
'ศาลควรเป็นหลัก-ทางออกแก้วิกฤติบ้านเมือง'
'ศาลควรเป็นหลักและทางออกในการแก้วิกฤติบ้านเมือง' : สัมภาษณ์พิเศษ 'หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล' ประธานศาลปกครองสูงสุด โดยโอภาส บุญล้อม
ท่ามกลางวิกฤติของบ้านเมืองในขณะนี้ "เครือเนชั่น" ได้มีโอกาสพูดคุยกับ "หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล" ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีมุมมองและเสนอทางออกของบ้านเมืองไว้อย่างน่าสนใจ โดยเห็นว่า "สถาบันศาล" ซึ่งเป็นองค์กรหลัก จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ และเป็น "ทางออกที่ดีที่สุด" ส่วนกรณีที่มีคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดแบ่งแยกประเทศ เขาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่อยากเห็น
ทางออกของประเทศที่กำลังวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ท่านเห็นว่ามีแนวทางไหนบ้าง
มันจะต้องมีการร้องต่อองค์กรหลักของบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองสงบได้ ผมเห็นว่า "ศาล" ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการทุกศาล ควรเป็นหลักให้แก่บ้านเมือง อำนวยความยุติธรรมที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าศาลต้องตัดสินคดีบนพื้นฐานของกฎหมาย และการตัดสินคดีต้องตรงไปตรงมาและเป็นกลาง ไม่อิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเหตุผลของศาลต้องอธิบายคนทั่วไปได้ว่าทำไมจึงตัดสินเช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็จะเรียกร้องให้องค์กรหลักเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมืองและทุกฝ่ายก็จะยอมรับคำตัดสิน ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการใช้ความรุนแรงและการใช้กำลังและไม่ใช่การสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา เพราะจะมีคำถามตามมาว่า องค์กรใหม่ ประกอบด้วยใครบ้างและมาจากไหน แต่องค์กรที่เป็นหลัก เช่นศาล ไม่ได้มีอำนาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ด้วยตัวเอง ศาลจะมีอำนาจวินิจฉัยคดีได้ก็ต่อเมื่อมีการฟ้องคดี แต่โดยสภาพของการทะเลาะ เถียงกัน ทุกฝ่ายโดยธรรมชาติ คงไม่มีใครอยากเถียงหรือทะเลาะกันโดยไม่เลิกรา ก็ต้องหาทางออก มาฟ้องศาล
"แต่ตอนนี้ที่เห็นแค่เริ่มฟ้องคดีก็ต่อต้านแล้ว มีการยิงที่ทำการศาล ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น น่าคิดว่า ทำไมคนไทยขาดความอดทนในการยอมรับความคิดเห็นไม่ตรงกับตนเองมากขึ้น"
ศาลปกครองจะมีบทบาทอย่างไร
ศาลปกครองต้องตัดสินคดีบนพื้นฐานของกฎหมายและต้องมีเหตุผลในคำตัดสินที่อธิบายได้ ซึ่งเรื่องนี้เราได้พูดกับตุลาการศาลปกครองเสมอว่า ไม่สามารถไปห้ามความคิดทางการเมืองของตุลาการ แต่ละคนได้ แต่ความคิดทางการเมืองนั้น ไม่ควรนำมาเสนอต่อที่สาธารณะและไม่ควรนำมาเป็นปัจจัยในการทำหน้าที่ตุลาการ ผมได้เน้นกับตุลาการว่า ต้องการให้ศาลปกครองเป็นเสาหลักให้บ้านเมือง เพราะถ้าทั้งประเทศไม่มีองค์กรที่จะเป็นหลักให้บ้านเมืองได้ ปัญหาจะแก้อย่างไร เมื่อตกลงเจรจากันไม่ได้ก็ใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งไม่มีใครปรารถนา
มีหวังหรือไม่ที่ทุกฝ่ายจะหันมายอมรับคำตัดสินของศาลเป็นตัวชี้ขาด
มีหวัง แต่จะนั่งหวังโดยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้เช่นกัน ผมคิดว่าความเห็นต่างที่มาถึงขั้นยอมรับความเห็นของฝ่ายอีกหนึ่งไม่ได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ค่อยๆ สะสมตัวของมันขึ้นมา ดังนั้นจะไปบังคับให้คนมีความคิดเหมือนกันฉับพลันทันใดคงไม่ได้ ต้องใช้เวลา
การใช้วิธีการเจรจาจะเป็นทางออกปัญหาวิกฤติในขณะนี้ได้หรือไม่
จะเจรจากันอย่างไร ผมก็อยากให้ปัญหายุติ แต่ผมมองว่าคงยุติยาก จะเจรจากันอย่างไร ฝ่ายหนึ่งดำ ฝ่ายหนึ่งขาว จะเจรจาให้เป็นอะไร เป็นสีเทา หรือให้เป็นสีขาวหรือให้เป็นสีดำ ถ้าเจรจาแล้วบอกว่า สีดำออกไปเหลือแต่สีขาวอย่างเดียว สีดำคงไม่ยอม หรือสีขาวออกไปเหลือแต่สีดำ สีขาวก็ไม่ยอม การเจรจาเห็นได้ชัดเลยคือการประนีประนอม คือเป็นสีเทา ถามว่ามันถูกหรือเปล่า พูดให้เป็นรูปธรรมกว่านี้ เช่นว่า ฝ่ายหนึ่งโกงกับอีกฝ่ายหนึ่งไม่โกง ถามว่าจะเจรจากันอย่างไรระหว่างฝ่ายที่โกงกับไม่โกง ถ้าเป็นสีเทาหมายความว่า โกงได้บ้าง ต้องถามสังคมว่ายอมรับได้หรือไม่
"สังคมไทยในหลายปีนี้เปลี่ยนไปมาก ที่ว่าโกงไม่เป็นไรแต่ช่วยหรือแบ่งให้เราบ้าง ความคิดนี้ทำให้สังคมไทยแย่ลงไปเรื่อยๆ มันกลายเป็นว่า การโกงหรือคอร์รัปชั่นไม่ต้องปราบปราม"
ตอนนี้มีความคิดถึงการแบ่งประเทศแล้วทำได้หรือไม่
ความคิดนี้ไปไกลไปหน่อย ไม่ควรปล่อยไปไกลอย่างนี้ และมันคงยากที่จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคงไม่มีใครอยากให้ปัญหาความขัดแย้งมันพัฒนาเลวร้ายมากไปถึงระดับแบ่งแยกประเทศ เพราะผมเชื่อมั่นว่า ในลึกๆ ทุกคนยังมีความรู้สึกเป็นไทย แต่ทำไมถึงมีความคิดอย่างนั้น ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน อยากให้คนที่มีความคิดอย่างนี้กลับไปคิดอีกที
"การแบ่งแยกประเทศทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งหมายถึงแบ่งแยกไม่ได้อยู่แล้ว"
แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่กำหนดว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว โดยการทำประชามติได้หรือไม่
การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงรูปแบบของรัฐว่าเป็นรัฐเดี่ยวนั้น เป็นหลักโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าแก้ไขหลักที่เป็นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญก็เท่ากับแก้ไขโครงสร้างของรัฐธรรมนูญทั้งระบบหรือทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ต่างจากการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไป ที่สำคัญไม่เท่าเรื่องที่เป็นโครงสร้าง มันซีเรียสกว่ากันเยอะ ดังนั้นขั้นตอนกลไกในการแก้ไขมีเยอะ
"เรื่องนี้หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนทั้งหมดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ไม่ใช่เพียงความคิดของคนแค่กลุ่มหนึ่งหรือคนไม่กี่คนที่มีความคิดดังกล่าวแล้วจะทำสิ่งนั้นได้ แต่ผมคิดว่าแม้จะมีการพูดถึงประเด็นนี้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำหรือจะปล่อยให้ทำ เพราะกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนเพราะอำนาจอธิปไตยมีเหนือดินแดนที่เป็นอาณาเขตของประเทศทั้งหมด ดังนั้นการที่มีคนคิดแบ่งอาณาเขตของประเทศออกไปจึงกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคง จึงไม่มีประเทศไหนยอมได้ง่ายๆ
คนที่มีความคิดนี้อ้างว่า ขณะนี้มีความแตกแยกกันมาก อยู่กันไม่ได้แล้ว จึงต้องแยกประเทศกันไปเลย ต่างคนต่างอยู่ ฟังขึ้นหรือไม่
ผมไม่คิดว่ามันจะแตกแยกกระทั่งพูดกันไม่ได้ ผมอยากให้แต่ละคนกลับมาหวนคิดมองถึงความคิดของตนเองว่า มันเป็นอย่างนั้นแล้วหรือ ผมว่าจริงๆ แล้วเป็นเพราะแต่ละคนมีความอดทนต่อคนอื่นน้อยไป ต้องถามตัวเองว่า คนอื่นทำถึงขนาดทำให้เราอดทนไม่ได้จริงหรือเปล่า อยากให้ทุกคนคิดอย่างนั้น ถามว่าที่ทะเลาะกันอยู่ตอนนี้ บางคนเคยเจอหน้ากันหรือไม่ บางคนเคยทะเลาะกันส่วนตัวหรือไม่ เคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ไม่เลย แต่ทำไมจึงคิดจะใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหาดังกล่าว ก็เพราะขาดสติ ผมจึงอยากให้ทุกคน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับไปคิดและใช้สติว่า สิ่งที่ทำอยู่มันจริงหรือไม่จริง
ตอนนี้คดีที่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารในศาลปกครองมีอะไรบ้าง
มีเยอะ แต่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน มี 2-3 คดี คือ 1.คดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูกย้ายจากตำแหน่งเลขาฯ สมช. ซึ่งศาลปกครองสูงสุดจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 7 มีนาคมนี้ 2.คดีบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด เนื้อหาคดีเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้ระยะเวลาพิจารณาอีกระยะหนึ่ง ส่วนอีกคดีเกี่ยวกับการจำนำข้าว มีการฟ้องที่ศาลปกครองชั้นต้นและศาลได้รับไว้พิจารณาแล้ว
..............................
(หมายเหตุ : 'ศาลควรเป็นหลักและทางออกในการแก้วิกฤติบ้านเมือง' : สัมภาษณ์พิเศษ 'หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล' ประธานศาลปกครองสูงสุด โดยโอภาส บุญล้อม)



