
กลุ่ม40ส.ว.อัดรบ.เห็นสภาเป็นเพียงสถานประกอบพิธีกรรม
กลุ่ม 40 ส.ว. อัดรบ.เห็นสภาเป็นเพียงสถานประกอบพิธีกรรม เหน็บสังคมสงสัย ตั้งงบสูงไม่ทันการหรือไม่ทันกิน กลัวจะเสียค่าโง่รบ.หน้า เข้ามากินบุฟเฟ่ ยกเหตุ"อภิสิทธิ์"จะไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯต่อ ด้านรมว.คลัง แจง ตั้งงบสูงครั้งเดียว เพื่อส่งสัญญาณ ความจำเป็นการลง
(22มิ.ย.) ในการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ที่มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า รัฐบาลนี้แก้วิกฤตเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มเงินลงทุนเป็นพิเศษ ตั้งโต๊ะทีเดียวก้อนใหญ่มากประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ใช้เวลา 3 ปี เฉลี่ยปีละ 5 แสนล้านบาท แต่จากข้อมูลอัตราการเบิกจ่ายผ่านทางศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 15 มิ.ย. พบว่า งบลงทุนที่อยู่ในงบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 2.1 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายจริงเพียง 6.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หรือ คิดเป็น 30.79% ทั้งๆที่ปีงบประมาณจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ถ้าบวกเงินกู้เข้าไปอีก ตนยังสงสัยว่า จะเบิกจ่ายได้ทันและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่รั่วไหลได้หรือไม่ และจึงสงสัยต่อไปว่า ทำไมไม่เสนอเข้ามาในพ.ร.บ.งบประมาณตามปกติโดยการแก้กฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะชั่วคราว 3 ปี เพื่อให้มีระเบียบการเบิกจ่ายเป็นขั้นตอนชัดเจนรวมถึงระบบตรวจสอบมากพอสมควร แต่เมื่อรัฐบาลทำแบบนี้ตนจึงห่วงว่า จะมีการใช้เงินเร็ว เลี่ยงขั้นตอน และรั่วไหล
นายคำนูณ กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังเห็นสภาเป็นที่ประกอบพิธีกรรม ประชุมครม.ไม่กี่สิบนาที ก็อนุมัติวงเงินโครงการของกระทรวงการท่องเที่ยว และกระทรวงมหาดไทย เพิ่มเติมเป็นเงิน 4.9 พันล้านบาท เป็นอาการพิรุธ ที่สังคมเชื่อแบบนี้ บ้างก็สงสัยว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อการโหวตให้ของส.ส.พรรคร่วม และข่าวลือเกี่ยวกับส.ส.ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านได้มีการหารือกับนายกฯเกี่ยวกับแบ่งงบประมาณลงพื้นที่ บางคนนินทาไปถึงขั้นว่า ไม่ทันการหรือไม่ทันกินกันแน่ ซึ่งตนไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า เงินก้อนเดียว 3 ปี แต่ต้นปี 2553 เพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งในการจ่าย ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนายกฯ และ รมว.คลังคนนี้ไม่ได้กลับมา แล้วระเบียบการใช้เงินและการคุมเงินดังกล่าว จะยังอยู่หรือไม่ เพราะแก้ไขได้โดยมติครม. ซึ่งสำหรับนายกฯคนนี้ตนมั่นใจว่า จะไม่โกง แต่ถ้าไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯอีก จะเหมือนว่ารัฐบาลนี้เสียค่าโง่ตั้งโต๊ะให้รัฐบาลหน้ากินบุฟเฟ่กันหรือไม่ สรุปคือที่ตนไม่สามารถลงมติเห็นด้วย เนื่องจาก มาตรา 4 ในพ.ร.ก.กู้เงิน ที่ระบุว่า เงินที่ได้จากการกู้ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติสมทบเป็นเงินคงคลัง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นช่องทางให้การเกิดการทุจริตได้
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า นายกฯ รองนายกฯและรมว.คลัง ต้องตอบให้ชัด อย่าประมาทวุฒิสภา เพราะมีตัวอย่างแล้วคือ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่วุฒิสภาคว่ำ ทั้งนี้โครงการต่างๆ ตามจำนวนเงินกู้ 8 แสนล้านบาท ขอให้นายกฯรีบบินจากสิงคโปร์กลับมาสัญญาว่า จะไม่ยอมปล่อยให้มีการทุจริตแม้แต่โครงการเดียว และโครงการต่างๆก็เอาเข้าสภา ลักษณะแบบเดียวกับพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี
นายกรณ์ ชี้แจงว่า นายกฯติดภารกิจนัดหมายไว้นานแล้วกับผู้นำรัฐบาลสิงคโปร์ และเที่ยวบินจะกลับมาเวลา 22.15 นาที และนายกฯตั้งใจว่า จะรีบมาชี้แจงที่รัฐสภา และฟังความเห็นของส.ว.โดยด่วน ขอยืนยันว่ารัฐบาลพิจารณาว่าเม็ดเงิน 2 ก้อนๆ ก้อนละ 4 แสนล้านบาทจากพ.ร.ก. และร่างพ.ร.บ.กู้เงิน มีวัตถุประสงค์ในการใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยส่วนหนึ่งจะใช้ปิดหีบ อีกส่วนคือโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะแรกและระยะถัดมา ซึ่งการกำหนดเงินไว้เกินวงเงินที่จะใช้จ่าย เพราะรัฐบาลป้องกันไว้ว่า อาจมีโครงการใดที่ประสบปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้มีวงเงินเข้ามาใช้ทดแทนได้ในโครงการไทยเข้มแข็ง
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ตั้งโต๊ะไว้ 1.5 ล้านล้านบาทตั้งแต่แรก เพราะต้องการส่งสัญญาณที่ชัดเจน ในความจำเป็นในการลงทุน จึงกำหนดเม็ดเงินให้ชัดตั้งแต่แรก จึงไม่แก้พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แต่ประเด็นนี้ก็ทบทวนแล้ว และตัดสินใจเลือกแบบนี้ การแก้พ.ร.บ.หนี้สาธารณะเป็นการส่งสัญญาณเชิงลบขาดวินัยการคลังของรัฐบาล และให้มีกฎหมายเพื่อเข้าถึงเงินลงทุนพิเศษ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ



