
'ธาริต'เผยจับ'สุเทพ'ไม่รอเลิกม็อบ
06 มี.ค. 2557
'ธาริต' เผยหารือ 'สตช.' วางแผนรวบจับ 'สุเทพ' ไม่รอเลิกชุมนุม แจงเหตุเนรเทศ 'สาธิต เซกัล' ยันพร้อมรับพิจารณาปมแบ่งแยกดินแดนเป็นคดีพิเศษ
6 มี.ค. 57 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการติดตามตัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. มาส่งให้อัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีที่ร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล กรณีออกคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในการขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เหตุเกิดเมื่อปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ว่า หลังศาลอาญาอออกหมายจับนายสุเทพ แล้วทางดีเอสไอได้หารือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อร่วมกันวางแผนจับกุมนายสุเทพส่งอัยการ ซึ่งผลการหารือดังกล่าวสรุปว่าจะไม่รอให้นายสุเทพเลิกชุมนุม แต่จะรอโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าจับกุมเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหมายจับของนายสุเทพครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 ที่ศาลอาญาอนุมัติจับนายสุเทพ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลอาญาได้ออกหมายจับนายสุเทพ ไปแล้ว 2 ครั้ง ในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116 , 215 และ 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
แจงเหตุเนรเทศ 'สาธิต เซกัล'
นายธาริต แถลงผลการประชุมว่า ศรส.ขอชี้แจงกรณีนายสาธิต เซกัล แกนนำกปปส. ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติอินเดียที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายนายสาธิต ต้องงดเว้นไม่กระทำความผิดใดๆ ที่กระทบต่อความมั่นคง แต่กลับเข้าร่วมเป็นแกนนำหลักของ กปปส.ขึ้นเวทีอภิปราย ปลุกระดมให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายบ้านเมือง นำมวลชนไปปิดล้อมบุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่ง แม้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว ก็ยังนำมวลชนไปปิดล้อมกรมการบินพลเรือน นายสาธิต จึงเป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เหตุนี้คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง จึงมีมติเห็นควรเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต ซึ่งขณะนี้ ผอ.ศรส. ได้ลงนามเห็นชอบตามมติคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว โดยอาศัยอำนาจในการอนุญาต อนุมัติของรมว.มหาดไทย ตามพ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ สำหรับการดำเนินการให้นายสาธิต ออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นเรื่องที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
นายธาริต กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีนายยืม นิลหล้า ประชาชนที่ไปนั่งพักผ่อนบริเวณสวนลุมพินี ที่ได้ถูกการ์ด กปปส. ควบคุมตัวและทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วมัดมือมัดเท้า และปิดตานำไปโยนในแม่น้ำบางปะกง แต่นายยืม สามารถเอาตัวรอดจนได้รับการช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลนั้น ศรส.รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประณามการกระทำของกลุ่มการ์ด กปปส. ที่โหดร้ายทารุณ และไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะเหตุพบว่านายยืม มีบัตรสมาชิก นปช. ติดตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัย ความหวาดระแวงและเกลียดชังระหว่างคนในสังคม ศรส.จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด และขอให้แกนนำ กปปส. ยุติการสั่งให้การ์ดใช้ความรุนแรงต่างๆ
นายธาริต กล่าวว่า ศรส.รู้สึกคลายความกังวลต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่เดิมเคยวินิจฉัยว่าการชุมนุมของแกนนำ กปปส. เป็นไปโดยชอบ แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวานนี้ (6 มี.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญเขียนแยกเป็น 2 ส่วน คือการชุมนุมของประชาชนยังดำเนินการได้โดยชอบ แต่บรรดาแกนนำไปกระทำความผิดอาญา หรือความผิดใดๆ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่สามารถไปดำเนินการได้ ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของทุกหน่วย รวมถึงศรส. เพราะสอดคล้องกับที่ศาลอาญาออกหมายจับ ศาลอาญาไม่เพิกถอนหมายจับ และจะเป็นประเด็นที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ศรส.ในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแพ่ง เพราะเดิมศาลแพ่งไปยึดว่าการชุมนุมเป็นเป็นไปโดยชอบ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ดำเนินการโดยชอบเฉพาะในส่วนประชาชน แต่แกนนำที่ทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนั้นๆ ซึ่งถือว่ามิติได้เปลี่ยนไป ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวานนี้จึงเป็นที่ชัดเจนว่า แกนนำ กปปส. ที่กระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน จะอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังในอดีตอีกไม่ได้แล้ว
ยันพร้อมรับพิจารณาปมแบ่งแยกดินแดนเป็นคดีพิเศษ
นายธาริต กล่าวถึงกรณีนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี นำป้ายแบ่งแยกดินแดนไปติดในพื้นที่เขตดอนเมือง ศรส.ว่า ที่ประชุมศรส.ยังไม่ได้พูดคุยกันในประเด็นนี้ ซึ่งคิดว่าอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนตัวเห็นว่าคงดำเนินการไม่ต่างจากพื้นที่ต่างจังหวัด ที่สอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะหากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ย้ำว่าเรื่องการกล่าวหาว่ามีขบวนการจะแยกการปกครองประเทศ ดีเอสไอพร้อมดำเนินคดี แต่เนื่องจากกรณีแบบนี้ไม่ใช่บัญชีท้ายของกฎหมายดีเอสไอ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน หรือถ้ามีการร้องมาที่ดีเอสไอ ก็จะมีการรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วเสนอบอร์ดคณะกรรมการพิเศษ เพื่อพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่



