ข่าว

"กอร์ปศักดิ์"อ้างจำเป็นอ้อนวุฒิผ่านกม.กู้เงิน

"กอร์ปศักดิ์"อ้างจำเป็นอ้อนวุฒิผ่านกม.กู้เงิน

22 มิ.ย. 2552

"ส.ว."จอมแฉ ชี้ "รบ."อาจทำผิดกม.การเงินคงคลัง หลังให้สบน.ดูแลเงินทั้งหมด "กอร์ปศักดิ์"อ้อนส.ว.ให้ความเห็นชอบอ้างความจำเป็น แจงเหตุไม่รวมเงินกู้ในงบปกติ เพราะต้องเร่งใช้เงิน "สุรพงษ์ "เย้ยส.ว.อภิปรายจืดชืดไร้รสชาด

(22มิ.ย.)ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า การกู้เงินครั้งนี้เพื่อทำโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” หรือ “ใครเข้มแข็ง” เพราะตัวเลขของโครงการไม่ตรงกัน โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งเอกสารชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การกู้เงินตามพ.ร.ก.จำนวน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้จะใช้ในโครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 2.89 แสนล้านบาท ขณะที่ตัวเลขที่เสนอล่าสุดอยู่ที่ 2.35 แสนล้านบาท มาจากตัวเลขเดิม คือ 2.31 แสนล้านบาท บวกด้วยโครงการที่ครม.ได้อนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้กับกระทรวงมหาดไทย และท่องเที่ยว รวม 4.4 พันล้านบาท

นอกจากนี้ อยากถามว่า รัฐบาลมีแนวทางในการบริหารเงิน 4 แสนล้านที่จะกู้อย่างไร และแนะนำว่าให้รัฐบาลไปดูรายละเอียดพ.ร.บ.การเงินคงคลัง 2491 และพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ด้วยว่า รัฐบาลกำลังมีการทำผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลจะให้มีการกู้เงินจากสถาบันการเงินของเอกชน 3.7 แสนล้านบาท รวมถึงการให้อำนาจสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)เป็นหน่วยงานที่ดูแลการใช้จ่ายเงินกู้ทั้งหมด

 “ตามพ.ร.บ.การเงินคงคลัง 2491 ให้อำนาจในการดูแลงบประมาณแผ่นดินโดยกำหนดว่า เงินที่ได้รับต้องนำไปเก็บไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อำนาจในการสั่งจ่าย คือ อธิบดีกรมธนารักษ์ และเจ้าพนักงานที่รมว.คลังเป็นคนแต่งตั้ง จากนั้นต้องไปทำบัญชีเงินแผ่นดิน แต่การที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สบน.มีอำนาจทั้งรับเงินกู้และจ่ายและทำบัญชีเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีหน่วยงานไหนที่ทำหน้าที่สามอย่างพร้อมกัน เพราะจะตรวจสอบไม่ได้และตรวจสอบยากมาก และตามกฎหมายเดิม คือ เงินอยู่ที่ธปท. คนทำบัญชีคือ สำนักงบประมาณ คนควบคุมคือ กรมบัญชีกลางและกรมสรรพากร การสั่งจ่ายคือ กรมธนาลักษณ์ จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนกระบวนการใช้งบประมาณตรงนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย” นายเรืองไกร กล่าว

 นายเรืองไกร กล่าวว่า การเสนอกฎหมายดังกล่าวมีความเร่งรีบมาก ตนไม่สบายใจเพราะถ้าดูดอกเบี้ย 5% ของเงิน 4 แสนล้าน เท่ากับ 2 หมื่นล้าน ซึ่งมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากไม่รู้ว่า จะมีผลตอบแทนในโครงการอย่างไร หากดูโครงการถนนปลอดฝุ่น 1.4 หมื่นล้าน และเงินบำรุงรักษาทางหลวงทั่วประเทศ 1.4 หมื่นล้านบาท หารด้วยจำนวน ส.ส. 480 คน จะได้คนละประมาณ 60 ล้าน ไม่รู้ว่าจะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ รวมถึงโครงการของทางหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และเมืองหลัก จำนวน 1. พันล้านบาท และโครงการก่อสร้างทางหลวงสนับสนุนการขนส่งแบบต่อเนื่องจำนวน 966 ล้านบาท มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรในเมื่อลักษณะโครงการเขียนไว้ว่า ไม่มีการเสนอเพราะอยู่ในระหว่างการออกแบบ ทั้งนี้เอกสารจากสบน. ระบุว่า หนี้สาธารณะในปี 2555 จะสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท ไม่ใช่ 1.43 ล้านล้านบาท

 นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า สาเหตุที่รัฐบาลต้องกำหนดตัวเลข 1.5 ล้านล้านบาท และมีระยะเวลาผูกพันไปถึงปี 2555 เพราะรัฐบาลต้องการส่งสัญญาณให้นักลงทุนเห็นว่า รัฐบาลเน้นการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งนี้รัฐบาลไม่เลือกใช้วิธีการออกกฎหมายกู้เงินก็ได้ โดยใช้การแก้ ไขพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2502 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ 2548 เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้ แต่รัฐบาลไม่ทำแบบนี้ เพราะถ้าทำจะเป็นการส่งสัญญาณในทางลบที่เป็นการสะท้อนถึงการไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังของรัฐบาล

"กอร์ปศักดิ์"อ้างจำเป็นอ้อนวุฒิผ่านกม.กู้เงิน

การอภิปรายช่วงเย็น  อาทิ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ตั้งข้อสังเกตเรื่องรายละเอียดโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจน เกรงว่าจะเกิดช่องทุจริต เพราะตรวจสอบยาก และรายได้หลักเช่น การท่องเที่ยว และการส่งออก รัฐบาลกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก รวมถึงภาคการเกษตร แต่ไปเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีผลฝนระยะยาวและบางครั้งอาจไม่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นตามที่ต้องการด้วย ทั้งนี้นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร ถึงกับระบุว่า ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าไม่มีจะให้ตัดคอ อยู่ที่ว่าจะจับทุจริตนั้นๆได้หรือไม่เท่านั้น

 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า เหตุที่ไม่รวมเงินกู้ 8 แสนล้าน ในพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และไม่แก้กฎหมายเพดานหนี้สาธารณะ รวมทั้งการเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อกู้เงินดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา เมื่อกฎหมายงบประมาณผ่านสภา จะเบิกงบจ่ายได้เดือนมิถุนายนปีถัดไป และการลงทุนโครงการใหญ่ๆ กว่าจะเซ็นสัญญา กว่าเม็ดเงินออกมาก็ใช้เวลานาน และจะยิ่งเห็นผลช้า แต่ขณะนี้เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น และสร้างงานโดยด่วน หากมีเงินและอนุมัติให้ออกได้โดยเร็วก็จะช่วยแก้บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการแยกเป็นกฎหมายสองฉบับออกมาต่างหาก จะทำให้เงินเบิกได้ช่วงตุลาคมหรือพฤศจิกายนซึ่งทันสถานการณ์  ไม่เช่นนั้นปลายปีหากมีปัญหาเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลัก รัฐบาลจะยิ่งไม่มีเงินดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยืนยันว่าการใช้งบประมาณ แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่ไม่ต่างจากเงินในงบประมาณ เพราะอิงวิธีการงบประมาณทุกอย่าง และโยกงบข้ามกระทรวงไม่ได้ ไม่มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบ รับประกันว่า ถ้าวุฒิสภา รับกฎหมายสองฉบับนี้ ก็พร้อมจะมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในทุกประเด็น

"สุรพงษ์ "เย้ยส.ว.อภิปรายจืดชืดไร้รสชาด

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การพิจารณากฎหมายการเงินในชั้นของส.ว.เป็นไปอย่างจืดชืด ตนอยากนำน้ำปลา เกลือ พริกไทย หรือพวงพริก เข้าไปเติมให้มันมีรสชาติขึ้นมาบ้าง กรณีที่ 40 ส.ว.ออกมาขู่ว่าจะคว่ำร่าง หรือไม่คว่ำร่างนั้น อยากถามว่าออกมาเรียกร้องอะไร เย้วๆสักพักแล้วก็เงียบไป ทำเพื่อผลประโยชน์ประชาชนหรือเปล่า ความจริงถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะจะคัดค้านอะไรต้องดูรายละเอียด ข้อกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกมาตัดสิน เป็นถึงสภาสูงก็ควรทำตัวให้สูง และเป็นกลาง เมื่อตัวเองมีที่มาไม่สง่างามแล้วก็ควรทำตัวให้สง่างามหน่อย แต่วันนี้ดูพฤติกรรมส.ว.บางคนแล้วต้องบอกว่าใช้ไม่ได้เลย