
'ม็อบแดนซ์'แสดงพลังหญิง ยุติความรุนแรง
09 มี.ค. 2557
'ม็อบแดนซ์'แสดงพลังหญิง ยุติความรุนแรง : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...รัชดา ธราภาค
ออกจะดูแปลกๆ อยู่บ้างที่การรณรงค์เพื่อต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง แสดงออกในรูปแบบของการเต้นที่สนุกสนาน ถึงอย่างนั้น One Billion Rising for Justice ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง ก็ถือเป็นกิจกรรมที่มีคนสนใจเข้าร่วมมากกว่ากิจกรรมรณรงค์ใดๆ ในประเด็นเดียวกันที่เคยมีมา โดยมีกลุ่มองค์กรในกว่า 200 ประเทศร่วมจัด และมีคนสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
คำว่า one billion มาจากสถิติขององค์การสหประชาชาติ ที่ระบุตัวเลขผู้หญิงทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ One Billion Rising for Justice จึงเป็นกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความไม่ยอมจำนน โดยการนัดหมายรวมตัวกันเพื่อเต้นประกอบเพลง Break the Chain ซึ่งเนื้อหาเป็นการปลุกขวัญกำลังใจให้ผู้หญิงลุกขึ้นก้าวข้ามความกลัว เพื่อไปสู่อิสรภาพจากการถูกกดขี่บังคับทั้งปวง กิจกรรมส่วนใหญ่จัดขึ้นในวันวาเลนไทน์ แต่มีบางแห่งเลือกจัดในโอกาสวันสตรีสากล วันที่ 8 มีนาคม
ผู้ที่ริเริ่มกิจกรรมนี้คือ อีฟ เอนส์เลอร์ นักเขียนบทละครชาวอเมริกัน วัย 60 ปี ซึ่งมีชื่อเสียงจากผลงานการเขียนบทละครชื่อ Vagina Monologues เมื่อปี 1996 ซึ่งได้รับการแปลเป็น 48 ภาษา และมีคนดังร่วมแสดง อาทิ เจน ฟอนดา, วู้ปปี้ โกลด์เบิร์ก, ซูซาน ซาเรนดอน, ซินดี้ ลอเปอร์, โอปรา วินฟรี เป็นต้น
นอกจากงานละคร อีฟ เอนส์เลอร์ ยังเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้หญิง ปี 1998 เธอจัดตั้งองค์กรไม่แสวงกำไรชื่อ V-Day ตัว V หมายถึง Victory ที่แปลว่า ชัยชนะ, Valentine ซึ่งถือเป็นวันจัดกิจกรรมประจำปีขององค์กร และ Vagina ที่แปลว่าช่องคลอด V-Day ทำงานรณรงค์และระดมทุนเพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความตื่นตัวเรื่องสิทธิของผู้หญิง จนถึงปี 2010 V-Day มีการจัดกิจกรรมเพื่อสื่อสารประเด็นสิทธิของผู้หญิงไปยังประชาชนมากกว่า 80 ล้านคนในประเทศต่างๆ
ส่วน One Billion Rising for Justice อีฟได้แรงบันดาลใจด้านลบจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับบลิกัน ท็อดด์ อาคิน เมื่อปี 2012 เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ต่อต้านการทำแท้งมาอย่างยาวนาน ครั้งนั้น พิธีกรถามว่า ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนควรมีสิทธิทำแท้งหรือไม่
ท็อดด์ตอบว่าการข่มขืนจะไม่ทำให้ท้อง เพราะถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม ร่างกายของผู้หญิงมีกลไกปิดกั้นตัวเองโดยอัตโนมัติ และถึงจะถูกข่มขืนจนท้องจริง คนที่ถูกลงโทษควรเป็นคนที่ข่มขืน ไม่ใช่เด็ก ท็อดด์ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากคำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ในที่สุด เขาออกมาขอโทษและพูดแก้ตัวแบบขอไปที
อีฟ เอนส์เลอร์ รู้สึกช็อก ที่เพื่อนร่วมชาติซึ่งเป็นหัวขบวนเรื่องสิทธิมนุษยชน กล้าพูดจาจาบจ้วงล่วงละเมิดความเป็นผู้หญิงได้ถึงเพียงนี้ แล้วในประเทศอื่นๆ จะเป็นอย่างไร เธอจึงคิดการรณรงค์เพื่อแก้ไขทัศนคติต่อผู้หญิงที่ไม่เหมาะสม อันเป็นที่มาของกิจกรรมโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเพื่อชักชวนให้คนทั่วโลกลงชื่อร่วมจัดกิจกรรม ดาวน์โหลดเพลง และอัพโหลดวิดีโอบันทึกภาพกิจกรรมจากทุกมุมโลกขึ้นบนเว็บไซต์
ทั่วโลกร่วมเต้นต้านความรุนแรง
www.onebillionrising.org ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คนดังพากันเข้าร่วม อาทิ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด พระเอกรุ่นใหญ่ ที่ชักชวนให้ทุกคนไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายเข้าร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้
"สถิติขององค์การสหประชาชาติ ผู้หญิง 1 ใน 3 เผชิญความรุนแรงในหลายรูปแบบ นี่ไม่ใช่ปัญหาของผู้หญิง แต่เป็นวิกฤติของโลก กิจกรรมนี้เป็นการยืนยันว่าเราสามารถมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหา"
แอนน์ แฮทธาเวย์ อีกหนึ่งดาราดังที่ร่วมเต้นกับ One Billion Rising ให้สัมภาษณ์ว่าตั้งแต่ยังเรียนวิทยาลัย เธอพบข้อมูลว่าผู้หญิง 1 ใน 4 ผ่านประสบการณ์การถูกข่มขืน ทำให้เธอคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่ถูกข่มขืนต้องมีคนที่เธอรู้จักรวมอยู่ด้วยแน่ๆ และเพียงสัปดาห์ต่อมา เพื่อนของเธอก็ถูกข่มขืน
ดาราสาวกล่าวต่อไปว่า ตอนช่วงที่เป็นวัยรุ่น เธอเคยเต้นรำแบบสนุกจนลืมโลก เธอจึงเชื่อว่าการเต้นรำคือการปลดปล่อย และทำให้เราได้ค้นพบพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง
ปีนี้ มีกลุ่มองค์กรต่างๆ ในกว่า 200 ประเทศ ลงชื่อเข้าร่วมกิจกรรม One Billion Rising ภาพกลุ่มผู้หญิง (และผู้ชาย) ร่วมเต้นเพลง Break the Chain จากทุกมุมโลก ถูกอัพโหลดบนเว็บไซต์ขององค์กร และเว็บไซต์ยูทูบ ไม่เว้นแม้แต่ภูฏานที่ภาพผู้หญิงในชุดพื้นเมืองเต้นกันอย่างออกรสออกชาติบนภูมิประเทศที่เป็นภูเขาได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก
ทุกคนที่ร่วมกิจกรรมมีเป้าหมายในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง และแต่ละประเทศก็มีประเด็นเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เช่น
อินเดีย อนุ อนันต์ นักเคลื่อนไหวประเด็นสิทธิผู้หญิง กล่าวถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อปลายปี 2554 กรณีนักศึกษาแพทย์ถูกรุมโทรมบนรถเมล์ แม้ในเวลาต่อมาผู้ต้องหาถูกศาลสั่งลงโทษประหารชีวิต แต่เพราะเป็นคดีใหญ่ที่ทั่วโลกจับตา กระบวนการยุติธรรมจึงถูกกดดันให้ต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังต่อผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีข่มขืนและละเมิดทางเพศอีกมากมายที่เกิดขึ้นในอินเดีย แต่เรื่องเงียบหาย เนื่องจากเจ้าทุกข์มีฐานะยากจน และสังคมอินเดียยังมีทัศนคติที่มักโทษฝ่ายหญิงว่าเพราะประพฤติไม่เหมาะสมจนเป็นต้นเหตุของการถูกละเมิดทางเพศ เธอจึงจัดกิจกรรมรณรงค์ One Billion Rising ขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตัวต่อประเด็นสิทธิสตรี ทั้งนี้ อินเดียเป็นอีกประเทศที่มีการจัดกิจกรรมในหลายเมืองและมีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
อัฟกานิสถาน แม้ผู้หญิงอัฟกันจะไม่สามารถแสดงออกในที่สาธารณะได้อย่างอีกหลายประเทศ แต่กลุ่มผู้หญิงจำนวนกว่าร้อยคนก็พากันเดินขบวนไปตามท้องถนนในกรุงคาบูล และตะโกนข้อความ "ไม่เอาความรุนแรง" และ "ความเป็นธรรม ความเป็นธรรม" พวกเธอมีจุดยืนต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง พร้อมคัดค้านร่างกฎหมายที่ห้ามญาติเป็นพยานในคดีฟ้องร้อง ซึ่งจะทำให้เมื่อเกิดคดีข่มขืนหรือกระทำทารุณในครอบครัว ญาติที่ใกล้ชิดและรู้เห็นเหตุการณ์ไม่สามารถเป็นพยานได้
อียิปต์ ซึ่งการละเมิดสิทธิสตรีค่อนข้างรุนแรง ทั้งการขริบอวัย วะเพศ การค้าประเวณีเด็ก การบังคับแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย การละเมิดทางเพศ อีกทั้งการแจ้งความดำเนินคดีก็เป็นเรื่องยาก เพราะเหยื่อต้องเผชิญความอับอายจากเจ้าหน้าที่ซึ่งขาดความตระหนักถึงสิทธิของผู้หญิง เจ้าหน้าที่องค์กรเอกชนในอียิปต์ยอมรับว่าเรื่องสิทธิสตรีในอียิปต์ค่อนข้างล้าหลัง เป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงจะออกมาเต้นในที่สาธารณะ จึงทำได้เพียงการรวบรวมรายชื่อผู้ที่เห็นด้วยกับการรณรงค์ อัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ และร่วมซึมซับแรงบันดาลใจจากการรับชมกิจกรรมที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ เท่านั้น
ฟิลิปปินส์ จัดกิจกรรมบริเวณหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงมะนิลา ประเด็นคือการเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวขอโทษกรณีมีการบังคับผู้หญิงฟิลิปปินส์ เกาหลี และจีน รวมกว่า 2 แสนคนให้เป็นโสเภณีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
One Billion Rising เพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 กิจกรรมจะส่งผลต่อการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงเพียงใดยังต้องติดตาม แต่ที่ชัดเจนคือ การเข้าร่วมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วทุกมุมโลก สะท้อนว่าเสียงดนตรี เครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมถึงทัศนคติและความเชื่อ อาจมีพลังเกินกว่าหลายคนจะคาดคิด
"สังคมไทยเน้นเยียวยา แต่ไม่แก้ปัญหาทัศนคติ"
ในประเทศไทย หลายพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ กิจกรรมเดียวกัน มีการทยอยจัดไปบ้างแล้วตอนวันวาเลนไทน์ ล่าสุด วานนี้ (8 มี.ค.) ก็มีการจัดกิจกรรมขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ชื่อโครงการรณรงค์สาธารณะ "หนึ่งพันล้านเสียง ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง" ที่สวนสันติชัยปราการ
น.ส.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล แม่งานในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ พูดถึงความน่าสนใจและความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั่วโลกว่า อยู่ตรงการสื่อสารเชิงบวกต่อประเด็นความรุนแรงต่อผู้หญิง
"ที่ผ่านมา มีแต่การนำเสนอในมุมที่ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำ นี่เป็นกิจกรรมแรกๆ ที่เป็นการแสดงพลังเพื่อยืนยันสิทธิ โดยใช้ร่างกายและการแสดงออกด้วยการเต้นในที่สาธารณะเป็นสื่อ ซึ่งกลายเป็นวิธีที่ได้รับความสนใจจากคนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่"
ในประเทศไทย สถิติการให้บริการของศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ พบว่ามีเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ถูกกระทำทารุณเข้ารับบริการ รวม 26,565 คน หรือทุก 2 นาที มีผู้หญิงและเด็กถูกกระทำความรุนแรง 1 ราย ผู้กระทำร้อยละ 80 เป็นคนใกล้ชิด ได้แก่ สามี หรือคนในครอบครัว
ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สังคมไทยเน้นการให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งการแก้ไขในเชิงโครงสร้าง เช่นการแก้ไขหรือออกกฎหมาย แต่สิ่งที่เป็นรากเหง้าของปัญหาและยังไม่ถูกพูดถึงมากนักคือเรื่องทัศนคติ
"คนยังมองผู้หญิงถูกข่มขืนว่าเพราะแต่งตัวโป๊ ไปเดินที่เปลี่ยวหรือเปล่า แม้แต่การคิดว่าเรื่องเพศน่าอาย ผู้หญิงดีต้องปกปิด ไม่ยุ่งกับเรื่องเหล่านี้ คนจำนวนมากจึงไม่กล้าหาความรู้ และไม่สามารถดูแลตัวเองได้" ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ แสดงความคาดหวังว่า กิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้ต่อประเด็นปัญหา เพื่อนำไปสู่การปรับทัศนคติอย่างเหมาะสมในลำดับต่อไป
...............................
('ม็อบแดนซ์'แสดงพลังหญิง ยุติความรุนแรง : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...รัชดา ธราภาค)



