
รถไฟหยุดวิ่ง...แล้วชาวบ้านได้อะไร
กลายเป็นประเด็นร้อน อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยสำหรับการหยุดงานประท้วงของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน หลังจากที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อแก้ปัญหาขาดทุนสะสมที่มีกว่า 72,850 ล้านบาท โดยมอบหมายใ
สหภาพให้เหตุผลในการต่อต้านครั้งนี้ว่า การจัดตั้งบริษัทลูกเป็นวิธีการแปรรูปกิจการรถไฟและในอนาคตจะนำไปสู่การที่มีเอกชนเข้ามาถือหุ้น เพื่อให้บริการในกิจการเดินรถแทน ร.ฟ.ท. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าว และขอให้กลับมาเจรจากับสหภาพก่อนดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งนี้ แผนการปรับโครงสร้างรถไฟ เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งที่ผ่านมามีการประชุมกันหลายครั้งและมีกระแสต่อต้านมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า ต้องมีการแยกบัญชีการบริหารงานในอนาคตออกจากกัน ระหว่างการบริการเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยต่อไปรัฐบาลจะเข้ามารับภาระชดเชยให้เฉพาะบริการเชิงสังคมเท่านั้น
ส่วนบริการเชิงพาณิชย์ ก็จะมีกำไรทำให้รถไฟสามารถเลี้ยงตัวได้ต่อไปในอนาคต อีกทั้งก่อนหน้านี้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ก็ได้พูดคุยกับประธานสหภาพจนเข้าใจกันดีแล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนผู้นำสหภาพใหม่ ก็มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง
พนักงาน ร.ฟ.ท.ยอมรับว่า การหยุดงานในวันที่ 22 มิถุนายน เป็นไปอย่างเร่งด่วน ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าแก่ประชาชนผู้ใช้บริการจนทำให้เดือดร้อนมาก ซึ่งในส่วนของพนักงานเองบางส่วนก็ยังไม่ทราบเรื่องการหยุดงานเช่นกัน เห็นได้จากในช่วงเช้าที่ยังมีการให้บริการบางส่วนอยู่
เหตุผลที่พนักงานหยุดปุบปับก็เพราะว่า นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพ เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เมื่อทราบมติ ครม.จึงดำเนินการประท้วงหยุดงานโดยไม่มีการเจรจาและบอกกล่าวล่วงหน้า
หากพิจารณาถึงข้อกังวลของสหภาพในการจัดตั้งบริษัทลูก 2 แห่ง สคร.ได้ระบุไว้ในการทำแผนฟื้นฟูว่า ร.ฟ.ท.ยังถือหุ้น 100% ไม่มีแผนการแปรรูป หรือให้เอกชนเข้าร่วมถือหุ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือข้อครหาใดๆ ในเรื่องความโปร่งใส แต่การตั้งบริษัทขึ้นมาจะทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น และงานเดินหน้าเร็วขึ้น โดยเฉพาะการก่อสร้างรางรถไฟทั่วประเทศ และเมื่อมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จะทำให้ ร.ฟ.ท.มีผลดำเนินงานดีขึ้น ทั้งลดการขาดทุนจนนำไปสู่การมีกำไร
นอกจากนี้ พนักงาน ร.ฟ.ท.ยังได้สิทธิประโยชน์เหมือนเดิม และสามารถโยกย้ายในส่วนของบริษัทลูกได้ หรือไม่พอใจก็ย้ายกลับมาที่รถไฟได้ รวมทั้งไม่มีแผนการลดคน หรือ เออร์ลี่รีไทร์
"การตั้งบริษัทลูกไม่ใช่การแปรรูปเพื่อเอื้อให้เอกชนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ แต่อำนาจในการดูแลบริหารสัญญาเช่าที่ดินจะเป็นของบริษัท จึงอาจถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วใช้คนของรถไฟทั้งหมด ส่วนบริษัทเดินรถนั้นมีการว่าจ้างพนักงานใหม่เข้ามาแค่เล็กน้อย" สคร.ระบุ
สำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบของบริษัทเดินรถนั้น ดูแลในส่วนการเดินรถโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง (แอร์พอร์ตเรลลิงก์) ใช้ทุนประเดิม 500 ล้านบาท คาดว่าจะมีรายได้รวมตั้งแต่ปี 2553-2561 ประมาณ 12,325 ล้านบาท
ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวมาจาก 2 แหล่งใหญ่คือ 1.การขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งมาจากรถด่วนที่เก็บอัตราเดียว 150 บาทต่อเที่ยว และมีรายได้จากค่าโดยสารรถ ซิตี้ ไลน์ ที่เก็บค่าโดยสาร 15-40 บาท 2.รายได้อื่นๆ ได้แก่ รายได้จากการให้เช่าพื้นที่แก่ร้านค้า ค่าโฆษณาและที่จอดรถ
ส่วนบริษัทบริหารสินทรัพย์จะมีรายได้ตั้งแต่ปี 2553-2567 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 5% รวม 15 ปี เป็นเงิน 37,033 ล้านบาท ขณะที่ใช้ทุนประเดิม 60 ล้านบาท ส่วนนี้ตั้งขึ้นมาดูแลเกี่ยวกับทรัพย์สิน การพัฒนาที่ดิน และค่าเช่าทรัพย์สินทั้งหมดที่จะเรียกเก็บจากเอกชน ซึ่งปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีที่ดินอยู่ประมาณ 1 แสนไร่ หากแยกเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ร.ฟ.ท.มีถึง 2 หมื่นไร่ ที่มีแผนจะนำมาพัฒนาและสร้างรายได้ปีละ 1-2 พันล้านบาท
ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ร.ฟ.ท.มีการเสนอประมาณการทางการเงินไว้เป็นระยะเวลา 10 ปี (ปี 2552-2561) หากดำเนินการตามแผนจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจาก 79,683 ล้านบาท เป็น 109,521 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29,838 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นจาก 46,068 ล้านคน เป็น 50,257 ล้านคน และรายได้จากค่าโดยสารจะเพิ่มขึ้นจาก 4,380.236 ล้านบาท เป็น 8,359 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.08%
แต่หากไม่อนุมัติตามแผนฟื้นฟู ปริมาณการขนส่งจะยังคงเดิม เพราะไม่ได้มีการปรับปรุงบริการใดๆ จะส่งผลให้ร.ฟ.ท.ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าในระยะเวลา 10 ปี จะขาดทุนประมาณ 69,320 ล้านบาท
เรื่องราวที่ว่ามาทั้งหมดนี้ จะว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ คำถามในวันนี้ คือว่า เหตุใดการทำงานเป็นขั้นเป็นตอนมาจนถึงวันนี้แล้วสหภาพเพิ่งจะลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยวิธีการขั้นสูงสุด โดยที่ฝ่ายบริหารก็เลือกที่จะเจรจาผ่านทางสื่อทีวี-วิทยุ ที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถาม
การพบปะเจรจากับสหภาพ เป็นเพียงการนัดหมายที่เลื่อนไปเลื่อนมาตลอดทั้งวัน และความหวังของประชาชนที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนของหัวจักรไปยังปลายทางเป็นความหวังที่เลื่อนลอย
คำถามที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ สหภาพกับฝ่ายบริหารรถไฟกำลังเล่นอะไรกันอยู่ ?
ประชาชนที่ไม่มีทางเลือก เขาไม่สนุกกับการถูกจับเป็นตัวประกัน ไม่ว่าเกมนั้นจะเพื่อรถไฟ หรือเพื่อผลประโยชน์ของใคร เพราะลือกันหนาหูว่า แอร์พอร์ตลิงก์ คือเป้าที่แท้จริง ...แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ไม่มีชาวบ้านคนไหนเขาสนุกกับเกมนี้
โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ



