
'ถวิล'เฮ!ศาลสั่งคืนเก้าอี้'เลขาฯสมช.'
07 มี.ค. 2557
ศาลปกครองสั่งเพิกถอนประกาศย้ายถวิล ชี้ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ สั่งคืนตำแหน่ง ภายใน 45 วัน ด้าน'ภราดร'น้อมรับคืนตำแหน่งระบุจากนี้อยู่ที่'นายกฯ'จะพิจารณา
7 มี.ค.57 ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 635/2555 ระหว่างนายถวิล เปลี่ยนศรี (ผู้ฟ้องคดี) กับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลงวันที่ 7 ก.ย.54 ให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมานายถวิลไม่เห็นด้วยจึงยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ตามคำร้องลงวันที่ 12 ก.ย.54 แต่ ก.พ.ค.มีหนังสือแจ้งยกคำร้องทุกข์ทำให้นายถวิลได้รับความเสียหาย
ต่อมาเวลา 13.00 น.ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยโดยฝ่ายผู้ฟ้องคดี มีนายถวิล มารับฟัง ส่วนนายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจให้นายอุกฤษ ภักดีวาณิช มารับฟัง โดยคำวินิจฉัยคดีมีความยาว 89 หน้ากระดาษ ระบุความว่า คดีนี้นำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากนายกรัฐมนตรี ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งนายกฯ ลงวันที่ 7 ก.ย.54 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 ก.ย.54 ให้ย้ายนายถวิลจากเลขาสมช.ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ โดยศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้ว เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายให้ศาลเยียวยาความเดือดร้อน เพื่อให้กลับไปเป็นเลขาสมช.ตามเดิม โดยให้เพิกถอนคำสั่งสำนักนายกฯที่สั่งให้โอนย้ายจากเลขาสมช.ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งสำนักนายกฯที่ 152/55 มีผลทำให้นายถวิลพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่เลขาสมช.เป็นการชั่วคราวโดยต่อมามีประกาศสำนักนายกฯ ลงวันที่ 30 ก.ย.54 ให้นายถวิลพ้นจากตำแหน่งเลขาสมช.ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ คำสั่ง นายกฯ ที่ 152/54 จึงสิ้นผลโดยปริยายตามประกาศสำนักนายกลงวันที่ 30 กย.54 ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าว สำหรับประกาศสำนักนายกฯ ลงวันที่ 30 ก.ย.54 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ.2554 มาตรา 7 บัญญัติว่า ทั้งสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสมช.ต่างเป็นส่วนราชการในสังกัดนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงต่อนายกฯ
ส่วน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 13 บัญญัติว่า สำนักเลขาธิการนายกฯ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง มีเลขาธิการนายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชา ขณะที่ พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ 2502 บัญญัติว่า สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของสมช.มีเลขาสมช.เป็นผู้บังคับบัญชา โดยมีภารกิจเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงของประเทศ เป็นที่ปรึกษาเสนอแนะนโยบายมาตรการ และแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงของชาติ อำนวยการประสานงานให้เป็นไปตามนโยบาย รวมทั้งการจัดทำแผน เตรียมความพร้อมแห่งชาติต่อ สมช.และคณะรัฐมนตรี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้จึงสามารถเสนอนโยบายความมั่นคงของประเทศ ต่อนายกฯ ได้โดยตรง ขณะที่ ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ไม่อาจเสนอแนะนโยบายด้านความมั่นคงต่อนายกฯ ได้โดยตรง แต่ต้องเสนอผ่านเลขาธิการนายกฯ
ทั้งนี้ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังมีคำสั่งย้ายนายถวิล ไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ นายกฯ ก็ไม่ได้มอบหมายงานให้ปฏิบัติตามที่อ้างถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนตามที่มีคำสั่งโยกย้าย เหตุผลจึงฟังได้ว่า การมีคำสั่งโอนย้ายนายถวิลไม่ได้เป็นไปตามที่นายกฯ กล่าวอ้างในคำให้การที่ยื่นไว้ในศาลปกครองชั้นต้น และที่ยื่นไว้ในคำอุทธรณ์ที่ระบุเหตุผลของการย้ายว่า รัฐบาลได้แถลงนโยบายด้านความมั่นคงแห่งรัฐต่อรัฐสภาจึงเร่งรัดให้เห็นผลภายใน 1 ปี และมีความจำเป็นต้องมีบุคลากรและยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม
ส่วนประเด็นที่นายกฯ ระบุว่า เป็นหัวหน้ารัฐบาลและเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำย่อมมีอำนาจดุลพินิจในการหมุนเวียนสับเปลี่ยนข้าราชการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามแนวนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา แต่การใช้ดุลยพินิจยังต้องมีเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและอธิบายได้ และต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม เช่น ความรู้ ความสามารถ ผลงาน ศักยภาพ ปราศจากอคติ และเป็นกลางทางการเมือง แต่ปรากฏว่า ในการโอนย้ายดังกล่าว ไม่มีเหตุผลที่ชัดแจ้งมีเพียงคำอธิบายกว้างๆ ว่า โอนย้ายตามความเหมาะสม และประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ อีกทั้ง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายถวิลปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีประสิทธิภาพมีข้อบกพร่อง หรือไม่สนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเท่ากับฝ่ายบริหารใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การโอนนายถวิลจากเลขาสมช.มาเป็นที่ปรึกษานายกฯฝ่ายข้าราชการประจำตามประกาศสำนักนายกฯ ลงวันที่ 30 ก.ย 54 จึงเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังได้ กำหนดการบังคับตามคำพิพากษาเพื่อเยียวยาความเสียหายของนายถวิล โดยสั่งเพิกถอนประกาศสำนักนายกฯ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.54 ซึ่งเป็นเหตุต่อการฟ้องคดีนี้ และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทาง หรือวิธีการให้เป็นไปตามคำพิพากษาโดยให้นายกฯ พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายให้นายถวิลได้กลับสู่ตำแหน่งเลขาธิการสมช.ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษานี้ อย่างไรก็ตาม ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเสียงข้างน้อยในที่ประชุมใหญ่ 8 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดคำบังคับและข้อสังเกต
ทั้งนี้ นายถวิล กล่าวภายหลังศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาว่า ในวันนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาว่า การย้ายตนจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปสู่ตำแหน่งปัจจุบันเป็นการย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลให้เหตุผลว่า มีการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ซึ่งในคำสั่งได้กล่าวอ้างว่า ย้ายตนไปปฏิบัติในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ โดยเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น ขอบเขตรับผิดชอบสูงขึ้น แต่ศาลได้พิจารณาแล้วว่า ตำแหน่งเลขาฯ สมช.สามารถเสนอเรื่องต่อ นายกฯได้โดยตรง แต่ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ต้องเสนอผ่านเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี
นายถวิล กล่าวต่อว่า การพิจารณาคดี 2 ปี 6 เดือน ศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ 30 ก.ย.54 โดยศาลให้เพิกถอนภายใน 45 วันนับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา อย่างไรก็ตามตนต่อสู้มา 2 ปี 6 เดือน ไม่ได้ต้องการให้ได้ตำแหน่งคืน แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ทั้งนี้ ถ้าฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ทำงานกับแบบเคารพกันก็จะสามารถทำงานด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้าราชการอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับความยุติธรรมแบบตน
“การใช้ระบบอุปถัมถ์ เป็นเส้นทางเรื่องของท่านที่ทำได้ แต่ระบบของผมเป็นคุณธรรม เมื่อท่านอยู่ในช่องทางของท่านก็ใช้วิธีท่าน แต่เมื่อมาอยู่ในช่องทางของผมก็ต้องใช้วิธีผม ปัจจุบันฝ่ายการเมืองใช้ระบบอุปถัมถ์ ทำลายระบบข้าราชการอย่างย่อยยับ รวมถึงยังมีฝ่ายข้าราชการที่มักง่ายอยากได้ตำแหน่งก็จะทำให้เพื่อนข้าราชการลำบาก ” นายถวิล กล่าว
นายถวิล กล่าวต่ออีกว่า ขั้นตอนหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษา ก็ต้องให้คนที่ทำให้ตนพ้นออกมากลับไปยังตำแหน่งเดิม อย่างไรก็ตาม ตนเตรียมพร้อมทำงานตลอดเวลา ส่วนจะไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่นั้น เป็นสิทธิของตนจะไปยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีความคิด “ไม่แน่พรุ่งนี้ตื่นมาอาจมีความคิดนี้ก็ได้” อย่างไรก็ตาม หากครบกำหนด 45 วันยังไม่มีการเพิกถอนประกาศก็เป็นเรื่องของศาลกับนายกฯ ทั้งนี้ ตนจะเกษียณอายุราชการเดือนกันยายนนี้
"ภราดร"น้อมรับคำพิพากษาศาลปค.คืนตำแหน่ง"ถวิล" ระบุจากนี้อยู่ที่"นายกฯ"จะพิจารณา
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่า การโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสมช.เป็นคำสั่งโดยมิชอบว่า ส่วนตัวน้อมรับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งหลังจากนี้อยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่การที่ตนจะพ้นจากตำแหน่งได้ ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการลงมาก่อน เพราะเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ โดยไม่ทราบว่า นายกฯจะพิจารณาอย่างไร เบื้องต้นหลังจากมีคำพากษาจากศาลปกครองสูงสุดแล้ว นายกฯ จะนำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะหาทางออกอย่างไร จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปเรื่องตำแหน่งแล้วจะต้องส่งเรื่องไปถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย เพราะปัจจุบันอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ฉะนั้น ตรงนี้ยังมีเวลา ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการลงมา ตนก็ยังทำหน้าที่เลขาธิการสมช.ต่อไปอย่างไม่มีปัญหา
“ ไม่ท้อ เพราะเราเป็นข้าราชการก็ต้องทำงาน ผมจบโรงเรียนนายร้อยมาก็เลือกได้แค่ครั้งเดียว หลังจากนี้ผู้บังคับบัญชาจะให้ไปอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ทุกแห่ง” พล.ท.ภราดร กล่าว
พล.ท.ภราดร กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทำงานที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ตนยังทำงานได้ตามปกติจนกว่าจะมีคำสั่งจากนายกฯ ให้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในตำแหน่งอื่น และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา ตรงนั้นถึงจะถือว่าตนพ้นจากการทำงานในหน้าที่ ส่วนจะไปอยู่ตรงไหนก็สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะตนเกษียณอายุราชการในปี 58
"ความจริงกรณีดังกล่าว ตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับนายถวิล เพราะผู้ถูกฟ้องคือ นายกฯ และในช่วงที่ตนมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช.ก็มาดำรงตำแหน่งต่อจาก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไมได้มาแย่งตำแหน่งนายถวิล ฉะนั้น ตนไม่ได้มีปัญหากับนายถวิล อย่างไรก็ตาม ฝากถึงนายถวิล ที่จะกลับเข้ามารับตำแหน่งในสมช.แทน ขอให้ยึดมั่นในความเป็นข้าราชการ ยึดหลักวินัย และน้อมรับในผู้บังคับบัญชา" พล.ท.ภราดร กล่าว
"เลขาฯนายก"เผยรบ.พร้อมน้อมรับคำพิพากษาคืนเก้าอี้สมช.ให้"ถวิล เปลี่ยนศรี"
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีสถานะของรัฐบาลว่า คำชี้แจงกรณีคำพิพากษาคดีนายถวิล รัฐบาลน้อมรับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดโดยพร้อมที่จะปฏิบัติตาม โดยจะดำเนินการให้นายถวิล กลับไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 อย่างไรก็ตาม การออกคำสั่งย้อนหลังดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือ พล.ต.อ.วิเชียร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติคนปัจจุบัน คือ พล.ท.ภราดร ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อนที่จะถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งจะต้องพิจารณาย้าย พล.ท.ภราดร ให้ไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสม และไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเช่นกัน
"ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว นอกจากจะต้องมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยกเลิกคำสั่งเดิมที่ให้นายถวิล มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้โอนนายถวิล มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำแล้ว จะต้องดำเนินการแก้ไขคำสั่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทั้งของ พล.ต.อ.วิเชียร พล.ท.ภราดร และนายถวิล ทั้งนี้ เพื่อความรอบคอบจะได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป " นายสุรนันท์ กล่าว
ย้อนคดี "ถวิล เปลี่ยนศรี" ถูกโยกย้าย
7 ก.ย. 2554 - สำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง ปลด "ถวิล เปลี่ยนศรี" พ้นตำแหน่ง เลขาธิการ สมช. และแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี
12 ก.ย. 2554 - ยื่นร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)
10 เม.ย. 2555 - ก.พ.ค.ยกคำร้องทุกข์
30 เม.ย. 2555 - ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง
31 พ.ค. 2556 - ศาลปกครองกลางพิพากษายกเลิกคำสั่งสำนักนายกฯ
30 มิ.ย. 2556 - รัฐบาลยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด
24 ก.ย. 2556 - ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีครั้งแรก ตุลาการผู้แถลงคดี เห็นควรยืนตามศาลปกครองกลางให้คืนตำแหน่ง
7 มี.ค. 2557 - ศาลปกครองสูงสุดนัดพิพากษา
เปิดทาง "เพรียวพันธ์" นั่ง ผบ.ตร. "ภราดร" ผงาดคุม สมช.
14 ต.ค. 2554 - ปลด พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร. พร้อมแต่งตั้ง เป็นเลขาธิการ สมช.
26 ต.ค. 2554 - แต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ เป็น ผบ.ตร.
1 ต.ค. 2555 - แต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็นปลัดกระทรวงคมนาคม
1 ต.ค. 2555 - แต่งตั้ง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
เส้นทางคดีเด้ง "ถวิล เปลี่ยนศรี"
"ภราดร"น้อมรับคำพิพากษาคืนตำแหน่ง"ถวิล"



