
'ข่าวสารคืออำนาจ'ปมการเมืองจ้องฮุบสมช.
'ข่าวสารคืออำนาจ'ปมการเมืองจ้องฮุบสมช.
คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ให้แก่ ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. ถือว่าเป็นแรงสั่นสะเทือนระลอกล่าสุดที่กระแทกเข้าใส่รัฐบาลรักษาการ
มหากาพย์ในการต่อสู้ของนายถวิล นอกจากจะสะท้อนความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการแล้ว ยังสะท้อนด้วยว่า ตำแหน่งเลขาธิการ สมช.มีความสำคัญยิ่งต่อรัฐบาล หรือฝ่ายการเมือง
แต่เดิมบทบาทของ สมช.ถือเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อรองรับภัยคุกคามทั้งในและนอกประเทศ แต่ในระยะหลังบทบาทของ สมช.เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามแรงเหวี่ยงของฝ่ายการเมือง ว่ากันว่า ภาพของการเปลี่ยนแปลงนั้น เริ่มชัดเจนมากขึ้นในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี
ในยุคที่ฝ่ายการเมืองเริ่มตระหนักได้ว่า "ข่าวสารคืออำนาจ" และเริ่มเห็นช่องทางที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์จากข่าวสารที่อาจจะมากกว่าการเป็นเพียงแค่ตำแหน่ง นายกฯ เป็น ประธาน สมช.และรัฐมนตรีด้านความมั่นคงเป็น กรรมการ สมช.โดยตำแหน่ง
เพราะหน่วยงานด้านการข่าวนั้น สามารถใช้ให้เป็นได้ทั้งคุณทั้งโทษ โดยเฉพาะการ "ล้วงตับ" ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง "การเมือง" หรือ"เศรษฐกิจ"
อย่างไรก็ดี การวางตัว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร มาเป็นเลขาธิการ สมช. โดยโยกจากกองทัพให้มาศึกษางาน สมช.ก่อนหน้านั้นหลายปี ถึงแม้จะถูกคั่นด้วยคนนอกสายไประยะหนึ่ง แต่เมื่อการเมืองพลิกขั้ว พล.ท.ภราดร ก็หวนกลับมาผงาดในตำแนห่ง เลขาธิการ สมช.ได้ ท่ามกลางความปั่นป่วนในตำแหน่งระดับยอดของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะที่สำนักวานตำรวจแห่งชาติ ที่โยก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. เปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ญาติของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร (นามสกุลขณะนั้น) ได้ขึ้นคุมยุทธจักรสีกากีสมใจ
เมื่อขยับเก้าอี้ ผบ.ตร.ก็ต้องหาเก้าอี้ที่เหมาะสมให้แก่ อดีต ผบ.ตร.ที่เหมาะสมที่สุดในเวลานั้น ก็มีเพียงตำแหน่ง เลขาธิการ สมช.เท่านั้น รายการเด้ง ถวิล เปลี่ยนศรี ไปเป็นรองเลขาธิการนายกฯ จึงเกิดขึ้น
แต่ พล.ต.อ.วิเชียร ก็มาทำหน้าที่ เลขาธิการ สมช.เพียงชั่วคราว เพราะถึงจังหวะเหมาะ ก็โยก พล.ท.ภราดร มารับตำแหน่งจนกระทั่งปัจจุบัน แล้วให้ พล.ต.อ.วิเชียร ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม
การเลือก "คน" ที่ตนไว้ใจมาทำงานอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญ อาจมีคนบอกว่า นี่คือ มองในแง่การเมือง แต่ในแง่ของกฎหมายและความชอบธรรมแล้วจะฟังขึ้นหรือไม่เป็นคนละเรื่อง และจริงแท้ที่สุดก็คือ การขยับคนพ้นจากตำแหน่ง จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง มีคุณธรรมและเป็นไปตามกรอบกฎหมาย
พล.ท.ภราดร นั้นเป็นหลานของ ปรีดา พัฒนถาบุตร คนที่เคยเป็น "นาย" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อครั้งยังรับราชการตำรวจ การจัดวางคนในเครือข่ายจึงเป็นเรื่องที่มองกันได้ แต่ปัญหาก็คือ แล้วผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบจะทำอย่างไร
ยิ่งเป็นหน่วยงานที่ลักษณะการทำงานอาจจะสร้างผลกระทบด้านมืดให้แก่ฝ่ายตรงกันข้ามได้เช่นนี้
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงตั้งข้อสังเกตว่า นับแต่ พล.ท.ภราดร ขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช. บทบาทของ สมช.ก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น การเจรจาบนโต๊ะกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมาเป็นการเจรจาลับมาตลอด แต่เมื่อการเจรจามาถึงวันนี้ อาจเรียกได้ว่าสัมผัสถึงมรรคถึงผลแทบไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ฝ่ายการเมืองต้องการวางตัวคนที่จะมาเป็นเลขาธิการ สมช. เนื่องจาก 1.เพื่อให้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เป็นไปตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ และ 2.เพื่อต้องการทราบความเคลื่อนไหวของข้อมูล "ข่าวกรอง" ที่มีผลกระทบต่อรัฐบาล เนื่องจาก สมช.มีอำนาจในการบูรณาการข้อมูลข่าวสารจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และหน่วยข่าวของทหาร-ตำรวจ
สภาวการณ์ดังกล่าวจึงทำให้บทบาทด้านยุทธศาสตร์ และงานข่าวกรองของ สมช. มุ่งเฉพาะข่าวสารที่กระทบต่อรัฐบาลเป็นหลัก ส่วนข้อมูลข่าวสาร หรือยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงด้านอื่นๆ ที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง ถูกให้ความสำคัญลำดับรองลงไป
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้เนื้องานของ สมช.จะสามารถป้อนข้อมูลข่าวสารให้แก่รัฐบาล แต่หากรัฐบาลนำข้อมูลข่าวสารนั้นไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็คงจะไม่เกิดความเสียหายใดๆ และแทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเลือก "สายตรง" หรือ "เด็กในคาถา" เข้ามา แล้วสุดท้ายก็ต้องมาแก้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
...................
(หมายเหตุ : 'ข่าวสารคืออำนาจ'ปมการเมืองจ้องฮุบสมช.)



