ข่าว

'ไครเมีย'ขอแยกยูเครนไปอยู่รัสเซีย

'ไครเมีย'ขอแยกยูเครนไปอยู่รัสเซีย

07 มี.ค. 2557

'ยูเครน-ชาติตะวันตก' ระบุ การจัดประชามติของ 'ไครเมีย' เพื่อแยกไปอยู่กับ 'รัสเซีย' เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หวั่นจุดชนวนให้เกิดเหตุรุนแรง

 
                        7 มี.ค. 57  หลังจากรัฐสภาของสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียในยูเครน กำหนดจัดประชามติเพื่อขอกลับไปอยู่กับสหพันธรัฐรัสเซียในวันที่ 16 มี.ค. ผู้นำยูเครนและชาติตะวันตก ต่างประสานเสียงคัดค้านว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และหลายฝ่ายวิตกอาจจุดชนวนให้เกิดเหตุรุนแรง 
 
                        ที่หน้ารัฐสภาไครเมียในเมืองซิมฟิโรโปล มีผู้ประท้วงหญิงคนหนึ่งตะโกนต่อต้านรัสเซียและถูกชายฉกรรจ์สวมเครื่องแบบลากตัวออกไปเมื่อวาน หลังจากรัฐสภาไครเมียลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 78 เสียงจากทั้งหมด 86 เสียง สนับสนุนญัตติขอแยกตัวจากยูเครนไปเข้าร่วมกับรัสเซีย และจัดการลงประชามติในวันที่ 16 มี.ค. ให้ชาวไครเมียออกเสียงว่าต้องการให้ไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียหรือเป็นเขตปกครองตนเองในยูเครนต่อไป กำหนดวันจัดประชามติเลื่อนเร็วขึ้นจากเดิม 30 มี.ค.
 
                        ไครเมียเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ตั้งแต่ปลายคริสศตวรรษที่ 18 แต่นายนิกิต้า ครุสชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นชาวยูเครน ได้ยกไครเมียให้เป็นของขวัญแก่ยูเครนในปี 2497 ซึ่งในขณะนั้นยูเครนยังเป็นรัฐหนึ่งในสหภาพโซเวียต
 
                        การลงมติของสภาไครเมียทำให้เกิดเสียงประนามทั้งจากรัฐบาลยูเครน สหรัฐและชาติยุโรป โดยนายอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชินอฟ รักษาการประธานาธิบดียูเครน บอกว่าการจัดประชามติแยกตัวจากยูเครนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การจะเปลี่ยนแปลงพรมแดนของประเทศจะต้องให้คนทั้่งชาติร่วมตัดสินใจ และรัฐบาลจะหาทางยุบรัฐสภาไครเมีย 
 
                        นอกจากนี้นายอาร์เซนีย์ ยาเซนยุค นายกรัฐมนตรียูเครนที่ร่วมพบปะผู้นำสหภาพยุโรป หรืออียู ที่ประชุมกันในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม บอกว่า ไครเมียยังเป็นและจะเป็นส่วนหนึ่งของยูเครนต่อไป พร้อมกับเรียกร้องให้รัสเซียอย่าให้การสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน 
 
                        ขณะที่มีความวิตกกันว่าการตัดสินใจของสภาไครเมียจะจุดชนวนเหตุรุนแรง และชนกลุ่มน้อยไครเมีย ตาตาร์ส ประกาศแล้วว่าจะคว่ำบาตรการลงประชามติ และเรียกร้องให้สหประชาชาติ ส่งทหารรักษาสันติภาพเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ ส่วนสภาเมืองเซวาสโตโปล ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของไครเมีย ลงมติอยากไปอยู่รวมกับรัสเซียเหมือนกัน และชาวเมืองจะลงประชามติสนับสนุนไครเมียแยกตัวใน 16 มี.ค.ด้วย 
 
                        ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลของเยอรมนี และนายเฮอร์มาน แวน รอมปุย ประธานสหภาพยุโรป บอกว่า การจัดประชามติของไครเมียจะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ ที่บอกว่า การหารือใดๆ เกี่ยวกับอนาคตของยูเครนจะต้องให้รัฐบาลที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายของยูเครนได้มีส่วนร่วมด้วย 
 
                        ส่วนประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียประชุมกับคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว และสภาผู้แทนราษฎรรัสเซียประชุมฉุกเฉินโดยเห็นพ้องว่ารัสเซียควรพิจารณาเรื่องผนวกดินแดนไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเพื่อปกป้องชาวรัสเซียในไครเมีย  
 
 
 
 
'สภาฯรัสเซีย' ส่อขานรับผลประชามติ 'ไครเมีย' แยก 'ยูเครน'
 
 
 
                        นายเซอร์เก นาริชคิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซีย แสดงความเห็นว่า รัฐสภารัสเซียจะเคารพการตัดสินใจของประวัติศาสตร์ของประชาชนในสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมีย ของยูเครนในการลงประชามติว่าจะเลือกแยกตัวไปอยู่กับรัสเซียหรือยังอยู่ในยูเครนต่อไป ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐสภารัสเซียมีแนวโน้มจะลงมติเห็นชอบรับไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย 
 
                        ท่าทีของรัสเซียมีขึ้นหลังจากรัฐสภาไครเมียลงมติเมื่อวานสนับสนุนญัตติขอแยกตัวจากยูเครนไปเข้าร่วมกับรัสเซีย และกำหนดจัดการลงประชามติในวันที่ 16 มี.ค. เลื่อนเร็วขึ้นจากเดิม 30 มี.ค.
 
                        แต่ซาแมนธา พาวเวอา เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ประกาศว่า สหรัฐจะไม่ยอมรับผลประชามติของไครเมีย โดยให้เหตุผลว่า การตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับอนาคตของยูเครน ต้องมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของยูเครนร่วมด้วย พร้อมกับเตือนว่า รัสเซียกำลังโดดเดี่ยวตัวเองจากชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมากขึ้น ในขณะที่ชาติสมาชิกส่วนใหญ่ต่างกังวลต่ออธิปไตยของยูเครน
 
 
 
 
'สหรัฐ-อียู' เริ่มมาตรการคว่ำบาตร 'รัสเซีย'
 
 
                        สหรัฐและสหภาพยุโรป หรืออียู ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย กรณีที่ใช้กำลังทหารแทรกแซงสถานการณ์ในเขตปกครองตนเองไครเมียของยูเครน แต่ก็ยังพยายามเจรจาให้รัสเซีย ใช้วิถีทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน 
 
                        ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ลงนามในประกาศคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อชาวรัสเซียและชาวยูเครนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการคุกคามอธิปไตยและบูรณภาพทางดินแดนของยูเครน เพื่อเป็นการลงโทษต่อเหตุการณ์ที่มีทหารรัสเซียราว 6,000 นาย บุกควบคุมค่ายทหารหลายแห่งในยูเครน โดยจะห้ามบุคคลเหล่านี้เดินทางเข้าสหรัฐและอายัดทรัพย์สินของพวกเขาด้วย แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว 
 
                        นอกจากนี้ประธานาธิบดีโอบามา ได้คุยโทรศัพท์กับประธานาธิบดีปูตินนานหนึ่งชั่วโมง เรียกร้องให้รัสเซียเจรจาทางการทูตกับยูเครนเพื่อคลี่คลายวิกฤิต และสองฝ่ายย้ำว่าความสัมพันธ์ของสองประเทศไม่ควรได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเรื่องยูเครน
 
                        ขณะเดียวกันสหภาพยุโรป หรืออียู มีมติในการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญได้รับผลลัพธ์ร้ายแรง หากรัสเซียไม่พยายามคลี่คลายความตึงเครียดในยูเครน แต่ยังไม่ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรง เพราะบางชาตินำโดยเยอรมนีเห็นว่าควรใช้วิธีการเจรจากับรัสเซียมากกว่า และเบื้องต้นอียูสั่งระงับการเจรจากับรัสเซียเรื่องการผ่อนปรนข้อบังคับให้ชาวรัสเซียเดินทางเข้าอียู แต่หากรัสเซียไม่เร่งแก้ไขวิกฤติยูเครนโดยเร็ว อียูอาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร เช่น ห้ามเข้าประเทศอายัดทรัพย์สิน และยกเลิกการประชุมสุดยอดอียูกับรัสเซีย 
 
                        นอกจากนี้อียูยังสั่งอายัดทรัพย์สินของประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ของยูเครนที่ถูกโค่นอำนาจและเจ้าหน้าที่ยูเครนอีก 17 คนที่สงสัยว่ากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและใช้เงินของรัฐโดยมิชอบ
 
                        ขณะที่รัสเซียเตรียมตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐและอียูแล้ว โดยรัฐสภากำลังร่างกฎหมาย เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลอายัดทรัพย์สินของธุรกิจสหรัฐและยุโรปที่อยู่ในรัสเซีย แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นแค่เพียงคำขู่ และผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การอายัดทรัพย์สินจะเสี่ยงละเมิดกฎหมายรัสเซียและกฎหมายระหว่างประเทศ
 
 
 
 
------------------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)