
รัฐบาลพลัดถิ่น
รัฐบาลพลัดถิ่น : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
��������������� คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ ในระยะนี้คือ รัฐบาลพลัดถิ่น กับ แบ่งแยกประเทศ ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของทั้งสองคำนี้ดีพอ จนเกิดความวิตกกังวลไปต่างๆ
��������������� คำว่า รัฐบาลพลัดถิ่น นั้น วิกิพีเดียได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in Exile) คือกลุ่มการเมืองที่อ้างตัวว่าชอบด้วยกฎหมายของรัฐเอกราชรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่ไม่อาจใช้อำนาจตามกฎหมายของตนได้ในรัฐนั้น และจำต้องพำนักอยู่นอกรัฐดังกล่าว ด้วยความคาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีโอกาสได้กลับไปครองอำนาจในบ้านเมืองของตนอีกครั้งหนึ่ง
��������������� รัฐบาลพลัดถิ่นมักมีขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดสงครามซึ่งทำให้ดินแดนถูกยึดครองโดยข้าศึก หรือเป็นผลมาจากสงครามกลางเมือง การปฏิวัติ รัฐประหาร และกลุ่มการเมืองที่อ้างตัวว่าชอบด้วยกฎหมายได้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศอื่น เพื่อหาทางล้มล้างกลุ่มอำนาจใหม่ รวมถึงกรณีที่รัฐบาลซึ่งปกครองประเทศอยู่ขาดความชอบธรรม จนเกิดการรวมตัวต่อต้านรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลของตนขึ้นในต่างประเทศ ดังเช่นสงครามกลางเมืองในซีเรียในเวลานี้ ที่กองทัพปฏิวัติพันธมิตรและฝ่ายค้านแห่งชาติซีเรีย ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสหรัฐและประเทศตะวันตก เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลพรรคบาธ ที่ปกครองประเทศอยู่
��������������� รัฐบาลพลัดถิ่นจะมีความสามารถในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชนในประเทศของตน กับการสนับสนุนของรัฐบาลต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะในโลกปัจจุบันนี้ แต่ละประเทศต่างก็มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกันทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า สังคมและความมั่นคงร่วมกัน ขณะเดียวกันก็มีการคานอำนาจและถ่วงดุลอำนาจของมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในภูมิภาคนั้น ดังนั้น รัฐบาลพลัดถิ่นจึงไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นในอดีต ตัวอย่างเช่นรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ของจอมพลเจียงไคเช็ก ที่หลบหนีกองทัพประชาชนของเหมาเจ๋อตุง มาตั้งมั่นอยู่ที่เกาะไต้หวัน ประกาศตนเป็นอิสระและแสดงเจตนารมณ์ที่จะกลับไปยังแผ่นดินใหญ่ให้ได้ ยุคนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ความขัดแย้งระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีดำเนินไปอย่างรุนแรง ไต้หวันจึงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐและประเทศในค่ายเสรีนิยม แต่เมื่อความขัดแย้งลดลง สหรัฐก็หันไปเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ไต้หวันสูญเสียสถานภาพการเป็นผู้แทนของจีนในสหประชาชาติให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน และมีฐานะเป็นเพียงรัฐที่ไม่ได้รับการรับรองจากนานาชาติ ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในกรอบของการค้า วัฒนธรรม สังคม และกีฬา ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การทหาร ขณะเดียวกันสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ประกาศว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน อันเป็นการปรามไม่ให้ต่างชาติเข้าไปแทรกแซงในไต้หวัน
��������������� ดังนั้น การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสามารถที่จะทำได้ แต่เมื่อตั้งแล้วรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจะมีศักยภาพ หรือได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากภายในและภายนอกประเทศอย่างไรนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผ่านมามักจะอยู่ในสภาพที่ฝ่อและแห้งตายไปเอง
��������������� ส่วนการ แบ่งแยกประเทศ นั้น มีสาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งในเรื่องศาสนา เชื้อชาติและลัทธิการเมือง ในประเทศนั้นๆ ดังเช่นการแบ่งอินเดียออกเป็นปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก อันเนื่องมาจากการนับถือศาสนาที่ต่างกัน หรือความแตกต่างทางเชื้อชาติของประเทศในแอฟริกา จนก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง และแยกตัวออกจากกันในที่สุด รวมทั้งความขัดแย้งทางลัทธิในยุคสงครามเย็นที่โลกถูกแบ่งออกเป็นค่ายสังคมนิยมและค่ายเสรีนิยม จนเกิดการแบ่งประเทศ เช่น เยอรมนีตะวันตก-เยอรมนีตะวันออก เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ และเวียดนามเหนือ-เวียดนามใต้ เป็นต้น
��������������� อย่างไรก็ตาม การที่อยู่ๆ จะลุกขึ้นมาแบ่งประเทศไทยนั้นเป็นไปไม่ได้โดยง่ายเหมือนตัดแบ่งขนมเค้กหรอกครับ เพราะประเทศไทยมีการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ การค้าและความมั่นคง มีศูนย์กลางอยู่ที่ส่วนกลาง สมมุติถ้ามีการประกาศแยกภาคเหนือของประเทศออกไป ประชาชนส่วนใหญ่ก็ดี กองทัพภาคก็ดี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคก็ดี ข้าราชการก็ดี พ่อค้านักธุรกิจก็ดี จะให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่ ? การปล้นค่ายทหารเพื่อเอาอาวุธ การใช้รถอีแต๋นประจันหน้ากับรถถัง ในทางปฏิบัติยากที่จะเป็นไปได้ และไม่มีทางที่จะต้านยันกองทัพแห่งชาติได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญก็คือประเทศไทยในปัจจุบันมีการหลอมรวมทางสังคมและวัฒนธรรมจนเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เป็นก๊กเป็นเหล่า อย่างก๊กเจ้าพระฝาง ในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา
��������������� ครับ คนเราจะพูดจะเพ้ออะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่จะเป็นจริงได้เพียงใดนั้นเป็นคนละเรื่องกัน



