ข่าว

เงินทองต้องรู้ : มิลเลียนแนร์

เงินทองต้องรู้ : มิลเลียนแนร์

07 มี.ค. 2557

เงินทองต้องรู้ : มิลเลียนแนร์ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

 
                         หลายปีมาแล้ว เคยมีคนส่งข้อความมาถามว่า “คนรวยเขาใช้ชีวิตกันยังไง” เป็นคำถามที่ทำเอาตอบไม่ถูกเหมือนกัน เพราะ “คนรวย” หรือ “มหาเศรษฐี” แต่ละคนไม่ได้มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมือนกันหมด
 
                         แต่ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน จะฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ฟุ่มเฟือย หรือจะเรียบง่าย ติดดิน ก็ต้องยอมรับว่า ความเป็น “มิลเลียนแนร์” ของพวกเขา ก็สามารถเป็น “ไอดอล” ของใครต่อใครได้ทั้งนั้น ตราบเท่าที่มันเป็นการใช้ชีวิต “ส่วนตัว” ที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ส่วนรวม
 
                         คงไม่มีใครว่าอะไร ถ้าลูกเศรษฐีหรืออภิมหาเศรษฐีจะขับรถสปอร์ตราคาแพงระยับไปเรียน ไปเที่ยว หรือไปไหนต่อไหนภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย ไม่ใช่เมาแล้วขับ ขับแล้วโทร ขับแล้วซิ่ง ซิ่งแล้วชน ชนแล้วหนีอย่างที่เกิดขึ้นดาษดื่นในบ้านเรา
 
                         เพียงแต่ธรรมชาติของมนุษย์มักชอบความแตกต่าง ย้อนแย้ง ดังนั้น เศรษฐีที่ใช้ชีวิตหรูหราแบบเศรษฐี จึงไม่ได้รับความนิยมหรือชื่นชมเฉกเช่นเศรษฐีที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย และติดดิน
 
                         มีอภิมหาเศรษฐีของโลกจำนวนมากที่เป็นตัวอย่างในเรื่องของความประหยัด (แม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง) ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ซีอีโอของเบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ไม่ได้หรูหราตระการตาสมฐานะ และเป็นบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 เช่นเดียวกับมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยอย่าง “คาลอส สลิม เฮลู” ที่ยังคงอยู่บ้านหลังเดิมตลอด 40 ปีที่ผ่านมา และไม่ได้ไฮโซหรูหราอย่างที่ทุกคนคิด
 
                         ขณะที่จิม วอลตัน เจ้าของห้างวอลล์มาร์ท เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่ยอมเปลี่ยนรถง่ายๆ เพราะเขายังใช้รถกระบะคันเดิมที่มีอายุกว่า 15 ปี เหมือนกับอซิม พรีมิจ มหาเศรษฐีชาวอินเดียที่ยังคงขับรถที่ใช้มานานเกิน 10 ปีแล้วเช่นกัน
 
                         ส่วนที่ไม่เป็นเรื่องแล้วถูกจับมาเป็นเรื่องว่า เป็นไลฟ์สไตล์ของมหาเศรษฐีที่ทำตัว “ติดดิน” ก็เช่น หลายคนชอบเดินหรือปั่นจักรยาน รวมทั้งชอบใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือชอบออกกำลังกายในสวนสาธารณะมากกว่าฟิตเนสราคาแพง จริงๆ ไม่อาจเรียกได้ว่า ประหยัด เพราะน่าจะเป็นเรื่องของรสนิยมากกว่า
 
                         เช่นเดียวกับความชื่นชมที่มีต่อ “เดวิด เชอริตัน” ศาสตราจารย์ผู้ร่วมก่อตั้ง “กูเกิล” หรือมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก และสตีฟ จ็อบส์ ผู้ล่วงลับ ที่ก่อตั้งอาณาจักรแอปเปิ้ลจนยิ่งใหญ่ ซึ่งทุกคนเน้นสวมเสื้อยืดและกางเกงยีน ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็น่าจะเป็น “สไตล์” และ “รสนิยม” เฉพาะตัวในการแต่งกายมากกว่าที่จะยกย่องว่า มหาเศรษฐีอย่างพวกเขา “ประหยัด” กับเรื่องเสื้อผ้า 
 
                         ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นเหรียญคนละด้าน ภาพคนละคนภาพกับ “มิลเลียนแนร์” เศรษฐีใหม่ถอดด้ามอย่าง “จีน” ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เคยมีการสำรวจความมั่งคั่งของชาวจีน โดยจัดให้ผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่ารวมเกินกว่า 10 ล้านหยวน ถือว่าเป็น “ผู้มั่งคั่ง” และกลุ่มที่มีทรัพย์สินมูลค่ารวมเกินกว่า 100 ล้านหยวน ถือเป็น “ผู้มั่งคั่งอย่างมาก” จากการสำรวจพบว่า จีนได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นประเทศที่มีสินค้าฟุ่มเฟือยมากที่สุดในโลก
 
                         ผลสำรวจยังบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดการบริโภคสินค้าที่หรูหรา เป็นสินค้ากลุ่มลักซูรี่ในจีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากสินค้าแบรนด์เนมจะได้รับนิยมอย่างสูงในจีนแล้ว ชาวจีนผู้ร่ำรวยยังนิยมใช้จ่ายก้อนโตไปกับการท่องเที่ยว โดยผลสำรวจพฤติกรรมการท่องเที่ยวของเศรษฐีจีน จะใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 20 วันกับการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหลังจากทำงานมาทั้งปี ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายยอดนิยม คือ ฝรั่งเศส ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
 
                         ส่วนประเทศล่าสุดที่ “รวยกระจุก” (แต่ไม่รู้ว่า จนกระจายหรือไม่) นั้น คือ เยอรมนี ซึ่งจากผลสำรวจล่าสุดของสถาบันวิจัยคลังสมอง “ดีไอดับเบิลยู” ของเยอรมนี พบว่า มีคนรวยเพียง 1% เท่านั้นในเยอรมนีที่มีความมั่งคั่งอย่างน้อย 8 แสนยูโรหรือคิดเป็น 32.7 ล้านบาท ในขณะที่ผู้ใหญ่ในเยอรมนีกว่า 1 ใน 4 ไม่มีทั้งความมั่งคั่งหรือความมั่งคั่งติดลบ เนื่องจากมีหนี้สิน
 
                         ที่น่าสนใจคือ ไม่มีประเทศไหนในยูโรโซนที่มีความมั่งคั่งกระจุกตัวมากเท่าในเยอรมนี เป็นการสะท้อนเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” ในอีกมิติหนึ่ง
 
                         ไม่นับรวมความไม่เท่าเทียมด้านความมั่งคั่ง ระหว่างอดีตเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกที่ยังคงเรื้อรังมากว่า 20 ปีหลังจากรวมประเทศ เพราะในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ในเยอรมนีตะวันตกมีทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่าเฉลี่ย 94,000 ยูโร ผู้ใหญ่ในเยอรมนีตะวันออกกลับมีทรัพย์สินเฉลี่ยมูลค่าเพียง 41,000 ยูโร
 
                         กลับไปที่จุดตั้งต้นที่มีคนเคยถามว่า “คนรวยเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร” ไม่ว่าจะเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกที่มีบางมุมที่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างประหยัดและเรียบง่าย หรือมหาเศรษฐีไต่อันดับอย่างจีน ที่สนองความต้องการของตัวเองด้วยสินค้าแบรนด์เนม หรูหรา ฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นสินค้าที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” บอกว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ และเปลืองเงินโดยใช่เหตุ” ก็ล้วนแต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่ของ “คนรวย” ทั้งสิ้น
 
                         คำถามที่ควรถามมากกว่าคือ ทำอย่างไรพวกเขาเหล่านี้ถึงก้าวสู่การเป็นมหาเศรษฐีของโลก และทำอย่างไร พวกเขาจึงรักษา “ความมั่งคั่ง” ที่มีอยู่นั้นไว้ได้ ส่วนเรื่องของการใช้ชีวิต เป็นเรื่องของรสนิยม เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ ที่ทำแล้วมีความสุข โดยต้องไม่ลืมว่า ความสุขจากการใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “รวย” ถึงขีดแล้ว
 
                         นี่แหละ “มิลเลียนแนร์” ! 
 
 
 
-----------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : มิลเลียนแนร์ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)