ข่าว

ชาวนาตายอีกแล้ว!รอค้ำเงินธ.ก.ส.เป็นลม

ชาวนาตายอีกแล้ว!รอค้ำเงินธ.ก.ส.เป็นลม

05 มี.ค. 2557

ชาวนาตายอีกแล้ว!รอค้ำเงินธ.ก.ส.เป็นลม กมธ.วุฒิฯชี้งบกลาง 2 หมื่นล้านจ่ายจำนำข้าวส่อขัดกม. ด้านแกนนำชาวนาเหนือห่วงจ่ายเป็นงวดไม่ทั่วถึงทำแตกแยก ซัดนักการเมือง

               เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 5 มีนาคม 57 ร.ต.ท.ประยุทธ์ จันทาสี  พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุรินทร์ ได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตด้านหลัง ธ.ก.ส.สาขาปัทมานนท์ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จึงประสานหน่วยกู้ภัยสุรินทร์ เข้าร่วมตรวจสอบ ที่เกิดเหตุอยู่หลังธนาคารเพื่อการเกษตรและสกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สาขาปัทมานนท์  เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตนายศริ ชูเส้นผม อายุ 63 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 7 ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สภาพสวมเสื้อเชิ์ตลายแขนสั้น กางเกงขายาวสีเทา นอนหงายเสียชีวิต ที่บริเวณศรีษะมีรอยแตกและมีเลือดไหล เนื่องจากล้มฟาดลงกับพื้นปูน

               นายพวน ทัพไทยดี น้องเขยผู้ตายให้การว่า มา ธ.ก.ส. เพื่อกู้เงินไปปลูกพืชฤดูแล้ง จำนวน 3 หมื่นบาท และได้พาผู้ตายมาด้วย เพื่อค้ำประกันเงินกู้ให้ โดยมีญาติมาด้วยหลายคน ขณะที่นั่งรอเพื่อที่จะกู้เงิน ก็เลยพากันออกมานั่งข้างนอกด้านหลังของธนาคาร ขณะนั้นอากาศร้อนจัด ขณะที่นั่งพูดคุยกันจู่ๆ นายศริ  ก็เกิดหงายหลังและล้มลงหัวกระแทกพื้นและนิ่งไปเลย

               เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากโรคประจำตัว ประกอบกับอากาศร้อนจัด


              กมธ.วุฒิสภาชี้ว่ากรณี กกต.อนุมัติงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท ตามที่รัฐบาลส่งเรื่องมาขออนุมัติเพื่อไปจ่ายหนี้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวนั้น อาจขัดกฎหมาย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ที่มี นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ได้ประชุมโดยเชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโครงการรับจำนำข้าวเข้าร่วม โดย กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้อนุมัติให้รัฐบาลใช้งบกลางของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 จำนวน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายค่าจำนำข้าว และ กกต.ระบุให้รัฐบาลหาเงินมาคืนงบกลางภายในวันที่ 31 พฤษภาคม จะมีปัญหาเรื่องการคืนเงินและขั้นตอนกฎหมายหรือไม่


กมธ.ตั้งปม2หมื่นล.ส่อขัดกฎหมาย

               นายสุวรรณ อัษฎานุกูล ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การยืมงบกลางออกมาใช้น่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและส่อผิดกฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ถือว่าหากนำเงินไปใช้แล้วจะเป็นการจ่ายขาด ไม่สามารถนำเงินมาใช้คืนได้ในคราวเดียวและหากจะหาเงินมาคืนต้องจัดอยู่ในปีงบประมาณถัดไป ดังนั้น งบกลางที่ระบุว่าให้ใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน ไม่ใช่เป็นงบประมาณที่สามารถนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนหรือยืมไปใช้ในกิจการอื่นได้ หากไม่มีการระบุไว้ในกฎหมายงบประมาณ อีกทั้งหากถามว่ากรณีการค้างจ่ายค่าข้าวกับชาวนาถือเป็นปัญหาฉุกเฉินจริงๆ หรือไม่ ตรงนี้มองว่าเป็นปัญหาฉุกเฉินของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่ความฉุกเฉินของประเทศ

               น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ชี้แจงว่า ข้อกังวลดังกล่าวอาจจะมีปัญหาน้อยกว่าการที่ไม่นำงบประมาณมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนการใช้คืนนั้นคาดว่าไม่มีปัญหา เพราะทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะหารือถึงแนวทางไว้พร้อมแล้ว

               ด้าน นางสุมาลี บุณฑริก ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า การยืมงบกลางและแผนการใช้เงินคืน เบื้องต้นทราบว่ามีมติคณะรัฐมนตรีระบุว่ากระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนการจ่ายเงินให้ชาวนาจะเป็นไปตามลำดับการออกใบประทวนเฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2556

               ขณะที่ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า งบกลางที่ กกต.อนุมัติให้รัฐบาลนำไปดำเนินการนั้น เป็นการยืมเงินเพื่อไปจ่ายหนี้ให้แก่ชาวนา ซึ่งตามขั้นตอนต้องให้สำนักงบประมาณเบิกจ่ายเงิน ต้องเข้าสู่การดำเนินการของกรมบัญชีกลาง และส่งให้กรมการค้าต่างประเทศเพื่อนำไปให้ ธ.ก.ส.เพื่อให้ไปจ่ายชาวนา ส่วนขั้นตอนการใช้เงินคืนงบกลางคาดว่าจะเป็นขั้นตอนเดียวกัน คือ กรมการค้าต่างประเทศขายข้าวแล้วนำเงินคืนให้กรมบัญชีกลาง และให้นำคืนสำนักงบประมาณต่อไป เบื้องต้นมีการกำหนดว่าให้กรมการค้าต่างประเทศระบายข้าวให้ได้เงิน 8,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ล่าสุด นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ ระบุจะขายข้าวให้ได้ 1 หมื่นตัน เพื่อให้ได้เงิน 1 หมื่นล้านบาท และหากขายในปริมาณและราคาดังกล่าวคาดว่า 2 เดือนจะมีเงินคืน

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมของ กมธ.มีหลายประเด็นที่ผู้ชี้แจงไม่สามารถให้คำตอบได้ ดังนั้น กมธ.จะทำหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง


"สมชัย"เตือนขรก.ทำสัญญาระวังตัว


               นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีความเป็นห่วงหากรัฐบาลไม่สามารถขายข้าวและนำเงิน 2 หมื่นล้านบาทมาคืนงบกลางได้ทันในวันที่ 31 พฤษภาคม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ว่า ส่วนตัวเห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินยืมทดรองจ่ายถือเป็นเงินราชการ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ต้องทำสัญญากับกระทรวงการคลัง โดยตัวบุคคลที่จะเป็นผู้ทำสัญญาอาจจะเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ หรืออธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กับปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งก่อนลงนามในสัญญาข้าราชการระดับสูงต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดีว่ามีความสามารถระบายข้าวจนทำให้ได้เงินมาใช้คืนงบกลางหรือไม่ ถ้าหาเงินคืนไม่ได้ตามกำหนดก็เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องเร่งรัดให้กระทรวงพาณิชย์หาเงินมาชำระให้ได้

               ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องคิด คือ เงินที่ได้จากการระบายข้าวจะนำเงินไปชำระหนี้ชาวนาที่รัฐบาลได้จำนำใบประทวน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 ถึงกุมภาพันธ์ 2557 ราว 9 หมื่นล้านบาทไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งระบายข้าวให้เร็วกว่านี้ รวมทั้งต้องหาแหล่งเงินกู้อื่น หรือจะออกพันธบัตรก็ต้องทำ เพราะถ้า 3 เดือนนี้รัฐบาลขายข้าวได้เท่ากับเงินที่กู้ไป 2 หมื่นล้านบาท อีก 2 เดือนนับจากนั้น รัฐบาลก็จะมีปัญหาเรื่องเงินที่ค้างจ่ายชาวนาที่เหลือ 9 หมื่นล้านบาท จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม ตรงนี้เป็นอำนาจตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ต้องมาเสนอ กกต. หากมีผู้ร้องเรียนว่าเป็นการทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

               ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทางบลูสกายแชนแนล ว่า กกต.ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปใช้ดุลพินิจตัดสินว่าควรจะดูความสามารถการใช้คืนของรัฐบาลด้วยหรือไม่ แต่มีหน้าที่ดูว่ารูปแบบของการที่อนุมัติงบกลางต้องไม่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ทาง กกต.ก็ไปคิดเงื่อนไขการคืนเงิน ถ้ารัฐบาลทำไม่ได้หรือไม่ทำ ก็แปลว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมันผิดเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ทาง กกต.ก็ต้องดำเนินการกับรัฐบาล ส่วนการที่รัฐบาลต้องใช้เงินจากงบกลางที่เป็นงบที่ต้องใช้ยามฉุกเฉินของประเทศมาใช้กับโครงการจำนำข้าว ถือเป็นความล้มเหลวและความจนปัญญาในที่สุดแล้วก็ให้เห็นว่ายังพยายามหลีกเลี่ยง แต่ว่าก็ดีแล้วที่ กกต.กำหนดเงื่อนไขให้เห็นว่าจะหนีเงื่อนไขที่ต้องเอาข้าวออกมาขายไม่พ้นอย่างไรก็ต้องทำ


ชี้นักการเมืองดึงเงินจ่ายพื้นที่ตัวเอง


               ขณะที่ นายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ กล่าวว่า ชาวนาส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงินจำนำข้าวให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ทุกภาคทุกจังหวัดเหมือนกันหมดและได้รับเงินครบทุกคน หากมีการทยอยจ่ายเงินไปเรื่อยๆเหมือนที่ผ่านมาจะยิ่งสร้างความแตกแยกให้แก่ชาวนาด้วยกันเอง ซึ่งเงินแต่ละงวดที่ทยอยจ่ายมาก็จะไปลงในจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลเป็นหลัก

               "ทำไมที่ผ่านมาชาวนาภาคเหนือโดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน และภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงของพรรครัฐบาลถึงเงียบกันหมด ไม่ออกมาเรียกร้องเคลื่อนไหว แล้วชาวนาพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้รับเงินจำนำข้าวเหมือนกันถึงออกมาเรียกร้องต่อสู้ เงินที่รัฐบาลทยอยจ่ายออกมาก็ถูกจัดสรรไปในพื้นที่ฐานเสียงของรัฐบาลก่อน ยิ่งทำให้ชาวนาเกิดความแตกแยกกันเอง ชาวนาบางส่วนที่ได้รับเงินไปก่อนแล้วก็มีออกมาเยาะเย้ยชาวนาด้วยกันอีก ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น อีกอย่างเงิน 2 หมื่นล้านรัฐบาลก็ยืมมาจาก กกต. ต้องใช้คืนปลายเดือนพฤษภาคมจะมีสติปัญญาที่ไหนหามาคืน และยังค้างอีก 8-9 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจะหามาจากไหนอีก" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

               นายกิตติศักดิ์ ระบุด้วยว่า กลุ่มชาวนาได้ประชุมและเตรียมจัดตั้งสภาชาวนาที่จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะช่วยเหลือชาวนาทั่วประเทศทั้งในเรื่องของการพัฒนาที่ดินทำการเกษตร หาแหล่งที่ดินทำนา ช่วยดำเนินการและแนะนำการลดต้นทุนการทำนา จนกระทั่งกระบวนการขายโดยจะทำให้ชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องรอเงินจำนำข้าว สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ จะเป็นการช่วยชาวนาอย่างยั่งยืน

               นายประภาส ชมปากเกลี้ยง ผู้ประสานงานสมัชชาเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวนาได้รับความเดือดร้อนจำนวนมากต่างทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถไฟฟรี และรถประจำทางแบบกองทัพมด เพื่อเข้าไปสมทบที่กรุงเทพฯ แต่เนื่องจากกลุ่มชาวนาที่เข้ากรุงเทพฯ มีพลังไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่จึงเข้าไปสมทบกับกลุ่ม กปปส.เพื่อช่วยอีกแรง ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ไม่มีทางเลือกอื่น ส่วนกำหนดเคลื่อนไหวในพื้นที่กลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายย่อย 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออก อีก 16 จังหวัด จะร่วมประชุมวางแนวทางการเคลื่อนไหวพร้อมกับร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปเกษตรกร ในวันที่ 12-16 มีนาคมนี้ ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งผลสรุปในที่ประชุมจะใช้เป็นแนวทางการเคลื่อนไหวทั่วประเทศต่อไป


ธ.ก.ส.เปิดกองทุนยอดขยับ217ล้าน


               ผู้สื่อข่าวรายงานการเปิดตัว "กองทุนช่วยเหลือชาวนา" ที่ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ บางเขน โดยมีผู้มีชื่อเสียงและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก เช่น นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย และนายมนัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ส่วนบุคคลวงการบันเทิงที่ปรากฏรายชื่อในฐานะที่เคยเป็นพรีเซ็นเตอร์สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.กลับไม่ได้มาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น นายเกียรติกมล ล่าทา หรือ ตุ้ย เอเอฟ นางทักษอร เตชะณรงค์ หรือ แอฟ และนางพิยะดา จุฑารัตนกุล หรือ อ้อม รวมถึงการติดต่อไปยังนายไมค์ ภิรมย์พร นักร้องลูกทุ่ง ให้มาร่วมงาน กลับไม่ได้รับอนุญาตจากต้นสังกัด

               ขณะที่ยอดเงินสิ้นสุดวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 217 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่สมทบเข้ากองทุนที่ 2 แบบไม่มีดอกผลมากที่สุดกว่า 172 ล้านบาท ส่วนยอดบริจาคยังอยู่ที่ 11.8 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นเงินสมทบเข้ากองทุน 3 แบบมีดอกผลกว่า 33 ล้านบาท

               ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า การจ่ายเงินจะให้ชาวนารายที่ถือใบประทวนก่อนวันที่  9 ธันวาคม 2556 ซึ่งก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภา เพื่อให้สอดคล้องกับที่ กกต.วินิจฉัย ซึ่งจะมีวงเงินตามใบประทวนประมาณ 115,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จ่ายเงินไปแล้ว 71,500 ล้านบาท โดยเงินงบกลาง 2 หมื่นล้านบาท น่าจะช่วยเกษตรกรได้อีกกว่าแสนคน นอกจากนี้ในเดือนมีนาคมนี้จะมีเงินจากการระบายข้าวเข้ามาอีก 1 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินที่ใช้ได้ในเดือนนี้ 3 หมื่นล้านบาทที่สามารถช่วยเหลือชาวนาได้อีกมาก

               "จากจำนวนใบประทวน 1.15 แสนล้านบาท จ่ายไปแล้ว 7 หมื่นล้านบาท เหลือ 3-4 หมื่นล้านบาท หากมีเงินเข้ามาอีก 3 หมื่นล้านบาท รวมกับเงินของกองทุนช่วยเหลือชาวนาอีกนิดหน่อยไม่น่าจะเกิน 2,000 ล้านบาท ก็น่าจะเคลียร์ใบประทวนคงค้างก่อนวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ได้เกือบหมด โดยที่เหลือต้องรอเงินจากการขายข้าวของเดือนถัดไป ซึ่งถึงชาวนาที่ถือใบประทวนหลังวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ที่มีวงเงินอีกประมาณ 7 หมื่นล้านบาทด้วย" นายลักษณ์ กล่าว


ป.ป.ช.ตั้งเงื่อนทนายปูคัดสำนวนคดี

               วันเดียวกัน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจเข้าขอตรวจพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนคดีละเลยปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว อย่างไรก็ตามกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) และมวลชนได้เข้าปิดล้อม ป.ป.ช.และมีเหตุปาระเบิดคุกคามการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์แล้ว กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า นายกรัฐมนตรีประสงค์จะขอให้ทนายความเข้ามาตรวจพยานหลักฐานแทนตนก็จะต้องดำเนินการสั่งการไม่ให้มีเหตุการณ์ชุมนุม ข่มขู่ ขัดขวาง คุกคามในการปฏิบัติหน้าที่และการไต่สวนคดีดังกล่าวของเจ้าหน้าที่และกรรมการ ป.ป.ช.อย่างเด็ดขาด

               ดังนั้น จึงมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ให้สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (5 มี.ค.) ว่าอนุญาตให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจสามารถมาตรวจสอบพยานหลักฐานแทนได้ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น หากมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นในระหว่างขอตรวจพยานหลักฐาน เช่น การข่มขู่ ขัดขวาง คุกคามจากกลุ่มมวลชนให้ยุติการไต่สวนนายกฯ ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะยุติการอนุญาตให้ตรวจพยานหลักฐานดังกล่าวทันที

               วันเดียวกัน ที่เวทีการชุมนุมกลุ่ม กปปส.สวนลุมพินี นายถาวร เสนเนียม แกนนำแถลงว่า หลังจากชาวนาไปขอความช่วยเหลือจากสํานักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง กรณีโครงการรับจำนำข้าว แต่ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกกำลังถูกไต่สวนเรื่องส่อทุจริต หลังจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกก็จะขอให้อัยการเป็นทนายแก้ต่างให้ โดยอ้างว่าได้ปฏิบัติการในหน้าที่ ซึ่งตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงาน พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ที่ระบุว่าอัยการมีอำนาจแก้ต่างให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องในเรื่องที่ได้กระทำไปตามหน้าที่ แต่กรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกได้กระทำผิดกฎหมายในลักษณะส่อทุจริต และอัยการก็ได้ช่วยเหลือชาวนาเช่นกัน ดังนั้นอัยการจึงไม่ควรแก้ต่างให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กับพวกทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เพราะถือเป็นคู่กรณีกับชาวนา ทั้งนี้ตนได้ส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือต่อ อสส.แล้ว