความรุนแรงเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาล สิ่งที่น่าตกใจคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กลับไม่มีความเป็นห่วงประชาชน แต่กลับห่วงเรื่องของบังเกอร์ของทหาร ที่มารักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับประชาชน
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์มีปัญหาอะไรกับความปลอดภัยของประชาชน เพราะไม่ได้ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งการปาระเบิดและกราดยิง ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่มีการตั้งบังเกอร์ของทหาร จำนวน 176 จุดทั่วกทม. เหตุการณ์ความรุนแรงลดลง โดยไม่ได้ยินข่าวว่ามีการยิงระเบิดเอ็ม 79 ในเวลากลางคืนและเรื่องของชายชุดดำ ทั้งนี้ ตนไม่ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์รับคำสั่งจากชายชุดดำมาหรือไม่ ว่าทำงานยาก เพราะแปลกใจว่านายกรัฐมนตรีของไทยกำลังเป็นห่วงว่าประชาชนจะปลอดภัย
นายชวนนท์ กล่าวว่า ขอถามว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้นายกฯของไทย ไม่พอใจที่ประชาชนปลอดภัยจากการดูแลของทหาร นอกจากนี้ เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์เห็นบังเกอร์ของทหารแล้วระบุว่าส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวนั้น ตนขอถามว่าจำได้หรือไม่ว่าเมื่อปี 2553 ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั่งอยู่ที่บริเวณแยกราชประสงค์ในผู้ชุมนุมที่มีอาวุธ พร้อมมีการล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่และถังแก๊ส เหมือนเป็นค่ายสงคราม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับบอกว่าไม่มีปัญหา อย่างนั้นถือว่าเป็นเชิงการท่องเที่ยวหรือไม่ เราจึงต้องตอกย้ำในเรื่องนี้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ความเสียหายให้ประเทศไทยแค่ไหน
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการติดป้ายผ้าประกาศแบ่งแยกดินแดนทั่วประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่คิดว่ามีผลกระทบกับความมั่นคงของประเทศหรืออย่างไร กลับไปสนใจประเด็นเล็กน้อยอย่างเรื่องของบังเกอร์ ทั้งที่การแบ่งแยกดินแดนนั้นมีความคิดในเรื่องนี้จริง การที่กลุ่มสปป.ล้านนาพยายามจะเบี่ยงเบนประเด็นว่าย่อมาจาก “สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา” นั้น เป็นการโกหกเพราะตัวอักษรย่อที่แท้จริงของคำดังกล่าวคือ "สปล." ขณะที่สปป.ล้านนา คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนา แต่เมื่อทหารเอาจริง กลุ่มดังกล่าวกลับเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงอย่างไม่อาย ทั้งที่ตัวอักษรย่อที่แท้จริงมีความแตกต่างกัน
นายชวนนท์ กล่าวว่า ปัญหาอย่างนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ให้ความสนใจเลย กลับบอกว่าเป็นเรื่องของอารมณ์และความไม่ยุติธรรม ตนคิดว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์หมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกฯต่อไปโดยสิ้นเชิง ไม่ดูแลความปลอดภัยของประชาชน แต่กลับทำให้ประชาชนไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังไม่สนใจการแบ่งแยกดินแดน กลับให้ท้ายและแก้ต่างมาตลอด อย่างไรก็ตาม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังเดินหน้าต่อไป โดยที่ประชาชนไม่สามารถหวังพึ่งรัฐบาลได้เลย แต่ต้องหวังพึ่งทหารกับประชาชนที่ต้องหยุดยั้งกระบวนการดังกล่าว ทั้งนี้ ตนขอให้กำลังใจการทำหน้าที่ของทหาร
'ปชป.' ขอ 'กกต.-รบ.' ชะลอจัดเลือกตั้ง รอศาลรธน.วินิจฉัยลต.2 ก.พ.โมฆะหรือไม่
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของนายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นโมฆะว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชะลอการทำงานในการกำหนดวันเลือกตั้งออกไปก่อน โดยควรรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา เพราะกกต.ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นกัน
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เพราะขณะนี้มี 2 คำร้อง จึงไม่มีเหตุผลใดที่กกต.กับผู้สมัครของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย จะต้องไปเร่งรีบหรือกดดันให้มีการลงคะแนนและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งสิ้นเปลืองงบประมาณ ที่มาจากภาษีโดยใช่เหตุ และเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเผชิญหน้าในพื้นที่ต่างๆ ที่ยังมีความรุนแรง รวมถึงจะสร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งเพิ่มและซับซ้อนมากขึ้น จึงขอให้ทุกฝ่ายรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีเหตุผลที่ต้องดื้อดึงหรือฝืนเดินเพื่อให้ปัญหานี้สร้างความวุ่นวายไม่รู้จบให้กับประเทศ



