
'ปู'วอนหยุดพูดเรื่องแบ่งปท.
06 มี.ค. 2557
'ยิ่งลักษณ์'วอนหยุดพูดเรื่องแบ่งประเทศ ลั่น'ทักษิณ'ไม่ได้อยู่เบื้องหลังปัญหาที่เกิดขึ้น ขอฟังฝ่ายกม.ก่อนชี้แจงป.ป.ช.ในโครงการจำนำข้าวหรือไม่
6 มี.ค.57 เมื่อเวลา 12.35 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า โดยรวมจากการรายงานของสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูจากสถานการณ์น้ำต้นทุน สถานการณ์ดีกว่าปีที่แล้ว เพราะปีนี้เรื่องของการเริ่มภัยแล้งช้ากว่าปีที่ผ่านมา ฉะนั้น น้ำต้นทุนเราคิดว่า เราพอมีโดยเฉพาะน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคเชื่อว่าไม่มีปัญหาและเขตพื้นที่ที่ทำการเกษตร การใช้น้ำเพื่อภาคการเกษตรในเขตชลประทานนั้น คิดว่า รองรับได้ในการปลูกข้าวในรอบแรก แต่การปลูกข้าวในรอบสองอาจมีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งก็ต้องดูความจำเป็นในแต่ละพื้นที่และต้องขอความร่วมมือกับประชาชน นอกจากนั้น ในพื้นที่ส่วนของนอกเขตชลประทาน เราพบว่า มีการปลูกพืชหลายประเภทในช่วงนี้เราก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศองค์การมหาชน (จีสด้า) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าฯ สำรวจในรายละเอียดว่ามีการปลูกพืชชนิดใดบ้าง รวมถึงก็จะให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ช่วยดูและขุดเจาะน้ำบาดาลแบ่งเบาภาระในช่วงนี้ด้วย
“ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนที่จะเริ่มปลูกข้าวนาปรังรอบสอง ก็คงต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนของตรงนี้ เพราะเราอาจจะมีปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ จึงต้องขอให้เลี่ยงไปเพาะปลูกพืชที่ทนน้ำได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบ” นายกฯ กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เราก็จะมีการประชุมผู้ว่าฯ ที่คาดว่า จะมีปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นร่วมประชุมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการดูเรื่องโซนนิ่งและพยายามจะหาวิธีการประชาสัมพันธ์และแนะนำประชาชนร่วมถึงกระทรวงทรัพยากรที่จะขุดในเรื่องน้ำบาดาลช่วยเหลือ
เมื่อถามว่า วันนี้พื้นที่ที่ประสบภัยแล้งมีประมาณกี่จังหวัด นายกฯ กล่าวว่า ประมาณ 5 จังหวัด อาทิ จังหวัดศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายห่วงว่าหลังจากที่รัฐบาลดึงงบประมาณกลาง 2 หมื่นล้านบาทไปช่วยจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวจะทำให้เงินงบกลางไม่เหลือพอที่มาแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ นายกฯ กล่าวว่า ในการคำนวณนั้น เราได้คำนึงแล้ว เพราะเราต้องคำนึงถึงการดูแลประชาชนในส่วนของงบกลางในเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งต่างๆ ก็ไม่มีผลกระทบ
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.45 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายพยายามจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความสถานภาพของรัฐบาล ภายหลังครบกำหนดเวลา 30 วัน หลังจากที่มีการเลือกตั้ง ว่า คงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขณะนี้ ตนเองก็ยึดถือตามหลักการของรัฐธรรมนูญในการปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะรักษาการก็คงต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี ครม.ชุดใหม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องทำงานต่อไป อย่างไรก็ตาม คงต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการทำความเข้าใจและเคลียร์ใจกับผู้นำเหล่าทัพและตัวแทนจากกองทัพที่พบปะกันบ่อยครั้ง ว่า เป็นเรื่องปกติในการพบปะพูดคุยกัน ตนเองในฐานะปฏิบัติหน้าที่ รมว.กลาโหม ก็คงต้องมีการพูดคุยกันทั้งในเรื่องความมั่นคง และการประชุมสภากลาโหม ซึ่งมีการประชุมกันเป็นระยะๆ อยู่แล้ว ถือเป็นวาระปกติ รวมทั้งได้ถือโอกาสพูดคุยกับทางผบ.เหล่าทัพ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในแง่ของความกังวลใจต่างๆ ในส่วนของกองทัพเอง ซึ่งไม่แตกต่างจากความกังวลใจของตนในฐานะปฏิบัติหน้าที่ รมว.กลาโหม และรัฐบาล นอกจากนี้ ก็เป็นการพูดคุยคุยในเรื่องของความร่วมมือในการทำงานให้เกิดความสงบ
เมื่อถามว่า การนัดพบปะพูดคุยกันเกี่ยวกับกระแสข่าวการปฏิวัติรฐประหารใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มีเรื่องเช่นนั้น เพราะในสถานการณ์ขณะนี้ตนก็เชื่อว่า เราต่างพยายามที่จะรักษาความสงบ ไม่เชื่อว่าจะมีใครที่อยากทำให้เกิดเหตุการณ์จนก่อให้เกิดความรุนแรง หรือเกิดการปฏิวัติ เพราะไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าเราพูดคุยและช่วยกันแก้ไข การพูดคุยกันบ่อยๆ และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาก็น่าจะเป็นทางออก ดีกว่าที่จะไม่มีการพูดจาจนเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันจนนำไปสู่ความรุนแรง
ต่อข้อถามว่า ฝ่ายกองทัพกังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษ และขอให้ฝ่ายการเมืองช่วยดูแล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่มี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งเราก็ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ศรส.ต้องดูแลในเรื่องความปลอดภัยของประชาชนทั้งในส่วนของผู้ชุมนุม และผู้ที่สัญจรไปมา จุดนี้ต้องมีการเพิ่มมาตรการในเรื่องจุดตรวจต่างๆ เพื่อให้เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของกองทัพเรือมีการชี้แจงเกี่ยวกับทหารเรือจากหน่วยสงครามรบพิเศษทหารเรือ (หน่วยซีล) หรือไม่ เนื่องจากระยะหลังมีการพาดพิงว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในทางการเมือง และเหตุการณ์ความไม่สงบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพเรือก็ต้องทำตามหน้าที่ ถ้ามีรายละเอียดต่างๆ ก็ต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง ทั้งหมดต้องยึดกติกา ซึ่งในส่วนของกองทัพเรือก็มีอำจนาจในส่วนของตัวเอง เมื่อถามว่า มีข่าวว่าได้มีการสอบถามกับทางผบ.ทร.ในเรื่องดังกล่าวจริงหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพเรือก็มีขั้นตอนในการสอบข้อเท็จจริงก็คงเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งจุดยืนของกองทัพยืนยันว่า ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กองทัพมีหน้าที่ในการดูแลความมั่นคง
เมื่อถามถึงข่าวการเสนอให้ทาง ผบ.ทบ.ใช้บังเกอร์สีชมพู และดอกไม้ เพื่อให้สถานการณ์ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าเบาลง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็ถือว่าเป็นการพูดคุยกันตามปกติ โดยเรามองว่า ทางกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.มีการปรับพื้นที่ไปรวมกันที่สวนลุมพินีแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ราชประสงค์ ถ้ายังมีบังเกอร์คงจำเป็นไม่มีความเหมาะสม จึงได้หารือกับทางผบ.ทบ.ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะรับบังเกอร์ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจหากนักท่องเที่ยวมาเห็นว่ามีบังเกอร์คล้ายๆค่ายทหารคนก็จะเกิดความหวาดกลัว จึงมีการหารือกับผบ.ทบ.ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับพื้นที่ เพื่อไม่ให้ชาวต่างชาติมีความกังวล แต่ยังคงในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเคลียร์ปัญหา สปป.ลานนา เรื่องการแบ่งแยกประเทศหรือไม่ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ความจริงไม่ต้องเคลียร์อะไรเลย เพราะได้มีการประกาศเจตนารมย์ชัดเจนว่า เราจะร่วมกันในการปกป้องประเทศ ยืนยันว่าจะไม่มีการแบ่งแยกดินแดนประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทุกคน และทาง สปป.ล้านนาเองก็ยืนยันอย่างชัดเจนมาแล้ว และเขาก็ขอว่าเราน่าจะหยุดพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เป็นแผลแตกแยกในใจและเชื่อว่าไม่มีคนไทยคนไหนที่อยากจะให้มีการแบ่งแยกประเทศ เรารักกัน
“บนความเห็นที่แตกต่าง ก็เชื่อว่าเรามีความเป็นไทย และอยู่ร่วมกัน ดิฉันเชื่อว่าความเป็นคนไทยก็จะทำให้เราช่วยกันในการแก้ไขปัญหา จึงอยากขอว่าอย่าพูดในเรื่องนี้เลย เพราะเหตุการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น เราควรที่จะต้องมาช่วยกันดูแลแก้ปัญหาที่ต้นทางมากกว่า คือ การลดความเห็นที่แตกต่าง ลดการพูดที่จะนำไปสู้ความแตกแยก รวมทั้งต้องทำให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามได้รับการชี้แจงจากรัฐมนตรีบางคนและคนในรัฐบาลเกี่ยวกับการพูดในประเด็นการแบ่งแยกประเทศบ้างหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุย แต่ทุกคนก็ยืนยันเหมือนกัน เมื่อถามว่า คิดว่าประเทศไทยจะยืนอยู่บนสถานการณ์เช่นนี้อีกนานหรือไม่ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ดิฉันคนเดียวคงตอบไม่ได้ คงต้องถามทุกคนด้วย เพราะเราเองเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน การที่ประเทศจะเดินไปข้างหน้าและทุกอย่างจะเดินต่อไปได้ก็ต้องอาศัยความรักความสามัคคี การให้อภัย ความเอื้ออาทรต่อกัน ความเป็นไทย และความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเราทุกคนควรทำทุกอย่างร่วมกันเพื่อให้พระองค์ท่านเกิดความสบายพระทัย”
อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีการเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในขณะนี้ เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพี่ชายอยู่เบื้องหลังของสถานการณ์และปัญหาทั้งหมด ว่า “ยืนยันว่าไม่จริง ดิฉันก็ทำหน้าที่ของดิฉัน ณ วันนี้ ทุกคนก็เห็นอยู่ ก็ขอให้เชื่อมั่นซึ่งกันและกันเถอะค่ะ ขออย่าไปมองอย่างนั้นอย่างนี้เลย ถ้าเรามองในจุดที่เป็นบวกบ้าง เราก็คงจะมีอะไรดีๆ เป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยบ้าง ”
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าประเทศมอนเตรเนโกได้มอบสัญชาติและพาสปอร์ตให้ นายกฯ ปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง และตนมีแค่พาสปอร์ตเพียงเล่มเดียว
อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปชี้แจงข้อมูลต่อ ป.ป.ช.เรื่องโครงการรับจำนำข้าว ในวันที่ 14 มี.ค.หลังมีข่าวว่าจะขอเลื่อนการชี้แจงออกไป ว่า เดี๋ยวคงต้องดูก่อน ขอฟังรายละเอียดจากคณะทำงานด้านกฎหมายก่อน
ขอเลื่อนชี้แจงคดี"จำนำข้าว"หลัง 14 มี.ค.นี้
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอเลื่อนเข้าชี้แจงคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 มีนาคม ออกไปก่อน เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก จึงยังรวบรวมไม่ครบ
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติอนุญาต ตามที่นายกฯ ยื่นขอตรวจพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแทน เนื่องจากสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ถูก กปปส.ประกาศไล่ล่า เพราะเกรงไม่ได้รับความปลอดภัยและความสงบ หากต้องเดินทางมาเอง
"พท."จวก"กปปส."ใจดำ ขวางจีนซื้อข้าวช่วยชาวนา
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือให้ทราบถึงความเสียหายของระบอบทักษิณ ว่า ถือเป็นความพยายามกระทำในสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ ประเทศจีนซื้อข้าวช่วยเหลือชาวนาไทย คนพวกนี้ก็ปั่นป่วนคุกคามชนิดไม่อาย อยากถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ขยับเข้าใกล้ความเป็นอาชญากรข้ามชาติไปทุกขณะ การไปยื่นหนังสือประท้วงประเทศจีนซื้อข้าวช่วยชาวนาไทย 1ล้านตันนั้น เป็นสิ่งที่พี่น้องชาวนารับไม่ได้ ใจร้าย ใจดำเกินไป พี่น้องชาวนาต้องบันทึกพฤติกรรมของคนพวกนี้ไว้ให้ดี โดยเฉพาะแกนนำกปปส.ที่ก่อนหน้านี้บอกว่ารักชาวนา อยากช่วยชาวนา หาเงินบริจาคมาช่วยชาวนาสู้คดี แต่เอาเข้าจริงน่าจะหาเงินไปให้ทนายที่เป็นพรรคพวกตัวเองมากกว่า ตอนนี้มีกองทุนธกส.ช่วยชาวนา มีแกนนำ ดารา คนไหนบ้างไปฝากเงินช่วยชาวนา หยุดจับชาวนาเป็นตัวประกันได้แล้ว ก่อนที่ชาวนาตัวจริงจะลุกฮือขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง
"วรงค์"ชี้"จีทูจี ไทย-จีน"ล้านตัน ล่าสุดของจริง ประจาน 8.4 ล้านตันลวงโลก
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการลงนามซื้อขายข้าวกับคอฟโก้ รัฐวิสาหกิจจีน จำนวน 1 ล้านตัน โดยกำหนดระยะเวลา 5 เดือนแรก 4 แสนตัน จากนั้นทยอยส่งให้ครบหนึ่งล้านตัน พร้อมกับกำหนดเงื่อนไขให้ใช้รูปแบบการซื้อขายแบบ FOB ซึ่งถือเป็นของจริง คือ จีทูจีกับจีนคอฟโก้ต้องทราบและซื้อขายหน้าท่าเรือ หรือ FOB และกำหนดเวลาที่ชัดเจนล็อตแรก 4 แสนตัน ภายใน 5 เดือน จากนั้นทยอยส่งให้ครบ 1 ล้านตัน ภายใน 1 ปี
นายแพทย์วรงค์ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่าแตกต่างจากการดำเนินการที่รัฐบาลอ้างจีทูจี มีการซื้อขายหน้าคลังมาโดยตลอด แสดงให้เห็นว่า การซื้อขายข้าวจีทูจี 8.4 ล้านตันนั้น เป็นการโกหกหลอกลวง เพื่อขายข้าวให้กับพรรคพวกตัวเองในราคาถูก ไม่ได้มีการระบายข้าวออกนอกประเทศจริง ตามที่ตนเคยให้ข้อมูลมาแล้ว
ส่วนกรณีที่พบกระสอบข้าวเปล่าหอมมะลิ โครงการปี 55-56 ที่เพิ่งจบฤดูกาลไป บริเวณริมแม่น้ำเมย โดยมีการประทับตราหน้ากระสอบเป็นของทั้ง อตก.และอคส.นั้น นายแพทย์วรงค์ กล่าวว่า มีเลขรหัสชัดเจนสามารถตรวจสอบได้ว่าใครจะต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าเป็นกระสอบใหม่ไม่ใช่กระสอบเก่าอย่างที่มีการกล่าวอ้าง เพราะสังเกตได้ว่าปากกระสอบไม่มีรอยด้ายเก่าเลยแม้แต่นิดเดียว
“คำถามคือ ทำไมเป็นกระสอบใหม่ที่พบบริเวณชายแดนพม่า เป็นเพราะมีการสวมสิทธิข้าวหอมมะลิจากพม่ามาไทย หลังจากที่ข้าวหอมมะลิเขมรหมดแล้ว นอกจากนี้ การใช้กระสอบป่าน 100 กิโลกรัม จะช่วยให้เสียเงินค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากระสอบละ 50 กิโลกรัม จึงใช้วิธีส่งกระสอบป่านไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นกระบวนการสวมสิทธิข้าวข้ามชาติ นำข้าวหอมมะลิประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ ในการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นขบวนการทำร้ายข้าวไทยของรัฐบาล ภายใต้โครงการรับจำนำข้าว จึงขอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ( กขช.) จะต้องเอาจริงเอาจังเพราะกระทบกับคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย” นายแพทย์วรงค์ กล่าว
นายแพทย์วรงค์ กล่าวต่ออีกว่า เรื่องการสวมสิทธินั้น เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลไม่เคยตรวจสอบแม้กระทั่งสื่อต่างชาติ ก็มีการนำเสนอว่ามีการสวมสิทธิข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก จึงขอให้นายกฯ เร่งรัดให้มีการตรวจสอบ และขอให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปติดตามตรวจดีเอ็นเอข้าวโดยนำผู้เชี่ยวชาญไปด้วย จะพบว่าข้าวในโกดังรัฐบาลเป็นข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ข้าวไทย
นายแพทย์วรงค์ กล่าวต่อไปว่า กรณีที่กระทรวงพาณิชย์แสดงความกังวลว่าอาจส่งข้าวให้จีน 4 แสนตัน ไม่ทันภายในเวลา 5 เดือนที่กำหนดนั้น เป็นเรื่องแปลก เพราะรัฐบาลบอกว่ามีข้าวในโกดังถึง 18 ล้านตัน ดังนั้น หากทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส มีการคัดเลือกบริษัทปรับปรุงคุณภาพข้าว ก็อยู่ในวิสัยที่สามารถส่งข้าวได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด ยกเว้นรัฐบาลจะแอบขายข้าวดี ๆ ไปหมดแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถส่งข้าวสี่แสนตันภายใน 5 เดือน แสดงว่าไม่มีข้าวดีอยู่ในโกดัง ซึ่งหากไม่สามารถส่งข้าวได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดก็จะยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยเพราะรัฐบาลหาข้าวส่งให้ประเทศจีนไม่ได้ หากไม่สามารถส่งข้าวได้จริงรัฐบาลต้องถูกประนามอย่างรุนแรง เพราะหากมีการนำข้าวเก่าไปปรับปรุงคุณภาพแล้วถูกตีกลับจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมากขึ้น



