
"น้ำ-ไฟ"ขู่ไม่ได้2พันบาท-ร่วมสร.รฟท.
สหภาพ กฟน-กปน. ขู่รัฐบาล ไม่ขึ้นค่าตอบแทน 2 พันบาท เจอดีแน่ ผสมโรงสร.รพท. ขึ้นเวทีเสื้อแดงป่วนไม่เลิก เครือข่ายภาคประชาชนหนุนชี้นักการเมืองปากมันหวังฮุบที่ดิน 2 แสนไร่ แต่หวั่นประชาชนเดือดร้อน แนะหยุดรถควรแจ้งชาวบ้านล่างหน้า ล่าสุดประชาชนเดือดร้อนเพียบ
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ห้องประชุมสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เครือข่ายภาคประชาชน อาทิ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายสลัม 4 ภาค คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น ได้ร่วมกันหารือถึงกรณีการประท้วงหยุดการเดินรถของสมาชิกสหภาพแรงงานการรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.)ที่คัดค้านแผนการฟื้นฟูของผู้บริหาร
นายสุพิเชษฐ์ สุวรรณชาตรี เลขานุการสร.รฟท. กล่าวว่าสร.รฟท.ได้คัดค้านการแปรรูปมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรียกว่าแผนฟื้นฟูหรือการแปรรูป เพราะในที่สุดก็คือการเอาสมบัติของประชาชนไปขายให้เอกชน แม้ตอนแรกรฟท.อาจยังถือหุ้นเต็มร้อยเปอร์เซ็น แต่ก็ต้องค่อยๆขาย และสภาพของบริษัทก็คงไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผู้บริหารกล่าวอ้าง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปตท.จากที่เคยกำไรไม่กี่หมื่นล้านกลับเพิ่มขึ้นเป็นแสนล้าน แต่กลับส่งเงินเข้ารัฐน้อยลง ครั้งนี้ก็เช่นกันเหมือนกับการรื้อบ้านแล้วสร้างใหม่ ท้ายสุดที่ดินกว่า 2 แสนไร่ของรฟท. โดยเฉพาะพื้นที่ทำเลดีๆกว่า 3 หมื่นไร่ก็ถูกนายทุนเอาไปหมด
“ที่ผ่านมาเราต้องแบกต้นทุนและรัฐบอกว่าจะจ่ายค่าบริการทางสังคมให้ แต่ตอนนี้รัฐค้างชำระหนี้อยู่กว่า 2 หมื่นล้านบาท จริงๆแล้วสหภาพไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่รู้ว่าใครได้ผลประโยชน์จากแผนฟื้นฟู 2 แสนล้านบาทนี้ ใครไปตั้งบริษัทรอเพื่อรอเขมือบรถไฟ ถ้าเขาเปิดเงื่อนไขอย่างนี้ ให้รฟท.ทำเองก็ได้ ” นายสุพิเชษฐ์ กล่าว
นายสุพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนอาจด่ารฟท. แต่อีกไม่กี่ปีจะต้องนึกถึงสิ่งที่สร.รฟท.ออกมาคัดค้าน เพราะแผนการฟื้นฟูครั้งนี้ถือว่าเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาผูกขาด แผนนี้ถือว่าปิดลับมาโดยตลอด โชคดีที่สร.รฟท.ไปเจอตกอยู่หน้ากระทรวงคมนาคม เลยทราบข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเรียกร้องครั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลเรียกร้องมติครม.เพราะถือว่าเป็นการทำลายรถไฟทั้งระบบ ดังนั้นสร.รฟท.จึงต้องใช้ยาแรง ไม่เช่นนั้นสังคมคงไม่รับทราบ
“เราต้องชุมนุมเพื่อหยุดแผนนี้ให้ได้ แต่การเจรจาต่อรองไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็น จริงๆแล้วมีข้อตกลงกันอยู่แล้วว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรถไฟต้องแจ้งให้สร.รฟท.ทราบ แต่เขาไม่เคยคุยก่อน ทั้งๆที่เขาต้องยื่นเป็นข้อเรียกร้องและแจ้งให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบ ถือว่าเขาทำผิดกฎหมาย ” นายสุพิเชษฐ์ กล่าวและว่าเรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกจ้างของรฟท.กว่า 4 พันคนและ พนักงานกว่า 1 หมื่นคน เพราะต้องถูกบังคับให้เลือกว่าจะย้ายไปอยู่บริษัทเอกชนหรืออยู่กับรฟท.ต่อไป
นางเสน่ห์ หงส์ทอง ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย กล่าวว่าจริงๆแล้วได้มีการคัดค้านและทำความเข้าใจกับประชาชนมาตั้งแต่ก่อนเรื่องนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี แต่ไม่เป็นข่าว ตนเชื่อว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพราะมีผู้หวังผลประโยชน์ในที่ดินกว่า 2 แสนไร่ และการดำเนินการครั้งนี้ไม่ตรงไปตรงมาแน่เพราะการบริหารตกไปอยู่ในมือผู้ที่มีอำนาจหวังได้ที่ดินของรฟท.เช่นที่ดินที่บุรีรัมย์ ท้ายสุดแล้วหากแผนการนี้ลุล่วงที่ดินจำนวนมหาศาลก็ตกอยู่ในเมืองของกลุ่มทุนและนักการเมือง ดังนั้นจึงต้องนัดหยุดงานซึ่งเป็นเรื่องปกติของสหภาพแรงงาน
“ผู้ว่าฯบอกว่าสหภาพไม่คุยด้วย จริงๆแล้วเขาควรที่จะคุยกันเราก่อนนำเรื่องเข้าครม. แต่เขาไม่ทำ รู้กันอยู่ว่าที่ดินของรฟท.เป็นเหมือนขุมทรัพย์ในการเสาะแสวงหาผลประโยชน์ ขนาดคุยเขายังไม่คุยด้วยแล้วจะบริหารโปร่งใสได้อย่างไร เราแค่เอาแผนการต่างๆที่เขาทำไว้มาเปิดโปงถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น ” นางเสน่ห์ กล่าว
นายสุชิน เอี่ยมอินทร์ ผู้ประสานงานจากเครือข่ายสลัม 4 ภาคกล่าวว่า คนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ริมทางรถไฟ ซึ่งหลายแห่งรฟท.ให้เช่าราคาถูก แต่อนาคตถ้าที่ดินตกไปอยู่ในมือเอกชนก็เชื่อว่าต้องจ่ายค่าเช่าแพงขึ้น ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับแผนการฟื้นฟูหรือแปรรูปในครั้งนี้ พวกตนเป็นคนจนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย จึงไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปในครั้งนี้
นางแววดาว เขียวเกษม ผู้ประสานงานมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า แน่นอนว่าไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป แต่สร.รฟท.ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะปรับปรุงคุณภาพอย่างไรให้พ้นจากสภาพปัจจุบัน อย่างไรก็ตามก่อนการหยุดรถประท้วงครั้งนี้ สร.รฟท.ควรแจ้งให้ประชาชนทราบก่อนเพราะไม่ควรทำให้ประชาชนเดือดร้อน
"น้ำ-ไฟ"ขู่ไม่ได้2พันบาท-ร่วมสร.รฟท.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า จากการตรวจสอบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 23 มิ.ย. พบว่า กระทรวงมหาดไทยยังคงยืนยันวาระการพิจารณาเรื่องการขอให้ที่ประชุม ครม. เห็นชอบการขึ้นค่าตอบแทนให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ คือการไฟฟ้านครหลวง และการประปานครหลวงเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งบรรจุอยู่ในวาระสุดท้ายในการพิจารณาของ ครม.
เย็นวันเดียวกันนี้ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พานิช อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะประธานบอร์ดการไฟฟ้านครหลวง ได้เปิดห้องประชุมกรมการปกครองเป็นการด่วน เพื่อเรียกประชุมบอร์ดการไฟฟ้านครหลวง รวมถึงผู้ว่าฯการไฟฟ้านครหลวง หลังจากสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง นำโดยนายเพียร ยงหนู ขอเข้าพบเป็นการด่วน โดยมีการหารือกันตั้งแต่เวลา 17.00 น. ด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด หลังจากมีแนวโน้มที่กระทรวงการคลังจะคัดค้านการขึ้นค่าตอบแทน ให้กับพนักงาน กปน.-กฟน. เดือนละ 2,000 บาท
แกนนำสหภาพ กฟน. คนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมากับนายเพียร ยงหนู ที่กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายวงศ์ศักดิ์ ได้เรียกประชุมบอร์ดเป็นกรณีเร่งด่วน หลังจากที่สหภาพต้องการให้นายวงศ์ศักดิ์ ในฐานะประธานบอร์ด กฟน. เร่งแก่ไขปัญหาภายในองค์กร และการบริหารภายใน กปน. ที่มีปัญหาเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้มีการหารือเรื่องการขึ้นค่าตอบแทนเดือนละ 2,000 บาท เพราะเรื่องนี้ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยได้เซ็นเห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. แล้ว
แกนนำสหภาพการไฟฟ้าผู้นี้ระบุว่าแกนนำสหภาพ กฟน - กปน. ได้นัดรวมตัวกันที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ข้างทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 23 มิ.ย. โดยคาดว่าจะมา 2,000 -3,000 คน เพื่อรอฟังมติ ครม. ทั้งนี้ หาก ครม. เลื่อนหรือยับยั้ง การขึ้นค่าตอบแทนออกไป ทางสหภาพทั้งสองแห่งไม่ยอมแน่นอน และจะมีการนัดหารือกันอีกครั้งเพื่อรวมตัวครั้งใหญ่ทวงเรื่องนี้จากรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้สหภาพได้เคยมาพบกับนายบุญจง แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายบุญจงก็รับปากว่ารัฐบาลจะขึ้นค่าตอบแทนให้แน่นอน ดังนั้นหากรัฐบาลไม่รักษาสัญญาสหภาพกฟน.ก็จะไปร่วมเคลื่อนไหวกับสหภาพการรถไฟ ที่หยุดการเดินไฟ แต่ยืนยันจะไม่ถึงขั้นตัดน้ำตัดไฟ จะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งหากรัฐบาลยังถ่วงเวลาเรื่องนี้ ทางสหภาพ ก็พร้อมไปชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดงในวันที่ 27 มิ.ย. ที่ ท้องสนามหลวง เพราะถือว่าเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณามาแล้ว ครม. จึงไม่ควรซื้อเวลา
ก.แรงงาน ชี้ สหภาพรถไฟลางานประท้วงไม่ผิด
ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร. รฟท. ) หยุดงานประท้วงคัดค้านซึ่งมีแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟและการแปรรูปเป็นบริษัท ว่า ได้สอบถามกับผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย ทราบว่าพนักงานจำนวน 200 คนทั่วประเทศได้ทำการลาหยุดงานคนละ 2 วัน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารอย่างถูกต้อง
ซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานถือว่าไม่เป็นการผิดกฎหมายเพราะพนักงานสามารถลาหยุดงานได้ ทั้งนี้ต้องได้รับการอนุญาตจากฝ่ายบริหาร รวมถึงต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีลากิจแต่หากลาป่วยจะต้องมีใบรับรองแพทย์มายืนยัน ในกรณีนี้ไม่กระทบต่อค่าจ้าง สวัสดิการของพนักงานแต่ประการใด
“ตอนนี้ผมได้พยายามติดต่อกับฝ่ายลูกจ้าง โดยเฉพาะกับนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพฯเพื่อขอเตือนเรื่องการใช้สิทธิลาซึ่งทำได้ แต่เมื่อหมดสิทธิวันลาก็ขอให้กลับเข้าทำงานปกติ อย่าขาดงานเกิน 3 วันไม่เช่นนั้น จะถูกเลิกจ้างตามกฎหมายได้ และพยายามจะเตือนว่าการแสดงออกคัดค้านอะไร ลูกจ้างสามารถทำได้ตามสิทธิ แต่ว่าให้อยู่ในกรอบพอสมควร ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากนัก อันนี้ต้องพิจารณาด้วย ” นายอาทิตย์ กล่าว
ผู้โดยสารนร.คนงานตกค้างลพบุรีเพียบ
เมื่อเวลา 17.30 น.บรรยากาศที่สถานีรถไฟลพบุรี ได้มีผู้โดยสารจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่เลิกเรียน และคนทำงาน ที่ไม่ทราบล่วงหน้าเรื่องการประท้วงหยุดงานของพนักงานการรถไฟ และการหยุดเดินรถในขบวนต่างๆ ของการรถไฟ ต่างมารอซื้อตั๋วบริเวณช่องขายตั๋ว เพื่อเดินทางกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องพากันผิดหวัง เพราะทางสถานีไม่มีการเปิดจำหน่ายตั๋วให้ มีเพียงป้ายบอกหยุดเดินรถ และไม่มีกำหนดเวลาของการเดินรถในขบวนต่างๆ ที่แน่นอน เช่นเดียวกับ ที่บริเวณชานชลา ได้มีการนำแผ่นป้ายข้อความขนาดใหญ่ โดยมีข้อความว่า “ คนรถไฟ คัดค้าน บริษัทเดินรถ อนาคต ขูดรีดประชาชน ”
ทั้งนี้ ได้มีเด็กนักเรียนจำนวนมาก รวมถึงคนทำงาน ที่ใช้รถไฟในการเดินทางเป็นประจำ ตกค้างที่สถานีรถไฟลพบุรีกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่บ้างคนรู้สึกผิดหวัง และหันไปใช้รถโดยสารประจำทางแทน ส่วนเด็กนักเรียนที่ไม่เคยชินกับการเดินทาง ต้องโทรศัพท์ไปบอกกับทางบ้าน และนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณชานชรา เพื่อรอให้ผู้ปกครองหรือคนที่บ้านเหมารถมารับกลับบ้าน
รถไฟดีเซลรางเปิดบริการเที่ยวเดียวที่อุตรดิตถ์
ที่สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ได้หยุดเดินรถไฟ ตามมติของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ให้หยุดเดินรถไฟทั่วประเทศ โดยเวลา16.30น.วันนี้ ( 22 มิถุนายน) ขบวนรถ 410 ดีเซลราง จำนวน 3 โบกี้ ต้นทางสถานรถไฟศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ ปลายทาง จ.พิษณุโลก ได้เปิดให้บริการผู้โดยสารจะทำการจอดรับ-ส่ง ผู้โดยสาร 6 สถานีตลอดเส้นทาง เพื่อบริการนักเรียน นักศึกษา และคนทำงาน
ประชาชนที่มีความประสงค์จะเดินทางจาก จ.อุตรดิตถ์ ไปยัง จ.พิษณุโลก ที่ทราบเรื่องการเปิดให้บริการของรถไฟเที่ยวดังกล่าวต่างมารออยู่ที่ชานชราเป็นจำนวนมาก และรู้สึกดีใจที่รถไฟกลับมาเปิดให้บริการ แม้ว่าจะเหลือเพียงขบวนเดียวก็ตาม
ส่วนขบวนรถไฟสายเหนือที่ผ่าน จ.อุตรดิตถ์ ทั้งเที่ยวขาขึ้น-ขาล่อง 21 ขบวนยังคงหยุดให้บริการอย่างไม่มีกำหนด เบื้องต้นประชาชนควรสอบถามรายละเอียดก่อนเพื่อจะได้ไม่เสียเวลา
รถไฟแปดริ้วนิ่งเงียบขณะชาวบ้านไม่รู้ข่าวคอยเก้อ
เมื่อเวลา 17.00 น. บรรยากาศตามสถานีรถไฟย่อยต่างๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงมีประชาชนที่ยังไม่ทราบข่าว ว่ารถไฟหยุดเดินรถ เพื่อต่อต้านการแปรรูปเป็นบริษัทเดินรถ จึงทำให้มีประชาชนเดินทางเข้ามายังสถานีรถไฟ เพื่อรอขึ้นขบวนรถไฟอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสถานีชุมทางขนาดใหญ่อย่างที่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา ยังคงมีประชาชนหลงเดินทางเข้ามารอ รถไฟ เป็นจำนวนมาก ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา
นอกจากนี้ที่บริเวณลานจอดรถ ของสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทรา ยังคงมีรถยนต์ส่วนตัว และรถจักรยานยนต์ ที่เจ้าของรถขับนำมาจอดทิ้งไว้ เพื่อเดินทางเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ และสถานีรายทางต่างๆ โดยรถไฟเที่ยวเช้า ที่ยังคงมีรถไฟขาล่องเข้าสู่กรุงเทพ จนถึงเวลา 10.30 น. แต่ไม่มีรถขาขึ้นกลับเข้ามา และเมื่อถึงเวลาคนเลิกงานต้องเดินทางกลับบ้าน จึงยังคงมีรถที่ถูกนำมาจอดทิ้งไว้ตกค้างอยู่จำนวนมาก
ขณะที่ น.ส.อำนต พิพิธจันทร์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61/1/2 ซ.สันติสุข ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งจะต้องเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ หลังจากกลับมาเยี่ยมบ้าน และญาติผู้ใหญ่ กล่าวว่า เมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ เพื่อเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีรถไฟวิ่ง จึงรู้สึกแปลกใจ แต่เมื่อทราบถึงสาเหตุจากเจ้าหน้าที่แล้ว จึงต้องเตรียมหาทางในการเดินทางต่อไปใหม่ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรเพราะเคยใช้แต่บริการทางรถไฟ เนื่องจากสะดวก และอยู่ใกล้บ้าน น.ส.อำนต กล่าว
ส่วนนางนัยเนตร แตงไทย อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 ม.5 ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งหอบลูก จูงบุตรชาย มาถึงสองคน กล่าวว่า จะเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสระแก้ว แต่เมื่อมาถึงยังสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทราแล้ว กลับไม่มีรถไฟวิ่งไป จึงยังไม่รู้ว่าจะเดินทางต่อไปอย่างไร ซึ่งอาจต้องพาเด็กๆ เดินไปหาจุดต่อรถโดยสารประจำทางกลับบ้าน นางนัยเนตร กล่าว
รถไฟท่านาแล้ง-หนองคายลุ้นวันต่อวัน
หลังจากที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟ ประกาศหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันนี้ (22 มิ.ย.) เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับมติ ครม.ในการปฎิรูปการรถไฟ ทำให้บรรยากาศที่สถานีรถไฟหนองคาย มีผู้โดยสารมาติดต่อสอบถามเป็นระยะๆ โดยช่วงเช้าถึงเที่ยงมีผู้โดยสารมาคืนตั๋วเปลี่ยนการเดินทาง แต่ช่วงบ่ายมีผู้โดยสารมาซื้อตั๋ว
กระทั่งเวลา 16.00 น.วันที่ 22 มิ.ย.นายทวีป เสือรอด หัวหน้าสถานีรถไฟหนองคาย กล่าวว่า หลังจากมีข่าวหยุดการเดินรถไฟตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.ทำให้มีผู้โดยสารที่จองตั๋วเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทั้งชาวไทย ลาว และนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งได้มาขอคืนตั๋ว ซึ่งเราก็คืนเงินให้ แต่พอช่วงบ่ายก็มีผู้โดยสารมาซื้อตั๋วเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ กับขบวนรถด่วนหนองคาย-กรุงเทพฯ เวลา 18.20 น. และรถเร็ว เวลา 19.15 น. โดยตนได้สอบถามพนักงานขับรถ ซึ่งได้ยืนยันว่าจะยังเดินรถเป็นปกติเ นื่องจากพนักงานขับรถและพนักงานประจำรถส่วนใหญ่มีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ การหยุดเดินรถที่ต้องพักอยู่ต่างจังหวัด ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้น ขบวนรถเที่ยวล่องทั้ง 2 เที่ยวจาก จ.หนองคาย วันนี้ ยังคงเปิดการเดินรถเป็นปกติ ส่วนตั้งแต่เช้าวันที่ 23 มิ.ย.เป็นต้นไปจะมีขบวนรถขาล่อง รวมไปถึงการรับ-ส่งผู้โดยสารของขบวนรถไฟหนองคาย-นครราชสีมา และหนองคาย-ท่านาแล้ง (สปป.ลาว) ด้วย
นายทวีป กล่าวต่อไปว่า ปกติการเดินรถไฟขาล่องหนองคาย-กรุงเทพฯ จะมีวันละ 3 เที่ยว คือ เที่ยวเช้า 06.00 น. เที่ยวเย็นรถด่วน เวลา 18.20 น. และรถเร็ว เวลา 19.15 น. ส่วนการเดินรถไฟท้องถิ่นสายหนองคาย- นครราชสีมา เที่ยวเวลา 13.00 น. และการเดินรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง เที่ยวเช้าเวลา 10.00 น. เที่ยวเย็นเวลา 16.00 น.ซึ่งหลังจากวันนี้ไปจะเปิดการเดินรถไฟสายต่างๆ หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมีขบวนรถมาจากกรุงเทพฯ และนครราชสีมาหรือไม่ ส่วนการเดินรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง ก็ต้องดูสถานการณ์และต้องลุ้นกันวันต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางสถานีได้เตรียมเงินสำรองไว้ 200,000 บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าตั๋วคืนให้กับประชาชน แต่หากมีการหยุดรถนานกว่านี้ คาดว่าเงินสำรองจะไม่พอ ทางเจ้าหน้าที่จะสลักหลังตั๋วโดยสารให้ประชาชนนำมาขอรับเงินคืนในภายหลัง และได้ประสานงานกับขนส่ง จ.หนองคาย ไว้แล้วเพื่อจัดรถโดยสารไว้รองรับผู้โดยสารโดยจะไม่ให้มีผู้โดยสารตกค้างแต่อย่างใด
"ปัญหาการรถไฟสะสมยืดเยื้อยาวนานหลายรัฐบาลมาแล้ว เพราะไม่มีความจริงใจที่จะพัฒนากิจการรถไฟให้ก้าวหน้า งบประมาณที่อ้างว่าจัดสรรมาให้นั้นมีเพียงตัวเลข แต่ไม่มีตัวเงิน ทำให้การหมุนเวียนในระบบไม่สะดวกและเกิดการก่อหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้กิจการรถไฟไทยล้าหลังและเป็นหนี้มหาศาล ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายจริงใจในการแก้ไขปัญหาของการรถไฟ โดยไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน" นายทวีป กล่าว



